เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: การเกี่ยวเนื่องกันในการสร้างบารมีของผู้ปรารถนาโพธิญาณ  (อ่าน 4241 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Wisdom

  • สมาชิก
  • ***
  • กระทู้: 242
  • ใครจะใหญ่เกินกรรม
    • ดูรายละเอียด
การปรารถนาโพธิญาณนั้นเป็นเรื่องของผู้ที่มีความต้องการที่จะเป็น พระพุทธเจ้าในอนาคต ต้องขออธิบายให้ทราบกันทั่วหน้าก่อนว่า พระพุทธเจ้าที่อุบัติขึ้นมาบนโลกนี้ มิได้มีเฉพาะพระพุทธโคดม พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้เท่านั้น หากแต่ในอดีตกาลล่วงเลยผ่านมาแล้วนั้น ก็ได้บังเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาแล้วมากมายเหลือคณานับ ผู้อ่านหลายท่านอาจจะไม่เคยได้ยินเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน แต่ขอให้ เปิดใจ ทำใจสบายๆ ทำความเข้าใจและศึกษาเรื่องของพระโพธิสัตว์ ยิ่งรู้มากขึ้นก็จะสามารถน้อมนำกำลังพลังงานของพระโพธิสัตว์มาใช้ในชีวิตประจำวันได้สามารถช่วยเหลือเราได้ ทั้งทางโลกและทางธรรม โพธิญาณหรือพระโพธิสัตว์ จะทำงานเป็นหมู่คณะ ทำไมจึงพูดเช่นนั้น เป็นเพราะว่าการสร้างบุญบารมีนั้นหากสร้างคนเดียว อานิสงค์ที่บังเกิดจะมีเพียงส่วนเดียว

สำหรับพระโพธิสัตว์ที่มีกำลังและมากไปด้วยปัญญาจะนำพาหมู่คณะสร้างบุญบารมีกันเป็นจำนวนมากเข้าไว้ เนื่องด้วยการสร้างบุญบารมีเป็นหมู่คณะนั้น กำลังบุญของแต่ละคนมีมากอยู่แล้ว กำลังบุญทั้งหมดทั้งมวลจะรวมกระแสกันเป็นมหาบุญ มหากุศลมีกำลังมาก จึงเป็นเหตุให้เกิดปัจจุบันได้มีการนำพาผู้คนทำบุญเป็นจำนวนมากก็เพราะว่า ในยุคนี้ มีพระโพธิสัตว์ลงมาเกิดกันมากนั้นเอง โพธิญาณจะมีกระแสเกี่ยวเนื่องกัน จะมีการต่อกระแสกันสืบต่อกันไป หน่อโพธิญาณนั้นจะสืบต่อ สอนสั่งแนวทางการสร้างบารมีจากรุ่น สู่รุ่น เสมอ ตราบใดยังมีผู้ปรารถนาโพธิญาณอยู่ ตราบนั้นก็จะมีการสืบต่อกระแสไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด แม้ในยุคนั้นจะไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกก็ตาม พระโพธิสัตว์ก็จักบังเกิดขึ้นเสมอ



ผู้ที่ปรารถนาพระโพธิญาณจงฟังไว้ว่า "โพธิญาณต้องเรียนรู้แนวทางการสร้างบารมีกับโพธิญาณเท่านั้น" ฉะนั้น เมื่อมีโพธิญาณบังเกิดขึ้นในโลก ผู้นั้นได้กระทำตนเป็นผู้มีประโยชน์ ช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพสัตว์ทุกรูปนามดีพร้อม มีสรรพวิชาสำหรับใช้ช่วยเหลือผู้คน ก็มักจะมีโพธิญาณที่ลงมาเกิดตามหลัง (จุติทีหลัง) มาสืบต่อสรรพวิชานั้นๆ ไว้เสมอ เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ในกาลต่อไป และเพื่อป้องกันการสูญหายของสรรพวิชา เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การสืบต่อกระแสโพธิสัตว์" แต่ก็มีมากมายหลายสรรพวิชาที่ตกหล่นและสูญหายเนื่องจากการเวลาและไร้ผู้สืบทอดวิชา (นั้นอาจเกิดจาก ไม่มีผู้ที่เหมาะสมในการที่จะสืบต่อสรรพวิชานั้นๆ แต่อย่าไปกังวลเสียดายในสรรพวิชาที่สูญหายตายจากไปพร้อมกับเจ้าของวิชาเลย เพราะที่จริงแล้วสรรพวิชามิได้สูญหายไปไหน เมื่อเจ้าของวิชาตายไปส่วนใหญ่จะจุติเป็นพรหม สรรพวิชาทั้งหลายจึงยังอยู่ที่ พรหม ซะส่วนใหญ่ เมื่อมีวาระพรหมเหล่านั้นแล จัดลงมาสอนสั่งผู้ที่มีกระแสเนื่องกันเพื่อให้นำมาสร้างประโยชน์สืบต่อไป )

โพธิญาณบางท่าน ไม่ได้มีครูบาอาจารย์ที่เป็นมนุษย์ บางท่านจะเรียนรู้สรรพวิชาในการสร้างบารมีจาก เทพ พรหม ที่มีกระแสเกี่ยวเนื่องกับตัวท่านเองมากก่อน ก็เป็นได้ ผู้ปรารถนาโพธิญาณไม่ต้องกังวลใจว่าเราจะไม่มีครูบาอาจารย์นะ หากตอนนี้เรารู้ตัวเองว่าเรานั้นเป็นผู้ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ต้องการรื้อขนสรรพสัตว์ออกจากกองกิเลสทั้งปวง ต้องการให้ทุกรูปนามพบทางแห่งการกับทุกข์ ถึงซึ่งนิพพานเป็นที่สุด แต่เราไม่มีวิชาอะไรเลยที่จะมาช่วยเหลือสรรพสัตว์เหล่านี้ได้ ก็ขอให้วางจิต วางใจให้เป็นสมาธิ ใจสบาย กายสบาย ระลึกถึงพระรัตนตรัย คุณพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ คุณพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ คุณพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ คุณพระธรรม คุณพระอริยะสงฆ์ทั้งหมดทั้งมวล ตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตั้งสัจจะอธิษฐานดังต่อไปนี้

"ลูกขออาราธนาคุณครูบาอาจารย์ เหล่าหมู่คณะของข้าพเจ้า ทุกรูปนาม ผู้มีกำลังทั้งหลาย เทพ พรหมทั้งหลาย โปรดจงมาชี้แนะ หนทาง โปรดจงมาสั่งสอนสรรพวิชาแก่ข้าพเจ้า เพื่อให้สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชาวโลก ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ ทั้งกายใจได้ ให้เค้าเหล่านั้นอยู่ในโลกได้อย่างเป็นปกติสุข ให้เค้าได้รู้จักหนทางที่ถูกต้อง เป้าหมายที่ถูกที่ควรไป ให้รู้จักพระนิพพาน ให้ยึดพระรัตนตรัยเป็นสรณะเป็นที่พึ่งที่ระลึก เรียนรู้ที่จะตาย เตรียมตัวตายให้เป็น ตายแล้วสามารถเลือกที่จะไปได้ เตรียมตัวตายก่อนที่จะตาย ขอผู้ทรงคุณทั้งหมดทั้งมวลโปรดจงลงมาสอนสรรพวิชานี้ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด พุทธังสัจจาณังอธิษฐานมิ ธัมมังสัจจาณังอธิษฐานมิ สังฆังสัจจาณังอธิษฐานมิ"

อธิษฐานตามนี้ทุกวัน หลังจากที่เราสวดมนต์ไหว้พระและปฏิบัติกรรมฐานเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่นานก็จักได้รับรู้ถึงสรรพวิชาสมดังใจหมายทุกประการ โพธิญาณจะมีพระแก้วรวมบารมีประจำองค์ เรื่องพระแก้วประจำองค์พระพุทธเจ้านั้นผมเคยได้เขียนไว้ในโลกทิพย์ ฉบับก่อนๆ ไปแล้ว จะขออธิบายโดยใจความสั้นๆ ว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะมีพระแก้วประจำพระองค์ พระโพธิญาณก็เช่นกัน จะมีพระแก้วประจำองค์เหมือนกัน หากแต่ว่าความสมบูรณ์ขององค์พระ จะแตกต่างกันออกไปตามกำลังบุญบารมีที่ได้สร้างได้ทำมา เช่น พระโพธิญาณที่บารมีเต็มแล้ว ก็จะมีพระแก้วประจำองค์สมบูรณ์เต็มองค์ ตั้งแต่ฐานขึ้นมาจนถึงยอดพระเกตุขององค์พระ ส่วนสีของพระแก้วนั้นก็จะแตกต่างกันไปตามจริตชอบของพระโพธิญาณแต่ละพระองค์ ในกรณีกลับกันพระโพธิญาณที่สร้างบารมีมาได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังมีบารมีไม่เต็ม รูปลักษณ์ของพระแก้วแดงก็จะเป็นแบบไม่เต็มองค์ องค์พระจะสมบูรณ์จากฐานองค์พระขึ้นมาแต่ไม่เต็มองค์ สีของพระแก้วนั้นก็จะเป็นไปตามจริตชอบของพระโพธิญาณท่านนั้นแล จะยกตัวอย่างพระแก้วประจำองค์ของพระพุทธเจ้าในภัทรกัปป์นี้

๑. พระกกุสันธพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์ เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัย เป็นพระโพธิสัตว์ หลังจากนั้น ๘ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๓๗,๐๒๔ พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย ๔๐,๐๐๐ พรรษา พระสรีระสูง ๔๐ ศอก หรือ ๒๐ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๑๐ เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล ๑๐ โยชน์ (๑๖๐กิโลเมตร) พระแก้วประจำองค์ พระแก้วขาว หน้าตักกว้าง ๒๐ วา
๒. พระโกนาคมพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๘ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๓๗,๐๒๔ พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย ๓๐,๐๐๐พรรษา พระสรีระสูง ๓๐ ศอก หรือ ๑๕ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๑ เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์ พระแก้วประจำองค์
พระแก้วเหลือง หน้าตักกว้าง ๑๕ วา
๓. พระกัสสปพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น
๘ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๓๗,๐๒๔ พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย ๒๐,๐๐๐พรรษา พระสรีระสูง ๒๐ ศอก หรือ ๑๐ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๗ วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์ พระแก้วประจำองค์ พระแก้วน้ำเงิน หน้าตักกว้าง ๑๐ วา
๔. พระศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๔ องไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีก ๒๔ พระองค์ ซึ่งน้อยมาก เป็นปัญญาพุทธเจ้า อายุไขย ๘๐ พรรษา พระสรีระสูง ๔ ศอก หรือ ๒ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๖ ปี พุทธรังสี สร้านไปข้างละ ๑ วา เป็นปกติ พระแก้วประจำองค์ พระแก้วเขียว(เขียวมรกต) หน้าตักกว้าง ๕ วา
๕. พระอริยเมตตรัยพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๑๖ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๔๗๗,๐๒๙ พระองค์ เป็นวิริยะพุทธเจ้า อายุไขย ๘๐,๐๐๐พรรษา พระสรีระสูง ๘๐ ศอก หรือ ๔๐ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๗ วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ยังกำหนดไม่ได้ พระแก้วประจำองค์ พระแก้วแดง และทรงเครื่องบรมมหาจักรพรรดิ หน้าตักกว้าง ๒๐ วา

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมีพระแก้วประจำพระองค์ และจะเริ่มมีพระแก้วประจำพระองค์ตั้งแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ จะปรากฏชัดขึ้นตามความเข้มข้นของบารมีที่สร้างไว้ ในยุคพระอริยเมตตรัยพุทธเจ้า ก็จะมีพระแก้วแดงทำจากทับทิมแดง ปัจจุบันนี้ประดิษฐานเตรียมไว้แล้ว ณ ภูมิทิพย์บาดาล มีพญานาคสองตนเฝ้าอยู่ ซึ่งซ้อนอยู่กับ สถานที่แห่งหนึ่ง (ถ้ำใหญ่ วัดถ้ำเมืองนะ)และพระแก้วแดงจะปรากฏออกมา เมื่อถึงยุคพระศรี พระแก้วคู่บารมีของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันก็คือพระแก้วสีเขียว (ยุคปัจจุบันนี้เราบูชาพระแก้วมรกต แทนพระแก้วประจำองค์พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ที่รวมบารมีทั้งหมดเข้าสู่พระนิพพานไปแล้ว) ส่วนพระแก้วคู่บารมีของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆเป็นพุทธนิมิตอยู่ที่พระนิพพานคู่วิมานพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์

ผมจะขอคัดเอาข้อความบางตอนจากหนังสือกายสิทธิ์ เขียนโดยอาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์ ผู้เป็นศิษย์ฆราวาส ของหลวงปู่ดู่อีกท่านหนึ่งที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาให้ทุกท่านได้รับทราบถึงคำสอนของหลวงปู่ดู่ที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ ในภัทรกัปป์นี้ วันหนึ่งหลวงปู่ดู่ได้เล่าถึงการปฏิบัติครั้งคุมสมาธิศิษย์



“ยกใจความมาตอนหนึ่งว่า วันหนึ่งหลวงพ่อได้เล่าถึงการปฏิบัติ โดยท่านเป็นผู้บอกว่า “เมื่อไปถึงวิมานแก้วได้แล้ว เป็นวิมานแก้วของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกุฏิของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ก็มีวิมานพระธรรม อยู่ไปทางขวามือของพระพุทธเจ้ามีตู้พระไตรปิฎกอยู่หลายตู้ เขียนเป็นภาษาบาลีอักษรขอม ถ้าอยากรู้แปลว่าอะไรให้ถามหลวงปู่ทวด ซ้ายมือเป็นวิมานของพระสงฆ์ มีพระสงฆ์อยู่พระพุทธเจ้าเป็นประธาน แกเดินจิตให้ดีจากวิมานแก้วจะไปถึงพระพุทธรูป ๔ องค์ของกัปป์นี้ มีลักษณะหน้าตักกว้างไม่เท่ากันตามบารมี องค์แรกเป็นของพระกกุสันโธมีหน้าตักกว้าง ๒๐ วา องค์ที่สองพระโกนาคม หน้าตัก ๑๕ วา องค์ที่สาม ของพระกัสสปหน้าตัก ๑๐ วา องค์ที่สี่ หน้าตัก ๕ วา ถ้าเป็นพระศรีอริย์องค์ที่ห้า ยังไม่ปรากฏถ้าอธิษฐาน ขอดูจะพบว่ามีหน้าตักเท่ากับองค์แรก เพราะท่านสร้างบารมีมาถึง ๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัปป์ "

จะเห็นว่า หลวงปู่ดู่ท่านมิได้ปฏิเสธการมีอยู่ของพระพุทธเจ้าในอดีต ท่านรับรองการมีอยู่จริงของพระแก้วประจำองค์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ สมเด็จองค์ปฐมฯ พระพุทธเจ้าพระองค์แรกที่อุบัติขึ้นมาบนพื้นพิภพนี้ มีพระแก้วประจำองค์สีขาว หลวงตาม้าผู้เป็นอาจารย์ของผม มีพระแก้วประจำองค์สีชมพู ส่วนตัวผมมีพระแก้วประจำองค์สีส้ม พระโพธิญาณทุกท่านจะมีพระแก้วประจำตนของแต่ละบุคคล ขอให้เพียรสร้างบารมีเอาไว้ให้มากๆ เถิด พระแก้วประจำตนของทุกท่านจะมีรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์และมีบารมีมากขึ้นตามลำดับ ก่อนจากกันขอทิ้งท้ายไว้ว่า ตนพึงเป็นที่พึ่งแห่งตนก็จริงแล แต่การสร้างบุญบารมีเป็นหมู่คณะนั้นก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน การสร้างบุญต้องใช้ปัญญาบารมีมาประกอบ กำลังบุญที่ร่วมกันทำเป็นหมู่คณะนั้น จักช่วยให้พระโพธิญาณสำเร็จสมดังจิตตั้งประสงค์โดยความรวดเร็วกว่าที่จะเพียรสร้างบารมีด้วยตัวคนเดียว จำเอาไว้ว่า ผู้มีกำลังและปัญญาญาณจะสร้างบารมีเป็นหมู่คณะ พระโพธิญาณจะทำบุญเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นหมู่คณะ เป็นเครือข่ายโยงใยสัมพันธ์กันหมดนะ ไม่ธรรมดาเลยนะเรื่องของพระโพธิสัตว์เชื่อมต่อถึงกันหมด ท่านรู้จักกันหมดเพราะสร้างบารมีมาด้วยกันทั้งนั้น จึงขอบอกว่าพระโพธิญาณรุ่นใหญ่เค้าถึงกันหมด เพราะได้ร่วมสร้างบุญบารมีมาด้วยกันเป็นเวลานานแสนนานนับชาติไม่ถ้วนแล้ว ก็เห็นจะมีแต่พระโพธิญาณที่เพิ่งเริ่มตั้งจิตปรารถนาเท่านั้นแล ที่เพียรสร้างบารมีด้วยกำลังของตนเองตามเหตุปัจจัยที่เอื้อแก่การสร้างบุญบารมี(ฉายเดี่ยว) ที่อยากจะบอกก็คือ

ให้พากันหาพรรคพวกเพื่อสร้างบุญบารมี ให้พากันมีหมู่คณะสร้างบุญกุศลกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ดังคำที่ว่า

“สามัคคีคือพลัง เป็นพลังเหนือพลัง จริงแท้แน่นอน”

เอวังก็มีประการชะนี้แล.
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"

ออฟไลน์ Attawat_Rx

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 5
    • ดูรายละเอียด
สาธุครับ....

ออฟไลน์ Phattaraphol.nus๛

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 5
    • ดูรายละเอียด


          "ความสามัคคีของคนดีนำมาซึ่งประโยชน์สุขและความสำเร็จ"

ออฟไลน์ มหาอสงไขย

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 26
    • ดูรายละเอียด
สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

ออฟไลน์ Arthamaat

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 29
  • "พุทโธ โพเธยยัง มุตโต โมเจยยัง ติณโณ ตาเรยยัง"
    • ดูรายละเอียด
อนุโมทนาครับ