เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: ประสบการณ์เส้นทางพุทธภูมิของผมครับ เรียนเชิญพี่น้องมาร่วมแบ่งปันนะครับ  (อ่าน 5849 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Thanaphot Mahajakkapat

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2
  • พุทธภูมิด้วยชีวิต
    • ดูรายละเอียด
      สวัสดีพี่น้องทุกท่านนะครับ ผมชื่อกอล์ฟนะคับ อายุ 23 ปี ก่อนอื่นก็ขอคารวะทุกคนนะครับ โดยเฉพาะลูกหลานของพ่อองค์ปฐม พ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่ปาน หลวงปู่ดู่ และศิษหลวงตาม้าทุกคนนะครับผมขอกราบคารวะเป็นพิเศษเพราะถือว่าเราเป็นพี่น้องกัน ตั้งแต่เด็กๆผมมักจะตั้งคำถามตัวเองเสมอว่าเราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เคยบวชเณรและสนใจพระธรรม โดยส่วนตัวจะเป็นคนขี้สงสารมาก ยิ่งเวลาเห็นขอทานหรือสัตว์ที่เจ็บป่วย(สงสารจนน้ำตาคลอเลย) พอโตมาก็เริ่มถูกกิเลสย้อมเมาจนเกือบจะเสียผู้เสียคน ห่างหายจากธรรมะไปอย่างสิ้นเชิง

      จนเข้ามหาวิทยาลัยก็ทำบาปกรรมเอาไว้เยอะเลย ศีล 5 ขาดสะบั้นเลย (ส่วนใหญ่คือกาเม และปานาติบาต) และกรรมก็ตามสนองมาเรื่อยๆ ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งผมย้ายหอใหม่ก็นึกอยากห้อยพระเครื่อง (ข่าวว่าหอนี้ผีดุมาก 555) เลยกลับบ้านมาหาพ่อและถามหาพระสักองค์ พ่อก็หาโน่นหานี่มาให้เลือก แต่ผมติดใจองค์ที่พ่อห้อยเลยถามว่านี่พระอะไร พ่อเลยบอกว่าเหรียญท้าวเวสสุวรรณของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตอนนั้นยังไม่รู้จักหลวงพ่อแต่เคยได้ยินชื่อมาบ้าง ประกอบกับอยากบูชาท้าวเวสสุวรรณด้วยเลยขอพระองค์ที่พ่อห้อยซะเลย(อยู่หอคนเดียวอยากมีท่านมาอยู่เป็นเพื่อน ซึ่งท่านปู่เวสสุวรรณจะช่วยปกป้องผู้ที่ปฏิบัติธรรมจากภูติผีปีศาจน่ะครับ) จนวันหนึ่งมีเหตุการณ์ที่ทุกข์หนักที่สุดในชีวิต (เด๋วค่อยเล่านะครับเพราะมันยาว ลองฟังเพลงความเจ็บยังคงหายใจของออฟ ปองศักดิ์ดูครับ อารมณ์ประมาณนั้น) ไม่รู้จะหันไปพึ่งใครก็มีเพื่อนคอยปลอบใจเป็นกำลังใจ จนเพื่อนก็ได้นำมาเข้าหาธรรมะอีกครั้งหนึ่ง และเพื่อนเป็นศิษย์พ่อฤาษี พอผมได้ลองฟังคำสอนของพ่อเท่านั้นล่ะผมติดใจเลย และตั้งใจศึกษาคำสอนของพ่อฤาษีมาตลอด จนได้เข้าใจเรื่องนิพพานมากยิ่งขึ้นและเริ่มสนใจทำกรรมฐานมาก ต่อมาไม่นานก็เริ่มสวดมนต์มากขึ้น และเกิดความศรัทธาพ่อองค์ปฐมมากตอนได้ฟังคำสอนที่พ่อฤาษีเล่าว่าได้เจอองค์ปฐมครั้งแรกเป็นอย่างไร (พ่อฤาษีเป็นลูกท่านองค์ปฐม) ก็ได้สนใจค้นคว้าหาข้อมูลขององค์ปฐม จนไปทำอีท่าไหนก็ไม่รู้ไปผมก็จำไม่ค่อยจะได้ แต่เอาเป็นว่าได้พบเจอเข้ากับบทสวดมหาจักรพรรดิ์ (น่าจะเป็นเพราะหารูปองค์ปฐมแล้วไปเจอรูปองค์พระปางมหาจักรพรรดิ์ เห็นสวยดีเลยคลิ๊กเข้าไปดู หลังจากนั้นก็ค้นกูเกิ้ลว่า องค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิ์ เลยเจอบทสวด) และรู้สึกชอบบทสวดบทนี้มาก อานิสงมากมายหลายประการ จึงจดจำมาสวด ต่อมาก็นึกอยากหาพระของหลวงปู่ดู่ เพราะเราสวดคาถาท่าน เลยอยากมีท่านมาบูชา แต่เอ๊ะ เราห้อยพระแล้วนี่ เลยนึกออกว่าตอนเด็กพ่อเคยให้แหวนพระมาใส่ จึงคิดว่าตอนนี้เราต้องการแหวนหลวงปู่ดู่ พอกลับมาบ้านถามพ่อว่ามีไหมก็ปรากฏว่ามี และใส่ได้พอดีนิ้วเลยก็เลยได้วัตถุมงคลอีกชิ้นมาบูชา (ซึ่งตอนหลังก็นึกอยากได้พระหลวงปู่ทวดมาก คิดถึงหลวงปู่ทวดทั้งวัน แล้วเย็นวันนั้นก็ได้มาทันทีเลยครับ เป็นพระจากงานตักไข่วันเกิดหลวงตาม้า พอดีร่วมบุญไว้ พอได้มาผมก็ซื้อลูกปัดใสแล้วมาร้อยกับเชือกสีทองเป็นประคำ 108 เม็ดทำเป็นสายห้อยพระหลวงปู่ทวด และใช้นับสวดมนต์ไปในตัว ส่วนเหรียญท้าวเวสสุสรรณก็พกติดตัวตลอด ใส่กระเป๋าไว้ไม่ได้ห้อย ต่อมาก็มีลูกแก้วจักรพรรดิ์ กับองค์พยาครุฑทองมาพกติดตัว)

      ซึ่งต่อมาผมก็สวดคาถามหาจักรพรรดิ์มาตลอดประกอบกับศึกษาธรรมะของหลวงพ่อฤาษีเป็นประจำ และหมั่นนั่งสมาธิสวดมนต์เป็นนิจ จนอยู่ดีๆดันนึกอธิษฐานหน้าพระพุทธรูปว่าอยากตรัสรู้ธรรมทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า "ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ขอให้ข้าพเจ้าตรัสรู้ธรรมนั้นด้วยเถิด" ไปๆมาๆได้ยินคนพูดว่าอยากเป็นพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก(คิดว่าเรื่องของเขา) ผมก็หมั่นทำบุญปล่อยปลา ทำทาน สวดมนต์นั่งสมาธิมาตลอด จนได้มาลองฟังคำสอนของหลวงตาม้า (ถาม-ตอบ) ก็ติดใจ ชอบฟังมาจนทุกวันนี้ อยู่มาวันหนึ่งในใจก็ดันคิดว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้า เราจะช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้น ทุกข์ (ผมมองไปทางไหนในโลกก็เจอแต่ความทุกข์) ทีนี้ก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับพุทธภูมิ ไปไปมามาก็อธิษฐานเลยว่า ขอให้ได้ตรัสรู้ ขอให้ได้เป็นพระพุทธเจ้า ก็เริ่มตั้งใจศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธภูมิมากขึ้นและศึกษาคำสอนของหลวงตาม้ามากขึ้น (สลับกับฟังคำสอนของท่านพ่อฤาษี) แต่อย่างที่รู้กันว่าพ่อฤาษีท่านลาพุทธภูมิ (ผมก็อธิษฐานว่า พ่อครับ พ่อลาแต่ผมไม่ลานะครับ ผมขอไปต่อนะ)     
 
       แรกๆก็คิดว่าเราไม่ต้องการไปนิพพาน เราต้องการบำเพ็ญบารมีและช่วยเหลือสัตว์โลก แต่อนิจจัง ด้วยความที่ร่างกายผมเจ็บป่วยอยู่เป็นนิจและผมรู้สึกเหนื่อยหน่ายและเบื่อกับร่างกายนี้มาก เพราะมันมีแต่ทุกข์ มันเจ็บมันปวดไปหมด (ตอนนี้ที่เป็นมากคืออาการปวดข้อทั้งร่างกาย) ประกอบกับชีวิตรักที่น้ำเน่าเหมือนละคร เล่าสั้นๆคือ "แฟนอายุเยอะกว่า แฟนเป็นคนมีเงินแต่ผมจน ก่อนมาเจอเธอผมต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมาตลอดครับ (เคยทำทั้งงานกลางวันและงานกลางคืน) แฟนท้อง ดีใจเรากำลังมีลูก แต่พอถึงวันคลอดกับมีผู้ชายอีกสองคนมาปรากฏตัวว่าเป็นพ่อของเด็ก เรื่องราวสุดดราม่าก็เกิดขึ้น และแล้วเรื่องราวก็ผ่านพ้นไป กว่าจะจบได้ก็นานพอดู สุดท้ายแฟนตัดชายอื่นได้ (ผมต้องอยู่เหมือนตายมานานเลยนี่ก็เวรกรรมผมทำบาปกับผู้หญิงไว้เยอะ) และผมเป็นพ่อเด็ก แต่ก็อนิจจังอีก ครอบครัวแฟนไม่ยอมรับผม ไม่ต้องการผม ซึ่งทุกวันนี้ผมยังไม่เคยเจอลูกตัวเองเลย ได้แต่เห็นในรูปที่แฟนส่งมา แฟนก็มาหาบ้างแต่ไม่ได้พาลูกมาด้วยเนื่องจากเหตุผลบางประการ (ผมเรียนยุ มข แฟนเป็นหมอเปิดคลินิกยุที่ขอนแก่น แต่พอท้องแก่ก็ต้องกลับไปอยู่บ้านที่ กทม ไม่ค่อยได้ลงมาขอนแก่น) ซึ่งทุกวันนี้แฟนก็กลับมาทำงาน แต่ไม่ได้เอาลูกมาด้วย อาศัยไปกลับ ขอนแก่น-กทมทุกวันศุกร์ กลับไปหาลูก แล้วกลับมาทำงานวันจันทร์ พวกผมก็อยู่ด้วยกัน 2 คน แต่ด้วยความที่ผมเด็กกว่ามากจึงโดนด่าเป็นประจำ แหะ แหะ" รวมความคือชีวิตผมตอนนี้ไม่มีความสุขจริงๆ มันเห็นแต่ทุกข์ แต่ก็มีธรรมะนี่ล่ะเป็นที่พึ่ง และด้วยร่างกายที่เจ็บป่วยนี่ด้วย (คือกายก็ทุกข์มากถึงขั้นเดินไม่ได้ ลุกจากที่นอนไม่ไหว ใจก็ทุกข์) ผมจึงเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างชัดเจน เห็นอริยสัจมากพอสมควร (เป็นทุกข์ผมเลยหาทางพ้นทุกข์ จึงศึกษาอริยสัจ 4) จนผมเข้าใจตามคำสั่งสอนของพ่อฤาษีอย่างชัดเจนว่าไอ้ขันต์ 5 นี่มันเลว ขึ้นชื่อว่าร่างกาย ขึ้นชื่อว่าการเกิดมันไม่มีอะไรดีเลย ต่อให้เป็นเทวดาก็ไม่แคล้วต้องมาเกิดใหม่ บางองค์ลงจากสวรรค์ไปนรกเลยก็มี ทุกวันนี้จึงเข้าใจเลยว่า นิพพาน คือบรมสุขอย่างแท้จริง "ผมต้องการไปนิพพานอย่างยิ่ง"

      บางทีผมก็เกิดเบื่อ อยากลาพุทธภูมิ อยากไปนิพพาน ไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดแล้ว แต่ใจก็คิดว่าเราคงจะเสียใจ เสียดายเป็นที่สุดถ้าเราไปโดยไม่ฉุดช่วยเหลือเหล่าสัตว์โลกทั้งหลาย เพราะยังมีอีกหลายคน หลายตน หลายตัว ที่ยังหลงอยู่ ยังไม่พบพระธรรม ผมจึงตัดสินใจเด็ดขาดเลยว่า "ต่อให้เราต้องทุกข์ ต้องเหนื่อยอีกสักแค่ไหนก็ตาม ก็จะอดทนเพื่อเหล่าพี่น้องสัตว์โลกทั้งหลาย เพื่อจะพาทุกคนไปด้วยกัน ความสุขของพี่น้องผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็คือความสุขของผม"

     กล่าวสรุปสำหรับเส้นทางสายพุทธภูมิของผมก็คือ มีคำสอนท่านพ่อฤาษี หลวงพ่อปาน และพ่อองค์ปฐมเป็นแนวทางเพื่อความหลุดพ้น ซึ่งพ่อองค์ปฐมท่านจะย้ำสอนเสมอว่าให้หมั่นระลึกใน อานาปานุสติ จิตตานุสติ และพรหมวิหาร 4 ซึ่งผมได้นำคำสอนนี้ล่ะมาเรียบเรียงเป็นคาถา 1 บท
" พุทโธ องค์ปฐม สัมมาสัมพุทธัสสะ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อานา จิตตัง สติเม เมกะมุอุ พระอรหัง พุทโธ นะโมพุทธายะ (เมกะมุอุ คือพรหมวิหาร 4) "
ซึ่งคาถานี้ทำการอธิษฐานจิตต่อหน้าองค์พระพุทธรูปแล้ว ต่อมาก็คือมีหลวงปู่ดู่และหลวงตาม้าเป็นครูด้านโพธิสัตว์และการบำเพ็ญบารมี ซึ่งผมก็ได้เรียบเรียงคาถาอัญเชิญเทวดาในแบบฉบับของตน เพื่อใช้สวดเอง โดยใช้คำสอนของหลวงปู่ที่ว่า พลังงานไม่เคยหายไปจากโลก และรูปเป็นสื่อของนาม คือรูปเป็นช่องทางการสื่อพลังของภพภูมิต่างๆทั้ง มนุษย์ วิญญาน เทวดา พรหม พระอรหัน พระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้า (คือแค่เรานึกถึงชื่อพวกท่าน ท่านก็มองเห็นเราแล้ว เพราะชื่อของท่านเป็นสื่อของท่าน) จึกเรียบเรียงคาถาดังนี้
"สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัตราคัจฉันตุ เทวะตา
 อะหัง วันทามิ เทวา จาตุมหาราชิกา มหาราชา ท้าวเวสสุวรรณโณ ท้าววิรุฬหโก ท้าววิรูปักโข ท้าวธตรโฐ พุทโธ นะโมพุทธยะ
 อะหัง วันทามิ เทวา จาตุมหาราชิกา ครุฑายักขะคันธัพพะนาคา
 อะหัง วันทามิ เทวา ดาวดึงสเทวโลก องค์อินทร์และเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา ยามา พระสยามเทวาธิราชและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา ดุสิตตา ท้าวสันดุสิตและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา นิมมานรดี ท้าวสุนิมมิตเทวาธิราชและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา ปรนิมมิตสวัสดี ท้าวปรนิมมิตเทวราช ท้าวปรนิมมิตสวัสดีมาราธิราชและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา พรหมา
 อะหัง วันทามิ พระอรหังสัมมา ปะรินิพพุตัมปิ
 อะหัง วันทามิ ทูระโต อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ
"
 คาถานี้ก็ทำพิธีอธิษฐานจิตแล้วเช่นกัน และเป็นคาถาบูชาเทวดา ที่ผมใช้เองเพื่อสื่อถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบเอ่ยนาม เอ่ยตำแหน่งท่านเลยโดยเฉพาะ ส่วนเรื่องการอธิษฐานจิตนี้ ลูกศิษย์สายหลวงปู่ดู่จะเข้าใจ หลักการเดียวกันกับการปลุกเสกพระของหลวงปู่ และการอธิษฐานจิตสร้างลูกแก้วจักรพรรดิ์ของท่าน ซึ่งลูกศิษย์ก็สามารถทำเองได้แต่ต้องอาราธนาบารมีหลวงปู่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดทั้งมวลอันมีบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภูติพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด ซึ่งหลวงปู่ท่านจะเมตตารวมบารมีให้เรา (พุทธมนต์แต่ละบทสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจของผู้สวด สำหรับผมถือว่าใช้ได้ดีเพราะผมศรัทธาในคาถา และศรัทธาในหลวงปู่ดู่มาก)

      แม้อาจเคยอยากลาพุทธภูมิแต่ก็ไม่คิดจะลา กลับยิ่งทำให้กำลังใจมากขึ้นด้วยซ้ำ ทุกวันนี้อธิษฐานออกเสียงต่อหน้าพระพุทธรูปตลอด ต่อหน้าผู้คนก็ออกเสียงตลอด ใครอาจมองว่าแปลกก็ช่าง ผมตั้งสัจจะอธิษฐานแน่วแน่ และให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมาร่วมเป็นพยานเสมอ(อธิษฐานหลังสวดคาถามหาจักรพรรดิ์) ส่วนแนวทางก็จะเป็นวิริยะธิกะ เพราะอยากจะเอาสัตว์โลกไปนิพพานด้วยให้มากที่สุด (และอยากเอาอย่างพ่อ 555 พ่อองค์ปฐม กับพ่อฤาษี รวมถึงหลวงปู่ดู่ด้วย) ทุกวันนี้ก็ภวานาไม่ขาด รักษาศีล 5 เป็นเบื้องต้นโดยระมัดระวังอย่างมาก และช่วงที่แฟนไม่อยู่ด้วยจะถือศีล 8 ทำบุญทำทานก็หมั่นทำสม่ำเสมอ ไหวว้พระบูชาข้าวพระทุกวัน คั้งใจไปกวาดพุทธสถานคือลานพระพุทธชินราชทุกวันมีแค่วันที่ติดธุระจริงๆถึงไม่ได้ไป(ถ้ามีเวลามากก็จะถูพื้นด้วย) แล้วก็โมทนาบุญกับคนบุญเป็นประจำ และวิชาโปรดของผมคือวิชาจักรพรรดิ์เปิดโลกของหลวงปู่ดู่ครับ แผ่เมตตาปรับภพภูมิ

     ท้ายที่สุดจะพูดถึงเรื่องการวางกำลังใจของผมนะครับ ทุกวันผมจะไหว้บูชาพระด้วยชีวิต และตั้งสัจจะว่าจะทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ต่อเทวดาและภพภูมิทั้งหลาย และต่อสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย ตั้งใจจะใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อพระศาสนา เพื่อเป็นสื่อให้เทวดาและภพภูมิทั้งหลายได้โมทนาบุญ โดยเน้นการสร้างบุญด้วยการภวนาแล้วแผ่เมตตาเป็นหลัก (แต่ก็ตั้งใจบำเพ็ญบารมี 10 ทัศให้ครบถ้วนเสมอ) คือเน้นปฏิบัติให้มากๆเข้าไว้ ตามคำสอนของหลวงปู่ดู่คือ "เวลาเหลือไม่มากแล้ว ให้เร่งปฏิบัติ" และ "ไม่ปฏิบัติแค่นาทีเดียวก็ถือว่าขาดทุนกับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์" รวมกับคำสอนของพ่อฤาษีคือ "ผู้ใดมีกรรมฐานอยู่ในทุกขณะชีวิต ผู้นั้นเป็นศิษเอกชั้น 1 ของข้า (อาจไม่ตรงตามที่ท่านว่าแต่ผมเข้าใจอย่างนี้) " และที่สำคัญผมไม่ยินดีในการเกิดในอบาย เกิดเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหมอีกแล้ว ผมต้องการไปนิพพานจุดเดียว (ถึงแม้จะยังต้องเกิดอีกก็เถอะ แต่ก็เกิดเพื่อสร้างบารมี)

     สรุปนะครับ การวางกำลังใจที่สำคัญของผมคือ ศึกษาให้มาก(คัดเฉพาะเรื่องที่คิดว่าจำเป็นสำหรับเราทั้งทางโลกและทางธรรม) ปฏิบัติธรรมให้มาก บำเพ็ญบุญบารมีให้มาก อธิษฐานทุกวันเพื่อโพธิญาน เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าจุดเดียว อธิษฐานออกเสียงให้ดัง ให้ฟังชัด ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยาน มอบชีวิตนี้แก่พระศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โพธิญานและพระนิพพาน (ย้ำว่าต้องวางกำลังใจด้วยชีวิตเลยนะครับ ผมค่อยๆทำมาจนมันซึมเข้าไปในจิตใต้สำนึกแล้ว) และสองสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญสำหรับผมนะครับ คือ

1.พระคาถามหาจักรพรรดิ์และศาสตร์ของหลวงปู่ดู่ (เป็นศาสตร์เร่งบุญบารมี ช่วยเหลือภพภูมิ ผูกมิตรและสร้างบริวารไปในคราวเดียวกัน) เราจะสัมผัสได้เลยครับว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวตอนสวด และยิ่งตอนสัพเพ แล้วบอกให้ภพภูมิโมทนาบุญนี่ยิ่งสัมผัสได้เลยครับแล้วพวกเขารับรู้และโมทนาบุญจากเรา

2.มุ่งไปนิพพานจุดเดียว ไม่ยินดีในการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วนอกจากนิพพาน (ถึงแม้จะยังต้องเกิดอยู่เพื่อบำเพ็ญเพียรแต่ผมก็วางกำลังใจอย่างนี้) คือตั้งใจปฏิบัติให้มันถึงนิพพานในชาตินี้เลย เข้าใกล้นิพพานให้ได้มากที่สุด คือเราจะเป็นพระพุทธเจ้านะ เราต้องจริงจังกับนิพพานเป็นที่สุด เพื่อที่เราจะได้ไปสั่งสอนผู้อื่นต่อไป โดยที่ผมวางกำลังใจแบบนี้ได้เพราะคำสอนของท่านพ่อฤาษีลิงดำ และบวกกับความทุกข์ทั้งหลายที่ได้รับ จนทำให้จิตมันเห็นธรรม มันเห็นอริยสัจของมันเองครับ เป็นปัจจัตตัง (ต้องขอบคุณความทุกข์จริงๆ)

ปล.ผมเชื่อว่ามีพี่น้องหลายคนที่มีกำลังใจเช่นเดียวกันกับผมและอาจมากกว่าผม ณ ที่นี้ผมมาเพื่อเล่าประสบการณ์ และแนะนำตัวเองให้รู้จักครับ หากพิมพ์อะไรผิดพลาดตกหล่นก็ขออภัยนะครับ สุดท้ายนี้ขอโมทนาบุญกับทุกท่าน ทุกรูป ทุกนาม ทุกประการ และประโยชน์สุขใดผมจักได้รับจากการบำเพ็ญบุญทั้งหลายจากอดีตชาติจนปัจจุบันชาติ ของท่านทั้งหลายจงโมทนา และได้รับประโยชน์สุขเช่นเดียวกับผมทุกประการ สาธุครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 17, 2014, 01:08:59 PM โดย Thanaphot Mahajakkapat »

ออฟไลน์ Carenkahn

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2
  • ญาติธรรม
    • ดูรายละเอียด
วัยรุ่นทำไรไม่ค่อยคิด กลับตัวได้ก็ดีแล้วครับ

ออฟไลน์ Okana

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2
  • ญาติธรรม
    • ดูรายละเอียด
ช่วยเตือนวัยรุ่นคนอื่นด้วย ก่อนจะทำอะไรก็คิดให้ดีๆ