เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: ไม่ต้องพิธีรีตองมาก  (อ่าน 1000 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 403
    • ดูรายละเอียด
ไม่ต้องพิธีรีตองมาก
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2014, 09:00:22 PM »


ไม่ต้องพิธีรีตองมาก

หลวงปู่ดู่ วัดสะแก สมัยที่ท่านยังดำรงขันธ์ หรือมีชีวิตอยู่ บุญญาภินิหารปรากฎเป็นเนือง ๆ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฮือฮามาก เรื่องมีอยู่ว่า มีหญิงสาวผู้หนึ่ง เป็นบุตรีอดีตผู้ว่าฯ หญิง ดังกล่าว เป็นหญิงที่มีรูปงาม งามทั้งรูป งามทั้งเกียรติ์ และพร้อมด้วยทรัพย์ ย่อมเป็นที่ ปราถนาของชายหนุ่มทั่วไป มีชายหนุ่มมากหน้าหลายตาเข้ามาคบหา และในวันหนึ่ง บุตรีอดีตท่านผู้ว่าฯ ได้ออกไปเที่ยวนอกบ้าน โดยมีสาวใช้ติดตามไปด้วย ขณะเดินได้ พบชายผู้หนึ่ง แอบมองเธออยู่ และขณะที่เธอกำลังซื้อของ ได้พบหนุ่มดังกล่าวเข้า ถึง ขนาดเดินชน ขณะที่เดินชนเธอ เธอเล่าว่ามีความรู้สึกเหมือนวูบ และดิ่งในภวังค์ ช่วง นั้นเข้าใจว่า อากาศร้อน ไม่สบาย หรืออาจเป็นลมแดดก็ได้

หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน เธอฝันแต่ชายหนุ่มคนดังกล่าวตลอด มีจิตใจรักเสน่หา หวังที่ จะใช้ชีวิตคู่ด้วย พอตื่นขึ้นมา ระหว่างทานข้าวเห็นหน้าชายหนุ่มคนดังกล่าวในจานข้าว และนับวันความรักที่มีต่อชายหนุ่มแปลกหน้า หนักเป็นทวีคูณ ถึงขนาดล้มหมอน นอนเสื่อ

ได้บอกสาวใช้ว่า ไปข้างนอกบ้านกันเถอะ อยากไปพบพี่เขา จำได้ใช่ไหม ผู้ชายที่ชน เราเมื่อ 3 วันก่อน ฝ่ายอดีตผู้ว่าฯ รู้เข้าได้สั่งบริวาร ห้ามให้ลูกสาวออกนอกบ้านเด็ดขาด และได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ทุกคนลงความเห็นว่า โดนของ หรือโดน เสน่ห์เข้าจังแล้ว

ทุกวันหญิงสาวคนดังกล่าว เอาแต่เก็บตัวในห้องพัก ข้าวปลาไม่ยอมทาน ทั้งวันเอาแต่เพ้อ พรรณาถึงชายหนุ่มแปลกหน้าดังกล่าว ท่านอดีตผู้ว่า ฯ ได้พาบุตรีไปหาสำนักไสยเวทย์ หลายแห่ง ตามที่มีคนแนะนำ แต่ก็ไม่หาย ร่างกายของหญิงดังกล่าว ก็ซูบผอม หน้าตา หมองคล้ำ สาวใช้ และมารดา ตามไปทานข้าว มองตาขวาง ถึงขนาดเข้ามาบีบคอ ฝ่ายบิดามารดา ทุกข์กว่าเป็น 100 เท่า 1000 เท่า

และแล้วฝันที่ฟ้าเปิดมาถึง มีข้าราชการผู้หนึ่งบอกว่าที่จังหวัดอยุธยา มีภิกษุรูปหนึ่ง นามว่า อาจารย์ดู่ แห่งวัดสะแก (พระอาจารย์ของหลวงตาม้า) วิทยาคมแก่กล้า ลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทำไมท่านเจ้าเมืองถึงไม่ไป ขอความเมตตากับหลวงปู่ท่านดู ผมว่าท่านสงเคราะห์ช่วยคูณหนูได้

อดีตผู้ว่า ฯ ได้เดินทางไปที่วัดสะแก เพื่อพบหลวงปู่ดู่ ซึ่งขณะนั้นท่านนั่งอยู่นอกกุฏิ กำลัง สนทนากับมัคทายกวัดอยู่ ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังเกี่ยวกับบุตรีท่าน + หลวงปู่ดู่ ท่านบอกว่า มัคทายกสงเคราะห์เข้าหน่อย มัคทายกได้นั่งหลับตา บอกว่า หลวงปู่ หญิงสาวดังกล่าว ต้องมนต์เสน่ห์ผีพรายเข้าครับ ของแรงซะด้วย เห็นทีหลวงปู่ต้องสงเคราะห์ บุตรีท่านเจ้าเมืองแล้วละ หลวงปู่ดู่ ท่านนั่งหลับตาสักครู่ใหญ่ และลืมตาขึ้น บอกว่า ไม่มี อะไรแล้วกลับไปบ้านเถอะ ฉันขอบารมีหลวงปู่ทวด แผ่กุศลปลดปล่อยวิญญาณดวงนั้นแล้ว ผีพรายตนนั้นเขาไม่อยากทำเช่นนั้น แต่ถูกอำนาจผู้เรืองอาคมบังคับเอา หมดเคราะห์แล้ว

ฝ่ายอดีตผู้ว่าฯ ยิ่ง งง กันใหญ่ อะไรยังไม่ได้พาลูกสาวมา รักษาได้แล้วหรือ แต่เนื่องจากท่านเป็นพระผู้ใหญ่ จึงได้กราบลา แต่จิตของท่านผู้ว่า ขณะนั้นท่านบอกว่าไม่อยากเชื่อ แต่พอกลับถึงบ้าน เห็นลูกสาวที่เก็บตัวในห้องพัก เดินลงมาข้างล่าง สวมกอดแม่อยู่ ร้องไห้เป็นการใหญ่ บอกว่าหนูตายแล้วเหมือนเกิดใหม่ หนูจะเข้าร่าง แต่มัน ไม่ให้หนูเข้าร่าง ใครก็ไม่รู้ เป็นเงาผู้ชาย เป็นเงาดำทั้งตัว น่ากลัวมาก ๆ ฝ่ายบิดามารดา ถามต่อว่า และหนูหลุดมาได้ยังไง บอกว่า ไม่รู้เหมือนกัน เห็นแสงสว่างสาดเข้าตาหนู พอลืมตามาอีก ครั้งก็พบว่าเข้าร่างได้แล้ว เงาดำที่เห็นก็หายไป

ฝ่ายบิดา และมารดา ได้พาบุตรี ไปกราบหลวงปู่ดู่ วัดสะแก ที่วัด ซึ่งท่านก็ได้ให้ศีลให้พร หมดเคราะห์ หมดโศกแล้ว โยม นับจากนี้ไปคงไม่มีอะไรมารบกวนอีกแล้วละ คุณพระรัตนตรัยมาช่วยทัน

เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น และสร้างความฮือฮา และชื่อเสียงให้กับหลวงปู่ดู่เป็นอย่างมาก ผู้คนทุกสารทิศ ล้วนแต่หลั่งไหล สู่วัดสะแก เพื่อ กราบหลวงปู่ดู่ พระอภิญญาจารย์ผู้มากด้วยเมตตา บารมี และบูชาวัตถุมงคลที่หลวงปู่อธิษฐานจิต

เรื่องดังกล่าว เคยกราบเรียนถามพ่อพราหมณ์ฯ ว่า เหตุใดไม่ต้องพาหญิงที่ถูกของมา เพียงหลับตาก็แก้อาถรรพ์ได้แล้ว พ่อพราหมณ์ฯ บอกกับลูกศิษย์ว่า หลวงปู่ดู่ ท่านเข้าถึง หัวใจพระรัตนตรัยและวิชา สำเร็จฌาณสมาบัติ และอภิญญาชั้นสูง ทรงไว้ซึ่งบุญญาบารมีที่สูง เทวดาทุกชั้นฟ้าต้องอนุโมทนาและให้ความช่วยเหลือ ไม่ต้องมีพิธีมากมายอะไร หากหลวงปู่ลงมือ กระทำเอง หรือว่ายวานให้ช่วย เพราะเทวดาทุกชั้นฟ้า ต้องโมทนาและให้ความช่วยเหลือ เทวดาก็ต้องการทำบุญกับพระอะระหังเช่นกัน เจ้าอั้ง ใครมีพระหลวงปู่ดู่เก็บไว้ให้ดีเถอะ ของดีของสูง เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น สมัยที่หลวงปู่ดู่ ยังดำรงขันธ์อยู่