เว็บพุทธภูมิ

หมวดหลัก => พุทธภูมิ พระโพธิสัตว์ การบำเพ็ญบารมี => ข้อความที่เริ่มโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 06, 2014, 05:39:04 PM

หัวข้อ: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 06, 2014, 05:39:04 PM
จากหนังสือสุวรรณภูมิปกรณ์
โดยพระราชกวี (อ่ำ ธมฺมทตฺโต)
พระพุทธกุกกุสันธกาล(ยุคไทยขุนสรวง,สาง)
     
... เรื่องทั้งนี้ ได้รวบรวมเรียบเรียงขึ้นถึง พระพุทธันดรทั้ง ๓ ที่มีมาแล้ว และมีเรื่องปรากฎอยู่เฉพาะเท่านั้น ได้นำมาเป็นหลักฐาน ๓ พุทธันดร

... และไทย ๓ กาลที่ปรากฎอยู่ ณ ยุคขุนสรวง นางสางนั้น อันตรงกับ พุทธันดรพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธองค์

... ซึ่งมีเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิมีนามชื่อว่า พระมหาปนาทบรมจักรพรรดิ ซึ่งมีปรากฎในอนาคตวงศ์ว่า

... ในสมัยพระพุทธกาลนั้น ได้มาเกิดเป็นช้างป่าชื่อ ปาลิไลยกะ ได้ทะนุบำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือน ณ พระพุทธพรรษาที่ ๑๐ นั้น

... ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพยากรณ์ว่า

... " จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธองค์พระองค์หนึ่งเป็นที่ ๑๐ มีพระนามว่า พระสุมงคลสัมมาสัมพุทธองค์ ในอนาคตกาล "

... อีกด้วย พอเป็นเรื่องอ้างขึ้นได้จึงนำมาอ้างเพื่อรู้ระยะกาลสมัยดึกดำบรรพ์นั้น
     
... เฉพาะไทยนี้มีเพียงชื่อที่ยังคงอยู่ในความรู้ของไทย

... เมื่อมีเรื่องอยู่ก็จะได้มีเค้าความ จะได้ความสำคัญขึ้น เฉพาะก็คือมีเล่าถึงการคิดตัวหนังสืออ่านได้ และเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสได้จะอย่างไรก็ตามเรื่องที่มีมาแล้ว และพระคันถรจนาจารย์ท่านได้จารึกลงในใบลาน กระทั่งเป็นคัมภีร์ที่ยืนยงคงมาแล้วอย่างน้อยก็เกือบ ๒,๐๐๐ ปี หรือกว่าดียิ่งกว่าฝรั่งที่เขียนกันในเร็วๆ นี้

... ซึ่งยืนยันว่าหลักฐานนี้มีมานานแล้ว และพระคันถรจนาจารย์ท่านเขียนสืบต่อกันมา ก็คงจะหลายสิบองค์จึงยั่งยืนอยู่มาได้จนถึงบัดนี้
     
... ในกาลก่อน กระทั่งถึงกาลพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธองค์นั้น

... ในกาลนั้น ชมพูทวีปมีชื่อว่าโสฬสนคร(๑๖นคร)ซึ่งปรากฎในอนาคตวงศ์ ระบุถึงต้นภัทรกัปเป็นยุคสมัยพระพุทธองค์ทรงพระนามว่าพระกุกกุสันโธ อันตรงกับยุคสมัยขุนสรวง

... และเมืองสรวงไทยก็คือ เมืองทอง และสุวรรณภูมิรัฐประเทศไทยนี้ ซึ่งยุคสมัยเดิมนั้นชื่อว่า เมืองสรวง
     
... ก็กาลที่มีอายุเจริญขึ้นไปถึงนับไม่ได้(สมัยนั้นยังไม่มีการนับเลขกัน) แล้วลดลงมาถึง ๔๐,๐๐๐ ปีเป็นอายุขัยนั้น

... ชมพูทวีป หรือ มัชฌิมชนบท ซึ่งยุคสมัยนั้นชื่อว่า โสฬสนคร(เมือง ๑๖) นั้น

... ส่วนทางช่วงแหลมทอง ก็มีชื่อว่า สุวรรณทวีป ก็คือ เมืองทอง หรือ เมืองถิ่นทอง ซึ่งเป็นชื่อที่ต่างๆ อยู่ในเมืองสรวงนั้น ได้มีมาตั้งแต่ขุนสรวงและนางสาง ได้มีลูกหลานแผ่เชื้อสายสืบต่อกันตลอดมา จึงเจริญขึ้นกระทั่งนับไม่ได้ ก็คือ กาลดึกดำบรรพ์นั้น
     
... ครั้นอายุลดลงมาถึงกาล ๔๐,๐๐๐ ปีเป็นอายุขัย ซึ่งเป็นกาลพระกุกกุสันโธสัมมาสัมพุทธองค์นั้น แหลมทอง มีชื่อว่า เมืองทอง
     
... ครั้นกาลเวลาล่วงมามากๆ เข้า ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป จึงมีชื่อต่างๆ ขึ้น เช่นชื่อเมืองทอง เมืองแก้ว, เมืองพริบ คือ เมืองเพชร เมืองพลี คือ เมืองแก้วแสงก็คือ เมืองไพลิน หรือ เมืองพลิน บางทีก็ชื่อ กรุงพาลี
     
... ถ้าเป็นชื่อพ่อขุน แม่ขุน ก็มีชื่อว่าท้าวกรุงพาลี จ้าวแม่ หรือ นางพระยากรุงพาลี
     
... ชาวเมืองก็เรียกชื่อชาวเมืองพาลี , ชาวกรุงพาลี หรือ ชาวพาลี , ชาวพลินชาวไพลิน
     
... โดยเฉพาะชื่อว่าเมืองแก้ว และ ขุนแก้วนั้นว่ามีสืบมาจากเมืองสรวง และ เมืองทอง
     
... แต่ก่อนกาลพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธองค์นั้น พ่อขุนแก้วไทยฟ้า กับ นางพระยาก่องแก้ว

... มีลูกชายทรงโปรดปรานมากจึงตั้งชื่อว่า ยอดแก้วไทย

... ทั้งได้แก้วหินสุกสว่างก้อนหนึ่ง จึงเปลี่ยนชื่อ เมืองทอง ขนานชื่อตามแก้วแสงก้อนใหญ่นั้นว่า เมืองแก้วพริบพลี

... และพระลูกเจ้าพ่อขุนยอดแก้วไทยฟ้านี้ เมื่อทรงเป็นมหาขุนได้มีเนมิตนามชื่อว่า พระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิ
     
... ในพระพุทธวงศ์ และ อนาคตวงศ์ ซึ่งเป็นพระพุทธพจน์ตรัสแก่พระสารีบุตรเถระ

... ทรงตรัสไว้ตั้งแต่สมัยปฐมโพธิกาล ณ คราวที่เสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรก

... ในพระพุทธพรรษาที่ ๓ได้ทรงกระทำตามพระพุทธวงศ์ ก็คือพระพุทธองค์ที่ได้ตรัสรู้มาแล้วและได้ตรัสอนาคตวงศ์

... ก็คือ พระพุทธองค์ที่จะได้ตรัสรู้ในอนาคตกาลอีก ๑๐ พระองค์ อนาคตวงศ์ทรงปรารภพระนางมหาปชาบดีโคตมี และ อชิตะภิกขุ จึงตรัสทักขิณาวิภังคสูตร
     
... ต่อมา พระสารีบุตรเถรได้ทูลถาม จึงตรัสอนาคตวงศ์ จะได้ย่อพอได้ความ เพื่อเป็นหลักฐานในยุคสมัยขุนสรวงนางสาง และพระพุทธันดรพระกุกกุสันธพุทธกาลนั้น ดังนี้

... ในกาลที่อายุมนุษย์ลดลงมาเหลือเพียง ๔๐,๐๐๐ ปีนั้น ชมพูทวีปได้มีชื่อว่า โสฬสนคร
     
... ในส่วนอื่นมีชื่อว่า เมืองทอง และเมืองแก้วปนๆ กันอยู่ คือ เมืองพลิน กรุงพาลี บ้าง

... ช้างป่าชื่อ ปาลิไลยกะ ซึ่งเป็นพระบรมโพธิสัตว์วิริยาธิกะพุทธภูมิ

... ได้เกิดเป็นสมเด็จพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า

... ทรงพระบรมเดชานุภาพตลอดทวีปทั้ง๔ ทรงมีสัตตรัตนสมบัติ ๗ ประการ

... กับมีคทาใหญ่ สถิต ณ เชิงรอง ซึ่งตั้งบนพานทองใหญ่ อันเป็นนิมิตสมบัติจักรพรรดิชุดบก

... และเป็นเนมิตนามชื่อว่า มหาปนาทจักรพรรดิ เป็นประจำมา
     
... ก็สัตตรัตนสมบัติ ๗ ประการนั้นคือ
   
๑. จักกรัตนะ จักรแก้ว
 
๒. หัตถิรัตนะ ช้างแก้ว
   
๓. อัสสรัตนะ ม้าแก้ว
   
๔. มณีรัตนะ แก้วมณี
   
๕. อิตถีรัตนะ นางแก้ว
   
๖. คหปติรัตนะ ขุนคลังแก้ว
   
๗. ปรินายกรัตนะ ขุนพลแก้ว
     
... ทั้งนี้มีอยู่ ๒ ชุด ชุดบกและชุดน้ำ

... ถ้ามีพระคทาใหญ่(กระบองยอด) สถิต ณ เชิงตั้งบนพานทองใหญ่ เพราะมหาคทานั้นเป็นนิมิตที่ระบุนามชื่อว่า มหาปนาทบรมจักรพรรดิ จึงเป็นชุดบกหรือชุดแผ่นดิน
     
... และสัตตรัตนสมบัติ ๗ ประการนั้น แต่มีสังข์ใหญ่ หรือมหาสังข์สถิต ณ เชิงพานทองใหญ่ อันเป็นนิมิตสมบัติจักรพรรดิชุดน้ำ หรือชุดทะเล
     
... และทั้ง ๒ ชุดนั้น ก็มีปราสาทแก้ว ปราสาททอง หรือ รัตนะปราสาท สุวรรณปราสาทพร้อมกับมีแก้ว,ทอง,เงิน,แร่ธาตุต่างประดับพร้อมทุกประการ
     
... ในพระพุทธันดรต้นภัทรกัปนี้ พระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิ ได้อุบัติขึ้นแล้ว ณ เมืองแก้วมีนามว่า ยอดแก้วไทย

... ครั้นเจริญถึงอายุกาลแล้ว จึงมีปราสาทแก้วปรากฏขึ้น แม้ภูเขาใหญ่ๆ ก็กลายเป็นปราสาทขึ้น

... บ้างก็เกิดเป็นพื้นทองขึ้นเป็นสิริเกียรติสมบัติ บริชนและพาหนะก็เป็นรัตน จึงเป็นสัตตรัตนสมบัติ

... มีมหาคทาสถิตเป็นสิริบรมจักรพรรดิราชสมบัติ ณ ทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็นบริวาร

... ทรงสำราญเป็นปกติตลอดกาลนาน ในกาลชนม์ชีพนั้น ทรงชำนาญศิลปะวิทยาการตลอดทุกชนิด ได้ทรงประดิษฐ์และสร้างเสกสรรเครื่องกลต่างๆ ได้ และปรินายกช่วยทำขึ้นตามประสงค์
     
... บางทีช้างแก้ว ม้าแก้วนำมาให้

... บางอย่างจักรแก้วบันดาลให้ เช่น ดวงแก้วลอยในท้องฟ้า ส่องให้มองเห็นได้ทั่วทุกทวีปใหญ่น้อย

... หลายอย่างที่แก้วมณีรัตนดลดาลให้เช่น ไฟฟ้า และเสียงสายฟ้า
     
... ที่ทรงคิดเป็นพิเศษก็คือ ลายสือ ซึ่งทรงคิดว่า

... " ถ้าเอาเสียงคำพูดกับจำนวนนับเข้าลายเส้นได้ คงจะคงที่และอยู่ได้นาน ทั้งจะนำไปไหนก็ได้ "

... เมื่อครุ่นคิดอยู่นั้น ด้วยบุญญานุภาพพระบารมี ๑๐ ทั้งรัตนะ ๗ และเทพโพธิสัตว์มิตรสหายทั้งหลาย

... ก็ร่วมกันส่งแสงสว่างเป็นปัญญาบารมี พร้อมพลันก็บันดาลให้เกิดปัญญาญาณสว่างแจ้ง ส่องให้เห็น ก.กา ข.ขา ข่า. ข้า เป็นต้น

... และอินทรีย์ทั้งปวงก็คล่องแคล่ว จึงใช้มือเขียนได้ ใช้เสียงและปากอ่านได้

... ใช้ปัญญาส่องทราบได้ว่า ถูกและผิด
     
... เมื่อทรงคิดได้ เขียนได้ อ่านได้คงที่และชำนาญแล้ว

... จึงสอนขุนคลังแก้วให้ทำบัญชี

... สอนขุนพลแก้วให้เขียนวิชาสอนทหารและเขียนกฎหมาย

... และสอนชาวเมืองให้เขียนวิชาต่างๆ

... และให้นางแก้วทั้งบริวาร เรียนเขียน จดคำสอน คำเพลง คำกลอน และข้อความ

... " ทำดีให้จำ ทำชั่วให้ละเว้น "

... มีการประพฤติผิดลักฉ้อ ทำร้ายฆ่าฟัน กล่าวเท็จหลอกลวง กินดื่มของมึนเมาและติดตัง
   
... เอื้อเอ็นดู ช่วยเหลือกัน ซื่อตรงต่อกัน อ่อนน้อมผู้ใหญ่พ่อแม่

... ผู้ชายให้รู้ต่อสู้ทำงาน ป้องกันตัว คุ้มครองสินตน

... ผู้หญิงเรียนรู้การครัว การเรือนเลี้ยงลูก คุ้มครองสินสาวตัวตน ตลอดถึงทุกคนให้รู้เซ่นสรวงอำนวยผีต้น ฯลฯ
   
... ครั้นล่วงมาถึงกาล สมเด็จพระกุกกุสันโธได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธองค์แล้ว ได้เสด็จไปแสดงพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตรจบแล้วเทพพรหมตลอดสุดนั้นได้เปล่งเสียงรับต่อๆ กัน ทั้งได้เกิดมหัศจรรย์ให้หมื่นโลกธาตุสะท้านสะเทือนหวั่นไหวตลอดถึงเมืองแก้วซึ่งได้ทำให้มหาคทานั้นพลัดตกจากเชิงกระเด็นลง ณ พื้นปราสาท แต่ไม่แตกหัก

... จึงทรงดำริถึงบุญบารมี มหาคทาก็ลอยขึ้นสถิต ณ เชิงตามเดิม ได้ทรงเห็นเช่นนั้นทรงดำริก็ทรงทราบด้วยญาณปัญญาว่า

... " พระมหาบุรุษได้อุบัติและได้ตรัสรู้ กับได้แสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรจบแล้ว เป็นกาลถึงพร้อมพระรัตนตรัยแล้ว "

... พระเจ้าจักรพรรดิจึงตรัสประกาศให้รัตนะนั้นๆ ไปนำรัตนะนั้นๆ มาถวายให้ตลอดได้ทรงสำราญประทับอยู่โดยปกติ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 06, 2014, 07:12:04 PM
... พระพุทธกาลที่ได้ตรัสรู้นั้นได้ล่วงไปช้านาน กระทั่งพระปัญญาบารมีแก่กล้าที่จะเพิ่มได้อีก

... ทรงระลึกได้จึงตรัสสั่งขุนคลังแก้วว่า

... " ท่านจงไปสู่โสฬสมหานครนั้น นำเอามณีรัตนะมาให้เรา "

... ขุนคลังแก้วได้รับโองการแล้ว เพราะเป็นคหบดีรัตนะจึงมีอิทธิพลสมบูรณ์ ได้เหาะขึ้นไปยังโสฬสมหานครทางอากาศ
     
... ณ ปัจจุสมัย เช้าตรู่วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ากุกุกสันโธนั้น ทรงทอดพระเนตรตรวจโลก ได้ทรงเห็นและทรงทราบแล้ว

... มีพระพุทธประสงค์ทรงโปรดพระอนาคตพุทธองค์ทั้งสองนั้น(ขุนคลังแก้วก็ปรารถนาพระโพธิญาณเหมือนกัน)

... และวันนั้นเป็นวันอุโบสถและวันฟังธรรม ประชาชนต่างหลั่งไหลไปสู่มหาวิหาร

... พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับในมหาวิหารนั้น ได้ประทับอยู่ในสมาธิ

... ทรงอธิษฐานพระพุทธรัศมีให้แผ่ซ่านสว่างไปในอากาศ ให้เห็นได้เฉพาะคหบดีรัตนะก็ได้เห็นในอากาศแต่ที่ห่างไกล
     
... คหบดีรัตนะได้ลงสู่พื้น ก็ได้เห็นหมู่ชาวชนหญิงชายต่างไหลหลั่งเข้าสู่มหาวิหารเพื่อรักษาอุโบสถและฟังธรรมก็เข้าไปด้วย

... ครั้นเข้าไปแล้ว ก็ได้เห็นพระกุกกุสันธะซึ่งประทับนั่ง ณ พระพุทธอาสน์ ก็มิได้รู้จัก ได้กระทำเคารพกราบไหว้ แล้วจึงถามว่า
   
... " มาณพผู้เจริญท่านมีนามชื่อว่าอะไร จึงมีรูปโฉมเป็นอันดี "
   
... พระบรมครูตรัสตอบว่า
   
... " คหบดีรัตนะ เราชื่อว่าพุทธศาสดาจารย์ "
   
... คหบดีรัตนะซักต่อไปว่า
   
... " ท่านชื่อว่าพระศาสดาจารย์ เพราะอะไร "
 
... พระพุทธมหามุนีเจ้าได้ฟัง จึงตรัสตอบว่า
   
... " เราชื่อว่าศาสดาจารย์นั้น ก็เพราะประกอบด้วยอาจริยคุณ ๓๑ ว่า อิติปิ โส ภควา "
   
... (พระพุทธคุณนี้ นับเป็นตัวอักษรได้ ๕๖ นับเป็นศัพท์ได้ ๓๑ จึงเป็นคุณ ๓๑)
     
... ขุนคลังแก้ว จึงจดจารึกเป็นลายสือลงบนแผ่นทองคำ

... แล้วจดจารึกอาการ ๓๒ คือ เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ ฯลฯ มุตตํ มตฺถเก มตฺถลุงคํ(ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ มูตร มันสมอง)

... กับจดจารึกทวัตติงสมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ และจดจารึกกำหนดอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ

... กับทั้งวาดเขียนพระรูปโฉมส่วนสัดสูง ๖๐ ศอก ลงในแผ่นทองคำทั้ง ๒ เสร็จแล้ว

... ได้กราบทูลลา เหาะลอยกลับมายังพระราชสำนักสมเด็จพระมหาปนาทบรมจักรพรรดิ

... ได้ถวายพระสุพรรณบัฏทั้ง ๒ นั้น ให้ทอดจักษุญาณพิจารณาพระคุณพิเศษและพระสิริลักษณะพระรูปโฉมส่วนสัดพระองค์สูง ๖๐ ศอกของพระกุกกุสันธพุทธองค์นั้น

... พร้อมกับตัวสือจารึกพระพุทธคุณ๓๑ และอาการ ๓๒ ทั้ง ๒ อย่างนั้น
     
... ได้ทอดพระเนตรแล้วมิได้รู้จัก และมิได้ทราบแจ้งพระพุทธคุณนั้น

... จึงตรัสถามปุโรหิตพราหมณ์ซึ่งเฝ้าอยู่นั้นก็ได้ทรงสดับคำทูลว่า

... " อักษรลายสือจารึกนี้เป็นพระพุทธคุณเที่ยงแท้แล้ว "

... ดังนี้ สมเด็จพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิได้สดับแล้ว ทรงเกิดปีติโสมนัสปลาบปลื้มพระทัยสลบลงกับที่
     
... ครั้นทรงฟื้นขึ้นแล้ว จึงตรัสถามอีก ได้สดับคำทูลว่า

... " พระคุณวิเศษนี้ เป็นพระพุทธคุณของพระสัมมาสัมพุทธเที่ยงแท้แล้ว "

... ดังนี้ ก็ทรงปีติโสมนัสปลาบปลื้มพระทัย สลบลงอีกเป็นครั้งที่สอง

... ครั้นทรงฟื้นขึ้นแล้ว ก็ได้ตรัสถามถึงภาพวาดเขียนพระรูปโฉมสิริลักษณ์วรกายนั้น เป็นอย่างพระพุทธรูปจริงหรือประการใด

... ก็ได้สดับคำทูลว่า

... " พระรูปโฉมที่วาดมานี้เป็นพระรูปโฉมของสมเด็จพระพุทธองค์เที่ยงแท้ "

... ดังนี้แล้ว ก็ได้ทรงปีติโสมนัสปลาบปลื้มพระทัย สลบลงอีกเป็นคำรพที่ ๓
     
... ครั้นทรงฟื้นแล้ว ได้ตรัสว่า

... " บัดนี้เราได้ฟังประพฤติเหตุแห่งสมเด็จพระพุทธองค์ อันเป็นดวงแก้วหาค่ามิได้

... เพราะตัวท่านอันเราใช้ให้ไป จึงได้รู้แจ้งพระพุทธรัตนะนั้น

... เครื่องสักการบูชาอื่นๆ หาควรกระทำสักการะบูชาแก่ท่านไม่

... สมบัติจักรพรรดิทั้งหมดนี้ จึงควรแก่ท่าน "

... ดังนี้แล้ว ได้ทรงกระทำราชาภิเษกคหบดีรัตนะขุนคลังแก้ว ให้เสวยสิริราชสมบัติจักรพรรดิ

... กับได้ทรงอธิษฐานสัตรัตนสมบัติทั้งพระมหาคทาให้คงอยู่เพื่อดำรงสิริสมบัตินั้นๆ ให้ครอบครองสืบต่อไปแล้ว
     
... สมเด็จพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิทรงสละจักรพรรดิสมบัติแล้ว พระองค์เดียวเสด็จไปทางทิศภาคที่สมเด็จพระกุกุกสันธบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ โสฬสมหานครนั้น

... ด้วยพระตนุกานุภาพพระเจ้าจักรพรรดิอันมีฉลองพระบาทแก้ว และพระมหามกุฎแก้วนั้น ซึ่งประจำพระองค์อยู่ จึงส่งให้เสด็จได้เร็ว แลเสด็จได้ไกล

... ครั้นเสด็จถึงมหานิโครธไทรใหญ่ต้นหนึ่ง จึงเข้าไปอาศัยประทับนั่งในร่มไทรนั้นพอบรรเทาเหน็ดเหนื่อยแล้ว
     
... ทรงสบายพระวรกายแล้ว ก็ทรงกระทำนมัสการลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ไปในทางที่พระพุทธองค์ประทับอยู่นั้น

... แล้วทรงกระทำอธิษฐานปรารถนาว่า

... " พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรดให้ปีติโสมนัสในพระองค์เกิดแก่ข้าพระองค์แล้ว

... ด้วยเดชะความสัตย์นี้ ขอบริขาร ๘ อันเป็นทรัพย์มรดกของพระภิกษุสงฆ์ จงเลื่อนลอยมาเถิด "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 06, 2014, 07:20:33 PM
... ครั้งนั้น สมเด็จพระสัพพัญญูกุกกุสันโธทรงทราบวาระจิตแล้ว จึงตรัสให้บริขาร ๘ นั้นลอยมาตกลงตรงพระพักตร์พระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดินั้นด้วยพระพุทธานุภาพสมเด็จพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิได้ทอดพระเนตรเห็นเป็นมหัศจรรย์แล้ว ได้ใช้พระหัตถ์ทั้งคู่นั้นประคองบริขาร ๘ ยกขึ้นเหนือเศียรเกล้าตรัสว่า

... " บริขาร ๘ เราจักอาศัยท่านออกจากสังสารทุกข์ ให้ได้พบพระนิพพานอันประเสริฐสุดวิสัย "

... ตรัสเสร็จแล้ว ทรงเปลื้องเครื่องราชอิสริยาภรณ์ออกจากพระวรกายแล้ว ได้ครองสบง ทรงจีวรซ้อนสังฆาฏิพาดคาดกายพันมั่นคง ทรงเพศบรรพชิต อุปสมบทเป็นภิกขุภาวะสำเร็จแล้ว
   
... จึงเอาพระมหามงกุฎแก้ววางลงในฝ่าพระหัตถ์ แล้วตรัสว่า

... " มงกุฎแก้วจงไปสู่สำนักสมเด็จพระพุทธเจ้าแล้วกราบทูลพระองค์ว่า

... บัดนี้พระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิเสียสละราชสมบัติ ออกทรงเพศบรรพชิตเป็นพระภิกขุในพระพุทธศาสนาแล้ว

... มีความปรารถนาเพื่อจะมายังสำนักสมเด็จพระทศพลญาณ ท่านจงไปกราบทูล ดังนี้ "

... แล้วมหามงกุฎแก้วก็เลื่อนลอยไปในอากาศเวหาประดุจว่าพระยาราชหงส์

... ถึงแล้ว จึงลงยังสำนักแล้วตั้งอยู่แทบพระบาท ได้กราบทูลดุจมีวิญญาณ
     
... สมเด็จพระบรมโลกุตมาจารย์ได้ตรัสรับว่า

... " สาธุ "

... แล้ว ลำดับนั้นสมเด็จพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิ ซึ่งสำเร็จเพศเป็นพระภิกขุด้วยพระพุทธดำรัสว่า

... " สาธุ " ดังนี้แล้ว

... จึงเป็นอุปสมบทสมบูรณ์แล้วด้วย

... พระองค์ก็เที่ยวโคจรบิณฑบาตไปตามละแวกบ้าน ได้อาหารบิณฑบาตพอเป็นยาปนมัต ก็บริโภคฉันพอทรงพระชนม์ชีพ สำเร็จแล้ว

... ก็เจริญพระกัมมัฎฐานอยู่ในที่อันสมควร พิจารณาซึ่งพระพุทธคุณว่า อิติปิ โส ภควา เป็นอาทิ

... และเจริญกายคตาสติกัมมัฎฐานว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ฯลฯ (ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ) เป็นต้น
     
... ทรงเจริญไปด้วยอุตสาหะตลอดอย่างนั้น ได้ยังโลกียฌานและอภิญญา๕ ให้บังเกิดขึ้น ด้วยพระบารมีที่สร้างสมมานานแล้วนั้น

... จึงเหาะลอยขึ้นไปโดยทางอากาศเวหา กระทั่งถึงสำนักสมเด็จพระพุทธเจ้า

... พอได้โอกาส จึงเข้าเฝ้า ได้ทัศนาการพระรูปโฉมและพระสิริลักษณะของสมเด็จพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธองค์

... อันประดับไปด้วยพระมหาปุริสลักขณะ ๓๒ และอนุพยัญชนะ ๘๐ อันงามบริบูรณ์ครบทุกประการแจ่มแจ้งแล้ว

... ก็บังเกิดปีติโสมนัสปลาบปลื้มเต็มเปี่ยมซาบซ่านทั่วสรรพางค์ตลอดสกลกายแล้วก็สลบลง ณ ที่นั้น
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 06, 2014, 08:02:13 PM
     ... สมเด็จพระภควันต์ทรงเอาอุทกวารี ประพรมลงเหนือพระอุระ

... ก็ทรงฟื้นสมประฤดีขึ้นมาแล้ว พระองค์จึงถวายนมัสการ กราบลงด้วยเบญจางคประดิษฐ์แทบพระบาท

... กราบทูลอาราธนาให้สมเด็จพระพุทธองค์ทรงประทานพระสัทธรรมเทศนา
   
... ครั้งนั้นสมเด็จพระกุกกุสันธทศพลบรมศาสดาจารย์ก็ทรงประทานพระสัทธรรมเทศนาว่า
   
... " ภิกขุ ท่านจงพิจารณาซึ่งสภาวะธรรมที่จะนำตนไปสู่พระนิพพานด้วยตนเองเถิด " (ภิกขุ แปลว่า ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร)
     
... พระภิกขุมหาปนาทบรมโพธิสัตว์วรพุทธางกูร ได้สดับกระแสพระพุทธดำรัสตรัสเป็นนัยดังนั้น

... แล้วพระองค์ก็ปีติโสมนัสอิ่มอาบซาบซ่านทั่วสรรพางค์กาย

... จึงทรงอธิษฐานเล็บของพระองค์ ให้คมดุจมีดโกนเด็ดเศียรเกล้าตรงคอให้ขาดแล้ว จับยกขึ้นกระทำสักการบูชา ฝ่ายเศียรเกล้านั้นได้กราบทูลว่า
   
" พระองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระองค์ได้โอกาสโปรดฝูงสัตว์ทั้งหลายก่อน

ข้าพระองค์มีความปรารถนา

เป็นพระพุทธองค์เมื่อภายหลัง

ด้วยผลศีลทานของข้าพระองค์ในครั้งนี้

ขอเชิญองค์พระอัครมุนีพระผู้มีพระภาคเจ้า

โปรดเสด็จสู่พระนิพพานก่อนเถิด

ข้าพระองค์ขอตามเสด็จพระพุทธองค์

เข้าสู่พระนิพพานต่อภายหลัง "
     
... พอขาดคำแล้วพระภิกขุมหาปนาทบรมจักรพรรดิก็ดับขันธ์สิ้นชีวิตินทรีย์

... และพลันนั้น พระเศียรซึ่งตั้งบนฝ่าหัตถ์ทั้งคู่ก็เกร็งแข็ง ด้วยอานุภาพอธิษฐานชูบูชาอยู่ตามเดิมนั้น ก็ลุกโพลงขึ้นตลอดถึงพระสรีระสรรพางค์ เป็นดวงประทีปเทียนสักการะบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธองค์,พระธรรม,พระสงฆ์,ตามธรรมนิยม

... มีกลิ่นหอมเป็นทิพย์ มีแสงสว่างกระจ่างแจ่มแจ้ง ไม่มีควันอบอวล ไม่ร้อนอบอ้าว เป็นดวงสุกโพลงเฉพาะ ไม่ไหม้ลุกลามไปอื่น

... ทั้งนั้นเป็นไปตามพระพุทธานุภาพที่ได้ทรงโปรดประทาน

... ส่วนพระภิกขุพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดินั้น ก็จุติไปอุบัติเกิด ณ ดุสิตสวรรค์ เสวยทิพยสมบัติเป็นสุขสถาพร
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 06, 2014, 09:15:05 PM
... พระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดินี้ในเรื่องว่าครองอาณาจักรวรรดิ หรือจักรพรรดิราชสมบัตินั้น ซึ่งมีทวีปใหญ่ทั้ง ๔จะเห็นในปัจจุบันนี้มีก็คือ

๑. ชมพูทวีป คือ ทวีปเอเซียกับทวีปยุโรป

๒. กาฬทวีปทวีปดำ คือ แอฟริกา ชาวคนดำ

๓. กัทมทวีป ทวีปเทา คือ โปลา ออสเตรเลียชาวคนเทา

๔. ปภัสรทวีป ทวีปแสงแดง หรือ ปุพวิเทห คือ ทวีปตะวันออก ก็คือ เอมุก  อมริก,อเมริกา,ไทยว่า มริกัน
     
... คนไทยนี้ก็ไปอยู่ทั่วมาแล้วจึงเห็นว่าเป็นไปได้ ได้นำมาอ้างขึ้นตามต้นเรื่องนั้นทั้งอนาคตวงศ์นี้ก็เป็นต้นเรื่องดึกดำบรรพ์ทั้งในอดีตและ อนาคตและทั้งทวีปใหญ่ในโบราณก็มี ๔ ชื่อ คือ

๑. ชมพูทวีป

๒. อุตตรกุรุทวีป

๓. ปุพพวิเทหทวีป ที่ใกล้กับไทยก็ลงไปถึงออสเตรเลีย 

๔. อมรโคยานทวีป ชื่อก็ใกล้กับเอมุก อมริก อเมริกา
     
... ต้นเรื่องติโรกุฑฑสูตรเล่าว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสาร

... เล่าในกาล พระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธ หมู่เปรตเข้าไปทูลถาม พระกุกกุสันโธตรัสว่า

... " อนาคตแผ่นดินใหญ่สูงขึ้นประมาณ ๑ โยชน์ พระโกนาคมน์สัมมาสัมพุทธจักอุบัติ "
     
... ไม่ทรงกำหนดกาลตามพระพุทธพจน์นั้น ได้กาลแผ่นดินสูง ๑ โยชน์ ๑๖ ก.ม. ถึงยุคมิคสัญญีก็ได้ครึ่งโยชน์ ๘ ก.ม.
     
... โลกวิทยาว่า โลกมีอายุ ๕,๕๐๐ ล้านปี จากกาลผีฟ้าแสงอาภัสสรกาย ถึงพระกุกกุสันธกาล ตลอดถึงยุคมิคสัญญีซึ่งกาลนี้

... โลกวิทยากล่าวว่า ยังลุกเป็นดวงไฟมหึมาอยู่

... ของเราเย็นเป็นแผ่นดินโลกมาแล้วมีอายุล่วงมาได้ ๕๐๐ กับ ๑,๐๐๐ ล้านปีที่ ๑ ตรงกับยุคขุนสรวง

... กำหนดกันง่ายๆ ว่า

... ยุคสรวง พุทธันดรที่ ๑ กาลพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธ

... เท่ากับ ๕ ร้อยล้านปี

... กับพันล้านปีที่ ๑ คร่อมเข้าพันล้านปีที่ ๒

... แผ่นดินสูง ๑ โยชน์ (๑๖ ก.ม.)ตรงกับสมัย สรวง
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 06, 2014, 09:19:34 PM
พุทธันดรที่ ๒ สมัยพระโกนาคมน์พุทธเจ้า

... พ่อขุนแถนไทยมากมายหลายหลาก ต่างชื่อกันบ้างมีชื่อซ้ำกันบ้าง ได้ปกครองอาณาจักรแถนไทยสืบต่อกันมา

... ต่างก็ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองมากบ้างน้อยบ้าง ตามระบบแบบไทยตลอดมา

... ทั้งได้ติดต่อค้าขาย แลกเปลี่ยนความเจริญแก่กันและกัน อันเป็นสัมพันธไมตรี ตลอดถึงจัมปากรัฐ จดถึงชมพูทวีปมัชฌิมชนบทหรือมัธยมประเทศตลอดด้วย
     
... โดยเฉพาะก็คือ การเรียนสือไทย หรือ ลายสือไทยได้มีการสอนกันมาก เรือนหลวง จวนลูกขุนมูลนาย วัง ได้ตั้งเป็นโรงเรียนขึ้นทุกแห่ง การเรียนจึงแพร่หลายให้รู้สือ อ่านออกเขียนได้ และได้ตั้งเป็นตำราไทยมีชื่อว่า " รู้สือไทย "
     
... พระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธองค์ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ณ มัชฌิมประเทศนั้น ได้เสด็จโปรดชาวโลกตลอดชมพูทวีป และ ถึงจัมปากรัฐ

... พระเจ้ากรุงจัมปาก ทรงพระนามว่า พระเจ้าธรรมราชาธิราช ก็ทรงเลื่อมใสได้ตรัสถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะด้วยความเคารพนับถือ

... ทั้งได้ส่งข่าว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้พ่อขุนแถน ผู้บุรพสหายได้ทราบ
     
... พ่อขุนแถนไทยจึงได้เสด็จ จัมปากรัฐแล้ว

... พากันไปเฝ้าถึงพระมหาวิหาร

... ต่อมา พระผู้มีพระภาคโคนาคมนก็ได้เสด็จโปรดถึงอาณาจักรแถนไทยด้วย

... ในกาลก่อนสมัยพระพุทธกาลนั้น ณ ราชอาณาจักรจัมปากรัฐนั้น

... ก็เป็นสมัยพระเจ้าธรรมราชาธิราชเจ้า ทรงครองราชสมบัติ

... พระองค์ทรงทศพิธราชธรรม อันเป็นมรดกตกทอดมาจากพระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธองค์นั้น

... จึงทรงมีมิตรสัมพันธไมตรีตลอดทุกอาณาจักรประเทศ

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 06, 2014, 09:22:49 PM
     ... และก็ถึงอาณาจักรประเทศแถนไทยด้วย

... ก็ในกาลนี้ ในอนาคตวงศ์มีเรื่องอันเป็นพระพุทธพจน์ตรัสเล่าแสดงแก่พระสารีบุตรเถระ

... จึงเป็นเรื่องในสมัยพระพุทธกาลพระสมณโคดมของเรานี้มีว่า

... พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสเล่าว่า

... พระยาช้างนาฬาคีรี ซึ่งเป็นบรมโพธิสัตว์วิริยาธิกะนี้

... ได้ไปบังเกิดเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ของพระเจ้าธรรมราชาธิราชนั้น ซึ่งมีนามชื่อว่า ธรรมเสนกุมาร เป็นที่ ๑

... กับมีพระอนุชาอีก ๔ องค์ คือ

... ที่ ๒ มีนามว่าภัททกุมาร

... ที่ ๓ มีนามว่า รามกุมาร

... ที่ ๔ มีนามว่า ปมาทกุมาร

... ที่ ๕ มีนามว่า ธัชชกุมาร
     
... ต่างได้ไปเรียนสำเร็จศิลปศาสตร์ ในสำนักทิสาปาโมกขาจารย์ ณ ตักศิลาพร้อมกัน

... พระธรรมเสนกุมารนั้น สำเร็จวิชาทานศีลธรรมศาสตร์

... พระภัททกุมาร สำเร็จธนูศรพิษศิลปศาสตร์

... พระรามกุมาร สำเร็จวิชาดอกไม้ไฟศิลปศาสตร์

... พระปมาทกุมาร สำเร็จวิชาช่างทองศิลปศาสตร์

... พระธัชชกุมาร สำเร็จวิชาบำราบอสรพิษศิลปศาสตร์
     
... ครั้นสำเร็จแล้ว ก็กลับมาพร้อมกัน และพร้อมกันเข้าเฝ้า จึงสำแดงศิลปศาสตร์ที่สำเร็จมานั้น ให้ทอดพระเนตรเห็นประจักษ์แจ้งทุกพระองค์

... พระเจ้าธรรมราชาธิราชพระราชบิดา ได้ตรัสสรรเสริญเป็นอันมาก

... เมื่อจะยกราชสมบัติให้ครองนั้น ได้ทรงพระราชดำริแล้ว

... จึงตรัสสั่งทั้ง ๕ พระองค์ให้ไปแสดงศิลปศาสตร์ ณ เมืองถิ่นอื่น

... ใครได้ชมเชยมาก ก็จะยกราชสมบัติให้ผู้นั้นได้ครองต่อไป
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 06, 2014, 10:39:58 PM
... พระเจ้าธรรมราชาได้ทรงจัดเรือ ให้พระราชโอรสเสด็จรอนแรมไปตามห้วงมหาสมุทรใหญ่
     
... เมื่อพระราชกุมารทั้งหลายไปถึงท่ามกลางมหาสมุทรเข้าแล้ว

... ฝ่ายพระราชกุมารมีเจ้าภัททกุมารเป็นอาทิ ซึ่งเป็นพระอนุชาแห่งเจ้าธรรมเสนบรมโพธิสัตว์ทั้ง ๔ พระองค์ ไม่มีสติปัญญาสำคัญผิดคิดมิชอบ หลงใหลไปในท้องสมุทร

... ครั้งนั้น เจ้าภัททกุมารเข้าใจว่า ลูกศรอันเป็นพิษที่อาจารย์สั่งสอนมานั้นว่า มีอยู่ภายใต้ท้องพระมหาสมุทร โดยคิดว่า

... " เราจะโจนลงไปในน้ำ สำแดงศิลปศาสตร์ภายใต้ท้องพระมหาสมุทร มีชัยชนะได้ลูกศรอันมีพิษขึ้นมา

... เมื่อพระบิดาได้ทรงฟังว่าเรามีชัยก็จะยกศิริราชสมบัติให้แก่เรา "

... เจ้าภัททกุมารคิดดังนี้แล้ว ก็โจนลงไปในท้องมหาสมุทร

... ครั้งนั้นมหามัจฉาปลาใหญ่ ก็กินกุมารนั้นเสีย

... ครั้นสำเภาแล่นไปในเบื้องหน้า จนถึงเวลาเที่ยงคืน น้ำในท้องมหาสมุทรเป็นสีพราย เปรียบเหมือนดอกไม้ไฟ

... เจ้ารามกุมารสำคัญในใจว่า

... " เพลิงดอกไม้ไฟนั้น มีอยู่ในท้องมหาสมุทรถ้าเราลงไปเอาขึ้นมา ทราบถึงพระบิดาก็จะยกศิริราชสมบัติให้แก่เรา "

... คิดแล้วก็โจนลงไปในท้องมหาสมุทร ปลาใหญ่ก็กินกุมารนั้นเสีย

... ครั้นเวลารุ่งสว่างขึ้นมา ถึงตะวันเที่ยงสำเภาแล่นไป

... เจ้าปมาทกุมารนั้น เห็นดวงพระอาทิตย์ปรากฏในท้องพระมหาสมุทร ก็สำคัญว่า

... " ทองคำเนื้อบริสุทธิ์ปราศจากราคีมีอยู่ในน้ำ ถ้าเราลงไปดำเอาขึ้นมาได้ เห็นว่าชัยชนะจะพึงมีแก่อาตมา พระบิดาทรงทราบแล้วก็จะยกศิริราชสมบัติให้แก่เรา "

... คิดแล้วก็โจนน้ำดำลงไป ปลาใหญ่ก็กินกุมารนั้นเสีย

... สำเภาแล่นไปจนถึงเมืองหนึ่งเข้า เจ้าธัชชกุมารนั้นขึ้นไปในเมือง เพื่อจะสำแดงศิลปะศาสตร์ของตน

... จึงร่ายมนต์แล้วก็แปลงกายเป็นอสรพิษเลื้อยไปในท่ามกลางมหาชนทั้งหลาย

... ชาวเมืองเห็นงูร้ายเลื้อยมาดังนั้น ก็ชวนกันกลุ้มรุมตีด้วยไม้ค้อนก้อนดิน กระทำให้พินาศฉิบหาย ตายอยู่ในที่นั้น

... ตกว่า พระราชกุมารทั้ง ๔ ตายสิ้น ด้วยศิลปะศาสตร์ของอาตมาอันหาปัญญาสำคัญมิได้ ด้วยคิดวิปลาสผิดไป ก็ได้ซึ่งความฉิบหายดังนั้น
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 06, 2014, 11:49:50 PM
... ยังเหลืออยู่แต่เจ้าธรรมเสนกุมารผู้เป็นพี่ชาย อาศัยอยู่ในเมืองนั้น

... ยังมีพระฤๅษีทั้งหลายประมาณ ๘๐,๐๐๐ องค์ มาแต่ป่าหิมพานต์ เหาะมาโดยอากาศเวหาลงในเมืองนั้น แล้วก็เข้าไปโคจรบิณฑบาตในท่ามกลางเมือง

... เจ้าธรรมเสนกุมารทัศนาเห็นพระดาบสทั้งหลายเดินตามกันมาเป็นอันมาก จึงคิดว่า

... " เรารู้วิชาการศิลปศาสตร์มาแต่สำนักตักศิลา ก็เรียนมามากอยู่แล้วยังไม่เหาะไปในอากาศได้

... พระดาบสทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแต่เหาะได้ด้วยกันสิ้นทุกองค์ จะเป็นเหตุดังฤาหนอ

... จำจะเข้าไปไต่ถามพระดาบสดูสักหน่อย "

... คิดแล้วเจ้าธรรมเสนก็เข้าไปหาพระดาบสทั้งหลายถามว่า

... " ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้านี้เหาะได้ด้วยเหตุดังฤา "

... พระดาบสทั้งหลายจึงตอบว่า

... " ดูก่อนมาณพพระฤาษีทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมไปอาศัยอยู่ในมหาวันต์ราวป่าใหญ่

... แล้วได้ซึ่งวิชาการเหาะได้ในอากาศ เหตุดังนั้นเราจึงได้มาถึงเมืองนี้ "

... เจ้าธรรมเสนกุมารจึงว่า

... " ข้าพเจ้าก็มีศิลปะศาสตร์เชี่ยวชาญชำนาญอยู่ ในเมืองจำปากนครหาผู้จะเสมอมิได้ เหตุไรข้าพเจ้าจึงมิอาจเหาะไปได้

... ถ้าข้าพเจ้ารู้วิชชาศิลปะศาสตร์เหาะได้ด้วยอุบายของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะขอเป็นทาสของพระผู้เป็นเจ้า

... ขอพระผู้เป็นเจ้า จงได้กรุณาข้าพเจ้าด้วยเถิด "

... พระดาบสได้ฟังพระราชกุมารว่าดังนั้น ก็มีความเอ็นดูกรุณา แล้วจึงแสดงอิทธิฤทธิ์พากุมารธรรมเสนนั้น เหาะไปยังป่าหิมพานต์

... ให้ธรรมเสนราชกุมารบวชเป็นดาบส แล้วก็สอนให้กระทำสมถะบริกรรมภาวนาเจริญฌานในกสินทั้ง ๑๐ กอง

... ยังอภิญญาสมาบัติให้บังเกิดบริบูรณ์ ได้ซึ่งตาทิพย์ รู้จิตผู้อื่น ระลึกชาติหนหลังได้ ทรงอิทธิฤทธิ์ เป็นศิลปศาสตร์อันประเสริฐ

... พระดาบสธรรมเสนนั้น ได้ซึ่งของอันวิเศษแล้ว ก็คิดว่า

... " เราจะไปแสดงศิลปศาสตร์ให้พระราชบิดาเห็นเป็นอัศจรรย์ "

... คิดแล้วก็ลาพระดาบสทั้งหลายด้วยวาจาว่า

... " จะไปแสดงศิลปศาสตร์แก่พระราชบิดา "

... กราบนมัสการลาพระดาบสแล้ว ก็เข้าฌานกระทำอิทธิฤทธิ์เหาะมาในอากาศเวหา มีเฉพาะหน้าเมืองจำปากะ

... ชาวเมืองเห็นพระดาบสธรรมเสน ก็ชวนกันสรรเสริญยิ่งนักหนา

... ฝ่ายพระดาบสธรรมเสน ก็เข้าไปสู่สำนักพระราชบิดา

... พระธรรมราชาธิราช ทอดพระเนตรเห็นพระโอรสทรงเพศเป็นบรรพชิตดาบสเข้ามาหาดังนั้น

... ก็บังเกิดความเสน่หาเป็นอันมาก ยังพระธรรมเสนดาบสราชโอรสให้นั่งบนตัก แล้วก็ตรัสไต่ถามประพฤติเหตุทั้งปวงว่า

... " ดูก่อนพ่อพระกนิษฐ กุมารทั้ง ๔ คนนั้น ไปอยู่ในที่ดังฤา จึงมาแต่พ่อผู้เดียวดังนี้ "

... พระดาบสธรรมเสนจึงเล่าความแต่หนหลัง ตั้งแต่ต้นจนอวสานให้พระบิดาฟังสิ้นทุกสิ่งทุกประการ

... สมเด็จพระเจ้าธรรมราชาธิราชได้ทรงฟัง จึงตรัสว่า

... " ดูก่อนพ่อธรรมเสนผู้ลูกรัก บัดนี้บิดาแก่ชราอายุมากแล้ว บิดาจะยกศิริราชสมบัติมิ่งมไหศวรรย์เศวตฉัตร มอบให้ในกาลบัดนี้ "

... เมื่อพระธรรมเสนดาบสได้สดับฟังพระบิดาตรัสดังนั้น ก็รับเอาศิริราชสมบัติไว้ตามพระบิดาให้

... จึงมีโจทย์เข้ามาว่า

... " พระธรรมเสนดาบสนั้น ทรงเพศบรรพชิต สำเร็จอิทธิฤทธิ์อภิญญาสมาบัติทุกประการอยู่แล้ว เหตุไรเล่าจึงรับเอาศิริราชสมบัติในครั้งนี้ "

... พระอรรถกถาจารย์เจ้าผู้เป็นปราชญ์วิสัชนาแก้ว่า

... " พระธรรมเสนนั้นเป็นหน่อพุทธางกูร จะใคร่ก่อสร้างพระบารมีแสวงหาพระโพธิญาณ ถ้ายับยั้งอยู่ด้วยเพศบรรพชิตดังนี้แล้ว ก็มิอาจจะกระทำทานมหาบริจาคอันใดได้

... ด้วยไม่มี บุตร ภรรยายอดรัก ข้าทาสหญิงชาย และ โค มหิงส์ ช้าง ม้า ราชรถ สรรพสิ่งทั้งปวง ซึ่งจะสละเป็นมหาบริจาค แม้อยู่เป็นฆราวาสประกอบไปด้วยบุตร ภรรยาแล้ว จึงอาจสามารถยังมหาทานให้บังเกิดกองทานบารมี เป็นปรมัตถมงกุฏได้โดยสะดวก

... เหตุดังนั้นพระธรรมเสนดาบสบรรพชิตบรมโพธิสัตว์ จึงรับเอาศิริราชสมบัติที่สมเด็จพระราชบิดายกให้ "

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 12:49:40 AM
... ครั้งนั้นพระบรมโพธิสัตว์ธรรมเสนก็เปลื้องเครื่องบริขารบรรพชิตออกเสียจากสรีรกาย ทรงเพศเป็นคฤหัสถ์ แล้วก็กล่าวประกาศถ้อยคำเป็นอธิษฐานว่า

... " ดูก่อนอัฐบริขารผู้เจริญเอ๋ย ท่านจงไปยังสำนักพระดาบสทั้งหลายเถิด "

... ในขณะขาดคำอธิษฐานแห่งพระบรมโพธิสัตว์เจ้าครั้งนั้น เครื่องบริขารทั้ง ๘ ก็ปลิวลอยไปในอากาศเวหา ลงยังสำนักแห่งพระดาบสทั้งหลาย

... ส่วนสมเด็จพระธรรมราชาธิราชผู้เป็นพระบิดา ก็ให้ตีกลองร้องป่าวชาวพระนคร ให้มหาชนทั้งหลายสันนิบาตประชุมพร้อมกันแล้ว จึงกระทำอภิเษกสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ผู้เป็นพระราชโอรส กับด้วยนางลัมภุสสราชเทวี เป็นอัครมเหสีครอบครองกรุงจำปากมหานครเป็นสุขสำราญมา

... ล่วงกาลช้านาน พระราชเทวีอัครมเหสีทรงพระครรภ์ ถ้วนทศมาสแล้วก็คลอดพระราชบุตร พระนามว่า ธรรมสารกุมาร

... เมื่อพระราชบุตรบทจรยกย่างได้ถนัดแล้ว นางก็ทรงครรภ์อีก ประสูติพระราชธิดา พระนามว่า สาริณีกุมารี
   
... ลำดับนั้น พระเจ้าธรรมเสนผู้เป็นบรมกษัตริย์แสวงหาพระโพธิญาณ เสด็จด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา และพระราชมเหสี ไปประพาสนอกพระนคร เพื่อจะลงสรงสาครเล่นน้ำให้สุขสำราญ กับด้วยราชบริวารสาวสนมกรมในทั้งปวง และหมู่มุขมนตรีทั้งหลายก็ลงเล่นน้ำสำราญใจ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 01:13:29 AM
... ครั้งนั้น ยังมียักษ์ตนหนึ่งได้ทัศนาการเห็นพระกุมาร และกุมารีทั้งสองพระองค์ ก็มีความปรารถนาเพื่อจะกินเป็นภักษาหาร บ่มิอาจอดกลั้นความอยากอยู่ได้

... จึงเดินมาสำแดงกายให้ปรากฏเฉพาะหน้าแห่งพระเจ้าธรรมเสนบรมกษัตริย์ แล้วก็ร้องขอด้วยคำว่า

... " ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์อันประเสริฐ ข้าพเจ้ามาบัดนี้มีความปรารถนาจะขอรับพระราชทาน พระกุมารและพระกุมารี ทั้ง ๒ ของพระองค์

... พระองค์จงทรงพระกรุณาข้าพเจ้า โปรดเกล้าพระราชทานกุมารและกุมารี ให้แก่ข้าพเจ้ากินเป็นภักษาหารในกาลบัดนี้เถิด "

... เมื่อพระเจ้าธรรมเสนบรมโพธิสัตว์ ได้ทรงฟังยักษ์ทูลขอพระลูกรักทั้ง ๒ ดังนั้น ก็เกิดความกรุณาจิตขึ้นมา จึงตรัสว่า

... " ดูก่อนยักษ์ผู้เจริญ ท่านกล่าวถ้อยคำดังนี้เพราะนักหนา เป็นสุนทรวาจาอันยิ่ง "

... ตรัสแล้วก็เสด็จอุฏฐาการ จูงเอาข้อพระหัตถ์กุมารและกุมารีทั้ง ๒ องค์มาส่งให้แก่ยักษ์ แล้วตรัสว่า

... " เชิญท่านมารับเอาปิยบุตรทานของเรา "

... แล้วก็จับเอาพระเต้าทอง มาหล่อหลั่งอุทกวารีลงเหนือมือยักษ์ จึงตรัสว่า

... " ราชกุมารและราชกุมารีทั้ง ๒ องค์นี้

ใช่เราจะไม่มีความเสน่หาอาลัยหามิได้

แต่เรามีความรักพระสัพพัญญุตญาณนั้น

ยิ่งกว่ากุมารทั้ง ๒ ได้ร้อยเท่าพันทวี

ด้วยเดชะผลทานของเราที่สละกุมารทั้ง ๒ องค์

ให้เป็นทานแก่ท่านบัดนี้

ขอให้บังเกิดมีผลเป็นที่สุดถึงพระสัพพัญญูสรรเพชุดาญาณ

ในอนาคตกาลเบื้องหน้า "

... พระองค์ประกาศแก่ฝูงเทพเจ้าทั้งหลายแล้ว มหัศจรรย์ก็บังเกิดมีต่างๆ นานา เป็นต้นว่าแผ่นดินไหวทั่วโลกธาตุ

... ครั้นว่ายักษ์ได้รับพระราชทานแล้ว ก็กินกุมารทั้ง ๒ องค์เป็นอาหาร แล้วก็เข้าสู่อรัญญราวป่า

... ฝ่ายพระเจ้าธรรมเสนบรมกษัตริย์กับพระราชมเหสี ก็เสด็จกลับเข้าพระนคร
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 01:22:09 AM
... ในกาลเมื่อเสด็จถึงประตูเมือง พระองค์ทอดพระเนตรบุรุษแก่คนหนึ่งนั่งเป็นทุกข์อยู่ในที่นั้น จึงมีพระราชโองการตรัสถามว่า

... " เหตุไฉน ท่านจึงมานั่งเป็นทุกข์อยู่ในที่นี้ "

... บุรุษนั้นจึงกราบทูลว่า

... " ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ จำเดิมแต่เกล้ากระหม่อมเกิดมา จนอายุถึงเพียงนี้แล้ว บุตร ภรรยา ก็หามีไม่ ข้าพระบาทจึงมานั่งเศร้าโศกอยู่ในที่นี้ "

...  พระองค์ได้สดับฟังบุรุษแก่กราบทูลดังนั้น จึงตรัสว่า

... " เราจะยกพระราชมเหสีให้เป็นทานบารมีอันยิ่งแก่ท่าน "

... ตรัสแล้วก็จับเอาข้อพระหัตถ์พระราชมเหสีลงจากยานุมาศ พาพระนางเข้าไปให้ใกล้บุรุษแก่นั้นแล้วตรัสว่า

... " ท่านจงมารับเอาองค์พระราชมเหสีของเราไปโดยเร็วเถิด เรายกให้เป็นทานแก่ท่านบัดนี้ "

... แล้วก็หลั่งอุทกวารีให้ตกลงเหนือมือบุรุษแก่ แล้วก็ประกาศด้วยวาจาปรารถนาว่า

... " เดชะผลทานที่เราได้ยกนางลัมภุสสราชเทวีอัครมเหสีให้แก่ท่านครั้งนี้

ขอให้เป็นปัจจัยแก่พระสร้อยสรรเพชุดาญาณเถิด "

... ในกาลครั้งนั้น อัศจรรย์ก็บังเกิดมีแผ่นดินไหวเป็นอาทิ ดุจสำแดงมาแล้วแต่หนหลัง
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 01:26:30 AM
... ครั้นบุรุษแก่ได้รับพระราชทานพระราชมเหสีแล้ว จึงมีวาจาปราศรัยกับพระนางว่า

... " ดูก่อนเจ้าผู้เจริญ ตัวของเรานี้เป็นคนแก่เฒ่า อนึ่งเล่าทรัพย์สมบัติทั้งปวงก็ไม่มี ดังฤาเจ้าจะอยู่ด้วยพี่ได้ "

ครั้นพระเจ้าธรรมเสนได้ทรงฟังบุรุษแก่กล่าววาจากับด้วยพระนางดังนั้น จึงทรงคิดว่า

... " เราจะยกราชสมบัติให้กับบุรุษแก่เสีย แล้วจะออกทรงบรรพชาเป็นดาบสเห็นว่าจะประเสริฐ "

... ดำริดังนี้แล้ว

... จึงให้หาตัวบุรุษผู้นั้นมา ทรงยกพระราชสมบัติให้ กระทำพระราชพิธีราชาภิเษก สถาปนาพระนามชื่อว่า พระเจ้ามหาฉัตตธรรมราชา ให้ปกครองสืบต่อไป

... แล้วก็ร้องประกาศตั้งความปรารถนาให้ได้สำเร็จแก่พระสัพพัญญุตญาณดุจในหนหลัง อัศจรรย์ก็บังเกิดเหมือนแต่ก่อน
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 01:30:34 AM
... แล้วก็ทรงพระอธิษฐานว่า

... " ดูก่อนอัฐบริขารทั้ง ๘ ประการ เชิญมายังสำนักแห่งเราในกาลบัดนี้ "

... ในขณะนั้นอันว่าเครื่องบริขารบรรพชิตทั้ง ๘ ประการ ก็เลื่อนลอยมาตกลงตรงพระพักตร์ดุจดังว่ามีจิตวิญญาณ

... พระบรมโพธิสัตว์ก็ทรงเพศบรรพชาเป็นดาบส เจริญบริกรรมภาวนา ยังอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให้บังเกิดขึ้นเหมือนครั้งก่อนแล้ว

... ก็เหาะไปในอากาศลงยังป่าพระหิมพานต์ เข้าไปสู่สำนักแห่งหมู่พระฤาษีทั้งหลาย
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 01:40:55 AM
... ในกาลนั้น พระอริยสาวกองค์หนึ่งของพระโกนาคมน์สัมมาสัมพุทธองค์ ได้เข้าพักอยู่สุขสำราญในป่าหิมพานต์นั้น

... พระฤาษีทั้งหลายได้พบเห็นพระอรหันต์แล้วก็มีความเชื่อและเลื่อมใส ได้เข้าไปกราบสักการบูชาพระอริยสาวกนั้น นิมนต์ให้ยับยั้งอยู่ ๑ ราตรี

... ครั้น รุ่งขึ้นเวลาเช้า พระอริยสาวกองค์อรหันต์ ก็ได้พาพระดาบสธรรมเสนเหาะเข้าไปในสำนักพระมหาวิหาร และเข้าเฝ้าพระโกนาคมน์สัมมาสัมพุทธองค์นั้น
     
... พระดาบสธรรมเสนได้เข้าไปกราบนมัสการแทบพระบาทมูลพระสัพพัญญูเจ้า

... ได้พิจารณาดูพระทวัตติงสมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ชัดเจนแล้ว ก็ได้เกิดปีติโสมนัสขึ้น

... จึงได้ทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้แสดงพระสัทธรรมเทศนา

... สมเด็จพระโกนาคมน์สัมมาสัมพุทธองค์ ทรงพระกรุณาตรัสว่า
     
... " ดาบสธรรมเสนผู้เจริญ บัดนี้ตัวท่านสมควรจะพิจารณาซึ่งกิริยาที่จะให้ไปถึงเมืองแก้ว

... คือ พระอมตมหานครนิพพาน จึงจะชอบแก่ตัวท่านด้วยตัวเองเถิด "
     
... พระดาบสบรมโพธิสัตว์ได้สดับพระพุทธฎีกาเป็นนัยเช่นนั้น ก็บังเกิดความเชื่อเลื่อมใสขั้นสัทธาปสาทะเต็มเปี่ยมแล้ว

... ก็ได้อธิษฐานเล็บของพระองค์ให้คมดุจดาบ ได้ใช้ตัดเศียรเกล้าให้ขาดแล้ว

... ใช้พระหัตถ์ทั้งสองรับประคองยกขึ้นกระทำสักการะบูชาสมเด็จพระพุทธองค์ และได้กล่าวตั้งความปรารถนาว่า
     
... " พระองค์สมเด็จพระโกนาคมน์

ได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูผู้ประเสริฐ

ถึงเมืองนิพพานก่อนแล้ว

ข้าพระองค์ก็ปรารถนาสำเร็จ

เป็นพระศรีสรรเพชญ์สัมพุทธองค์พระองค์หนึ่ง
     
อนึ่งพระองค์ได้เสด็จไปสู่เมืองแก้วก่อน

ข้าพระองค์ ขอสำเร็จพระนิพพานในเบื้องหน้า "
     
... ภายหลังได้กล่าวคาถาเป็นใจความ ๒ ข้อดังนี้แล้ว

... พระบรมโพธิสัตว์ธรรมเสนดาบสนั้นก็จุติเคลื่อนไปอุบัติ ณ ดุสิตสวรรค์
     
... แล้วส่วนพระเศียรเกล้า พระสรีระกายนั้นก็ลุกเป็นเพลิง เสมือนเทียนประทีปบูชา

... มีกลิ่นหอมเป็นสุคนธ์ทิพบูชา ลุกเป็นประทีปต้นเฉพาะ ไม่ลุกลามไหม้ไปที่อื่น

... ด้วยพระพุทธานุภาพ และด้วยอำนาจอธิษฐานบารมี กระทั่งหมดสิ้น

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 01:47:37 AM
... และในกาลนั้น ราชอาณาจักรจัมปากรัฐติดต่อกับชมพูทวีป ในทางตะวันออกก็ติดต่อ และมีสัมพันธไมตรีชั้นเพื่อนเกลอกับราชอาณาจักรแถนไทย

... ณ รัชสมัยพระเจ้าธรรมราชาธิราชเจ้า ก็ทรงมีมิตรธรรมกับพระเจ้าแถนไทยแก้วฟ้า ระดับเพื่อนเกลอ

... ในกาลที่สมเด็จพระโกนาคมน์บรมครูตรัสรู้แล้ว ก็ได้ฟังธรรม

... แม้พระพุทธองค์และพระอรหันตสาวกก็เสด็จและมาโปรดเสมอ

... เพราะพระพุทธองค์และพระอรหันต์ก็ทรงทราบว่า

... " พระเจ้าธรรมเสนราชาและพระเจ้าแถนไทยแก้วฟ้า

... ต่างได้ปรารถนาพระโพธิญาณ และทรงบำเพ็ญบารมีมาช้านานใกล้เต็มแล้ว

... จึงมาโปรดเพื่อส่งเสริมเพิ่มให้เต็มตลอดไป "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 01:52:18 AM
... ก็มีข่าวถึงกันอยู่เสมอ กระทั่งกาลที่ถึงกำหนดแก่กล้า

... พระเจ้าธรรมเสนราชา สละพระลูกทั้ง ๒ สละพระราชเทวี สละราชสมบัติ

... ตลอดกระทั่งสละพระเศียรเกล้า และพระสรีระกายทั้งชีวิตเป็นพุทธบูชานั้น ซึ่งเป็นวาระกาลยอดสุดแล้ว พระดาบสได้ดับชีพไปแล้ว

... แต่พระราชอาณาจักรและพระมเหสียังอยู่เป็นปกติ

... พระเจ้าแถนไทยแก้วฟ้า ได้ทรงทราบข่าวและก็ได้อนุโมทนาสาธุการแล้ว

... และรีบด่วนเสด็จไปเยี่ยมเยียน และประสงค์จะดูแลและทรงอุปถัมภ์มเหสีเพื่อนเกลอนั้น
     
... ครั้นเสด็จถึง พระนางทรงพาบุรุษแก่เสด็จด้วยออกต้อนรับ และตรัสเล่าให้ฟังว่า

... " พระราชสวามีทรงยกพระนางให้และทรงกระทำพิธีราชาภิเษกบุรุษเฒ่านี้เป็นพระราชาองค์ใหม่ "

... พระมหาฉัตตธรรมราชาหรือบุรุษเฒ่านั้น

... ครั้นได้พบและได้ฟังพระนางลัมภุสสราชเทวีตรัสเล่าแล้ว

... จึงได้เปลี่ยนเพศเป็นเทพเจ้าผู้มีศักดิ์ใหญ่ ได้ทรงลอยขึ้นสู่เวหาสแล้วได้ประกาศกล่าวว่า
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 01:58:23 AM
     ... " เรานี้ เมื่อก่อนกาลที่พระโกนาคมน์จะอุบัติขึ้น

... ได้เกิดเป็นพระยาช้างใหญ่ ตระกูลฉัททันต์

... ได้เป็นราชาเจ้าโขลง ปกครองช้างตระกูลเดียวกันประมาณ ๘๔,๐๐๐ เชือก 

... ณ บริเวณสระฉัททันต์นั้น ซึ่งได้ปกครองให้อยู่เป็นสุขตลอดกาลนาน

... จวบถึงกาลที่สมเด็จพระโกนาคมน์พุทธเจ้าอุบัติ

... ทรงครองเรือนอยู่ ๓,๐๐๐ ปี

... ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ และได้ตรัสรู้เป็นพระโกนาคมน์สัมมาสัมพุทธองค์แล้ว

... ได้ล่วงมาถึงมัชฌิมโพธิกาล
   
... ในกาลนั้น ธรรมเสนราชานี้ ได้ไปบวชเป็นดาบสในสำนักดาบส ในป่าหิมพานต์

... ยังได้พบเห็นกัน แต่พูดกันด้วยปากไม่ได้ เพราะต่างชาติกำเนิดกัน

... กระนั้นก็พอรู้กันได้โดยเจโตปริยญาณ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 05:59:36 AM
... ในปลายมัชฌิมโพธิกาลนั้น

... ครั้งนั้น พระโกณฑัญญะเถรมหาขีณาสพ พระสาวกของพระโกนาคมน์พุทธองค์นั้น

... ได้ไปปรินิพพาน ณ ลานบริเวณสระฉัตรทันต์นั้น

... เราได้สละงาทั้งคู่ อธิษฐานขอให้มีเลื่อยทิพยนต์ ทำงาข้างหนึ่งเป็นโกศบรรจุพระสรีระศพ

... อีกข้างทำเป็นนกยูงเป็นเชิงรองตั้งโกศ

... เอาผมขน ณ ศีรษะทำเป็นไส้ประทีปเทียน ตามถวายสักการะบูชา
     
... กุญชรชาติฉัตทันต์บริวาร ๘๔,๐๐๐ ประชุมกันแล้ว

... ใช้งวงประคอง วางลงบนกระพอง ยังเพลิงให้ลุกขึ้นเผาไหม้อยู่

... นกยูงเชิงรองตั้งโกศนั้น ดุจมีวิญญาณ ได้โผผินบินไปในอากาศ ให้เพลิงไหม้หมดสิ้น

... แต่อัฐิธาตุทั้งหลาย ได้ตกเรี่ยรายบนแผ่นดิน

... ทวยเทพได้ตกแต่งเจดีย์บรรจุพระธาตุไว้แล้ว

... ในกาลประชุมเพลิงศพพระอรหันต์ ครั้งนั้นเราได้กระทำความปรารถนาว่า
     
... " ด้วยเดชผลนี้ จงเป็นปัจจัยแก่พระสัพพัญญูสรรเพชรดาญาณเถิด "
     
... ก็เมื่อถึงกาล จึงจุติได้เคลื่อนขึ้นไปเกิดเป็นเทพเจ้าศักดิ์ใหญ่ ณ ดุสิตสวรรค์

... แล้วได้คอยอยู่จนถึงกาลนี้ ก็ได้เห็นธรรมเสนได้สละลูกชายหญิงให้เป็นภักษาหารแก่ยักษ์

... แล้วจึงได้มาคอยรอรับสละพระมเหสีและราชสมบัติ

... ให้สำเร็จผล บำเพ็ญปรมัตถทานบารมียอดสูงสุดนั้น

... ให้บริบูรณ์ และก็ได้สำเร็จสมบูรณ์ทุกอย่างแล้ว
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 06:09:20 AM
... พ่อขุนไทยแก้วฟ้า ก็เป็นพวกเดียวกัน ทั้งเป็นเพื่อนเกลอของพระเจ้าธรรมเสนราชา

... ด้วยเราได้มาในฐานะศักดิ์มนุษย์ ได้กระทำหน้าที่มนุษย์สำเร็จแล้ว จึงหมดหน้าที่

... ทั้งเป็นอมนุษย์ด้วย จึงไม่สมควรทุกประการ

... ฉะนี้ จึงขอมอบราชสมบัติ พร้อมกับพระนางเทวีแก่พระองค์ท่าน

... ได้โปรดอนุเคราะห์ปกครองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข
     
... เราอมนุษย์เทพทั้ง ๒ พร้อมด้วยทวยเทพท้าวมนุษย์ทั้งหลาย

... ร่วมกันกระทำทั้งอินทราภิเษกและราชาภิเษกสถาปนา พระองค์ท่านเป็น นพรัตนธรรมราชา กับลัมภุสสราชเทวี

... ก็พระราชเทวีนี้ ณ กาลครั้งที่เป็น มหาปนาทบรมจักรพรรดินั้น พระนางก็เป็นนางสนองพระโอษฐ์ของท่าน

...  จึงให้ครองทั้ง ๒ อาณาจักร กับทั้งพระนางใคร่มีพระราชโอรสธิดาสืบสกุล

... ก็พระราชโอรส ธิดาทั้ง ๒ ซึ่งเป็นภักษาหารยักษ์ไปแล้ว ก็เป็นอันพ้นพันธกรณี จึงยังรอคอยกาลเวลาจะมาเกิดใหม่ได้
     
... ท่านจงกระทำปรามาส(ลูบคลำพระนาภี) ซึ่งพวกเรากระทำได้ตามธรรมนิยมของนิยตโพธิสัตว์

... จงกระทำปรามาส เพื่อเป็นโอกาสจะได้เกิดเป็นคู่แฝดชายหญิง

... สพฺพโสตฺถี ภวนฺตุ เต ให้สำเร็จผลสมประสงค์จงทุกประการ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 07:42:16 AM
... พระเทพเจ้าบรมโพธิสัตว์ธรรมเสนก็กล่าวปกาศิตว่า

... " อิจฉิตํ ปฏฺฐิตํ ตุมหํ ขิปปเมว สมิชฺฌตุ สพฺเพ ปูเรนตุ สงฺกปฺปา จนฺโท ปณฺณรโส ยถา

... สิ่งที่ประสงค์ ที่ปรารถนา จงสำเร็จแก่ท่านฉับพลันเถิด

... ให้สรรพดำริจงเต็มเปี่ยมเหมือนจันทร์เพ็ญเต็มดวง ฉะนั้น "


... เสร็จอินทราภิเษกแล้ว ต่างก็ได้กลับไปยังวิมาณของตน
     
... ขุนแถนไทยแก้วฟ้ามหาสัตว์ จึงมีนามอีกชื่อหนึ่งว่า พระเจ้านพรัตนธรรมราชา

... ได้ปกครองทั้ง ๒ อาณาจักรนั้น ได้ทรงกระทำอย่างเทพเจ้าศักดิ์ใหญ่สั่งไว้

... ต่อมาไม่นาน พระนางลัมภุสสราชเทวีทรงครรภ์ครบกำหนดแล้ว

... จึงได้ประสูติพระราชโอรสธิดาแฝด

... เป็นพระราชโอรส ๑ ได้ให้นามชื่อเดิมนั้นว่า เจ้าธรรมสารกุมาร

... เป็นพระราชธิดา ๑ ได้ให้นามชื่อเดิมว่า เจ้าหญิงสาริณี

... ต่างได้เจริญวัยจนบรรลุวัยรุ่น

... พระเจ้านพรัตนธรรมราชาทรงเห็นแม่ลูก เจริญตามรอยศีลวัตร และธรรมศาสนศาสตร์มาตลอด ตามที่เทพเจ้าประกาสิตไว้

... จึงทรงกระทำพระราชพิธีอิทราภิเษกพระนางลัมภุสสราชเทวีเป็น สมเด็จพระแม่เจ้าอยู่หัวบรมราชชนนีลัมภุสสราชเทวี
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 07:46:18 AM
... ทรงราชาภิเษกพระธรรมสารราชกุมาร เป็น สมเด็จพระเจ้าธรรมสารราชาธิบดี

... และทรงอุปราชาภิเษกพระนางเจ้าสาริณีราชกุมารี เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสาริณีอุปราชินี

... ให้เสด็จสำเร็จสรรพราชการดำรงที่สมเด็จอภิประมุขมนตรี กับดำรงที่สมเด็จพระเจ้าธรรมสารราชาธิบดี และดำรงที่สมเด็จพระเจ้าอุปราชินี แห่งจัมปากรัฐราชอาณาจักรเอกราชเท่าเดิม

... พร้อมกับเป็นพระราชอาณาจักรมิตรสัมพันธไมตรีตามเดิม ทั้งทรงรับร่วมกันคุ้มครองป้องกันตลอดกาลอีกด้วย 
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 08:02:13 AM
พุทธันดรที่ ๓ สมัยพระพุทธกัสสปทศพลญาณเจ้า

... ในอนาคตวงศ์ เล่าถึงกาลพระกัสสปสัมมาสัมพุทธองค์นั้น

... ชมพูทวีป ก็ได้มีชื่อว่า ชมพูทวีป อย่างนั้น กับมีชื่อว่า มัชฌิมชนบท หรือ มัธยมประเทศ

... และ จัมปากรัฐ ดินแดนทอง หรือ ไทยทวาลาว

... ซึ่งท่านเขียนเป็นภาษามคธว่า ทวารวติ คือ กรุงเทพทวารวดี นั่นเอง

... ซึ่งเจริญรุ่งเรืองมาตามที่มีพระพุทธองค์เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ๒ พระองค์

... (ดินแดนสุวรรณภูมิ หรือ เมืองทองนี้ หรือประเทศไทยในปัจจุบันนี้ เป็นดินแดนที่พระมหาโพธิสัตว์ชั้นผู้ใหญ่ มักจะลงมาสร้างบารมีบ่อยกว่าที่อื่นๆ ในโลก เพราะมีความบริบูรณ์ในด้านต่างๆ มีพระพุทธศาสนา มีทักขิเณยยบุคคล จิตใจผู้คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สมเด็จพระพุทธเจ้าองค์พระปัจจุบัน พระองค์ท่านยังทรงเป็นคนไทยอาหมอีกด้วย จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ชาวพุทธภูมิดีใจไว้ ว่าได้เกิดเป็นไทย)
     
... ด้านอาณาจักรแถนไทย หลังกาลยุคมิคสัญญีแล้ว

... ได้เปลี่ยนชื่อจาก แถน เป็น แผน หรือ แผนไทย หรือ ไทยแผน

... เมื่อมิคสัญญี อันเป็นกาลสิ้นสุดพุทธันดรที่ ๒ นั้น

... เริ่มพุทธันดรที่ ๓ อายุยืนยาวขึ้นนับไม่ได้ ก็เกิดประมาทขึ้น ประพฤติอกุศลต่างๆ

... อายุลดลงกระทั่งถึงประมาณ ๒๐,๐๐๐ ปี

... สมเด็จพระกัสสปสัมมาสัมพุทธองค์อุบัติ

... พระองค์ได้ครองฆราวาสอยู่ ๒,๐๐๐ ปี จึงออกมหาภิเนษกรมณ์

... ได้ทรงทำความเพียรแล้ว ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธองค์
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 08:09:50 AM
... ได้แสดงพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตรปฐมเทศนาจบแล้ว

... มีพระอรหันต์สงฆ์เป็นบริวารครบพระรัตนตรัยแล้ว

... ได้เสด็จจาริกโปรดเวไนยชน ตลอดชมพูทวีปมัชฌิมชนบท ถึงจัมปากรัฐ และ แผนไทยชนบท
     
... เมืองไทย หรืออาณาจักรไทยแผนนั้น

... พ่อขุนแผนก็ได้ปกครองกันสืบๆ มา

... ผู้ที่ได้เป็นพ่อขุน ก็ขนานนามชื่อว่า ขุนแผนเมืองฟ้า

... แม่หญิงใดที่ได้ขึ้นที่ขุนหญิง ก็มีชื่อว่า ดวงขวัญใจ ตลอดมา

... ในกาลนั้น ทางชมพูทวีปมัชฌิมชนบท พระกัสสปทศพลได้ตรัสรู้แล้ว

... พระกิตติคุณได้แพร่ไปตลอด จนมีพระพุทธพรรษาได้ ๑๑,๐๐๐ พรรษา พระชนมายุได้ ๑๔,๐๐๐ ปี แล้ว

... พระเจ้าพ่อขุนแผนเมืองฟ้า เห็นว่า ลูกทั้ง ๔ ตั้งอยู่ในหน้าที่ดีตลอด

... ทั้งประชาราษฎร์ก็ชื่นชมสาธุการทั่วกัน

... ไม่มัวเมาในอธรรมศักดิ์อับศรีไร้เกียรติคุณ และสดชื่นดีในยุติธรรม

... และทรงทศพิธราชธรรมตามที่พระกัสสปทศพลประกาศแล้ว

... ประชาชนได้ปฏิบัติรักษาศีล ประพฤติธรรมทั่วไป ได้ทราบชัดอย่างแน่แท้แล้ว

... จึงคิดว่าหลุดพ้นราชภารธุระแล้ว

... เพราะทรงตั้งปณิธานปรารถนาพระโพธิญาน

... และทรงบำเพ็ญพระบารมีทางทศพิธราชธรรมครบมาแล้วตลอดกาลนั้น จึงคิดว่า

... " จะออกไปเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อจะได้ฟังพุทธพยากรณ์ เช่นโพธิอำมาตย์นั้น "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 08:17:22 AM
... ขอแทรกประวัติท่านโพธิอำมาตย์วิริยาธิกะพุทธภูมินิยตะโพธิสัตว์ ดังที่ปรากฏในพระอนาคตวงศ์ ความว่า

... เมื่อครั้งพระพุทธศาสนา พระพุทธกัสสปทศพลญาณเจ้านั้น

... พระยามาราธิราชองค์นี้ ได้บังเกิดเป็นมหาเสนาบดีใหญ่แห่งสมเด็จพระเจ้ากิงกิสสมหาราชา มีนามว่า โพธิอำมาตย์

... อยู่มาวันหนึ่ง องค์สมเด็จพระพุทธกัสสปสัพพัญญูเจ้า เข้าสู่ผลสมาบัติเชยชมพระนิพพานเป็นบรมสุข ถ้วนกำหนดกาลแล้ว

... ออกจากผลสมาบัติ ในที่ภายใต้ต้นมหานิโครธไทรใหญ่

... ส่วนสมเด็จบรมกษัตริย์พระเจ้ากิงกิสสราช ทรงพระจินตนาในพระหฤทัยว่า

... " แท้จริง อันว่า พระมหากรุณาธิคุณเจ้าเสด็จออกจากผลสมาบัติใหม่ๆ นี้

... ถ้าแม้นบุคคลผู้ใด ได้ถวายทานแก่พระพุทธองค์เจ้าแล้ว

... จะบังเกิดผลอานิสงส์หาที่สุดมิได้

... บัดนี้ควรเราจะทำทาน รักษาศีล สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้า "

... ทรงพระจินตนาดังนี้แล้ว จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่งราชบุรุษทั้งหลาย ให้ตีกลองร้องป่าวชาวเมืองให้ทั่วกันว่า

... " ถ้าบุคคลผู้ใดไปถวายทานแก่สมเด็จพระพุทธเจ้าก่อนเรา จะให้ลงพระราชอาญาผู้นั้น "

... แล้วตรัสสั่งสหชาติโยธาทั้งหลาย ไปแวดล้อมพิทักษ์รักษาพระเชตุพนมมหาวิหารไว้โดยรอบ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 08:24:22 AM
... ในกาลครั้งนั้น โพธิอำมาตย์ ได้ทราบเหตุดังนั้นแล้ว

... ก็มีความปรารถนาจะถวายทานแก่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าบ้าง คิดว่า

... " ถึงว่าราชบุรุษทั้งหลาย จะจับตัวอาตมาไปถวายพระมหากษัตริย์

... พระมหากษัตริย์จะประหารชีวิตเราเสีย ด้วยความเพียรในการกุศลครั้งนี้

... เสยฺโย ประเสริฐโดยวิเศษอันยิ่งแล้ว เราจะคิดเกรงกลัวพระราชอาญานั้นด้วยเหตุใด "

... โพธิอำมาตย์คิดดังนี้แล้ว ก็ไปบอกกับบุตร ภรรยาให้แจ้งดังพรรณนามานี้ว่า

... " เจ้าจงจัดแจงแต่งอาหารเครื่องไทยทาน กระทำเป็นห่อใหญ่ให้แก่เราสักห่อหนึ่ง กับผ้าสักผืนหนึ่ง "

... ฝ่ายภรรยาได้ฟังสามีบอกดังนั้น ก็เกิดมีศรัทธารับวาจาว่า

... " สาธุ " แล้ว

...  ครั้นเวลารุ่งเช้า นางก็ไปจัดแจงแต่งเครื่องไทยทานทั้ง ๒ สิ่งนั้น เสร็จแล้วนำมาให้แก่สามี

... แล้วกระทำเครื่องไทยทานอีกส่วนหนึ่งให้เป็นของแห่งตน ฝากสามีให้ไปถวายทานด้วย

... ครั้นโพธิอำมาตย์ได้เครื่องไทยทานดังปรารถนาแล้ว

... ก็ตรงไปยังพระวิหารโดยเร็ว

... ครั้งนั้น พวกเสนาทั้งหลายที่แวดล้อมอยู่นั้น

... เห็นโพธิอำมาตย์เดินตรงมา จึงถามว่า

... " โภ เสนาบดี ดูก่อนท่านเสนาบดี เหตุดังฤาท่านจึงองอาจมายังสำนักสมเด็จพระพุทธเจ้า "

... โพธิอำมาตย์ได้ฟังก็คิดว่า

... " ถ้าเราจะบอกแก่คนทั้งหลายด้วยถ้อยคำมุสาวาทว่า

... พระมหากษัตริย์ใช้ให้เรามาอาราธนาองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า เข้าไปยังพระราชนิเวศน์ก็จะได้

... แต่ทว่าหาควรที่เราจะกล่าวมุสาไม่ เราก็ตั้งใจว่าจะถวายทานแก่สมเด็จพระพุทธเจ้า

... เมื่อเรากล่าวมุสาวาทแล้ว ทานของเราจะมีผลานิสงส์หามิได้

... ควรแก่เราจะบอกแก่คนทั้งหลายโดยความจริงเถิด "

... เสนาบดีคิดแล้วก็บอกแก่ราชบุรุษทั้งหลายว่า

... " เราจะไปถวายทานแก่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้า "

... ราชบุรุษได้ฟังถ้อยคำแห่งโพธิอำมาตย์ ก็มีความขึ้งโกรธ กรูกันเข้าจับเอาตัวโพธิอำมาตย์

... มัดมือไพล่หลัง ไปถวายแก่พระมหากษัตริย์ กราบทูลเหตุนั้นให้ทรงทราบ

... พระเจ้ากิงกิสสราชก็ทรงพระพิโรธ สั่งให้นายเพชฌฆาตเอาตัวไปตัดศีรษะเสียให้สิ้นชีวิต

... ฝ่ายเพชฌฆาตและนักการทั้งหลาย ก็พาเอาตัวโพธิอำมาตย์ไปตามรับสั่ง ถึงที่ป่าช้าเข้าเพื่อว่าจะฆ่าเสีย
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 08:30:53 AM
... ขณะนั้นองค์สมเด็จพระกัสสปทศพลญาณเจ้า ทรงทราบประพฤติเหตุดังนั้นแล้ว ทรงคิดว่า

... " โพธิอำมาตย์นี้ เป็นหน่อบรมโพธิสัตว์ เสมอวงศ์แห่งพระตถาคต

... มีอภินิหารเหตุได้กระทำมาแต่ก่อน จะกระทำกาลกิริยาตายเสียในเวลาวันนี้ "

... สมเด็จพระกัสสปสัพพัญญูเจ้า ทรงพระมหากรุณาแก่โพธิอำมาตย์

... จึงนิรมิตเป็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ให้สถิตอยู่ในพระเชตวันวิหาร

... ส่วนพระองค์ยังพระพุทธรูปขององค์ให้อันตรธานหาย เสด็จไปประดิษฐานอยู่ในที่สุสานประเทศ

... ครั้งนั้น บังจักษุแห่งนายเพชฌฆาตไว้ให้เป็นมหาละลวยละลายไป

... นายเพชฌฆาตเห็นรูปสมเด็จพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับเหล่าราชบุรุษทั้งหลายที่มานั่งอยู่นั้น

... กระทำแต่จักษุโพธิอำมาตย์ผู้เดียว ให้เห็นเป็นรูปพระพุทธองค์ จึงมีพุทธฎีกาตรัสว่า


... " ดูก่อนโพธิอำมาตย์ผู้เจริญ

ท่านจงละชีวิตของท่านเสียเถิด

อย่ากระทำอาลัยในชีวิตอยู่เลย

อันว่าปัจจัยทานของท่านมีประการใด

ท่านจงให้ทานยังน้ำจิตให้เลื่อมใสในพระตถาคตเถิด "

... อันว่าเครื่องปัจจัยทานของโพธิอำมาตย์นั้น

... ราชบุรุษทั้งหลายเอามาวางไว้ตรงหน้าแห่งโพธิอำมาตย์ ด้วยเดชะพุทธานุภาพ

... โพธิอำมาตย์ได้สดับฟังพระพุทธฎีกาดังนั้น ก็บังเกิดมีจิตโสมนัสหาที่จะอุปมามิได้

... ก็ถือเอาเครื่องปัจจัยทานของอาตมาส่วนหนึ่ง ของภรรยาส่วนหนึ่ง

... ถวายแก่สมเด็จพระพุทธกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วกราบทูลว่า


... " ข้าแต่พระองค์เป็นที่พึ่งแก่สรรพสัตวโลกทั้งหลาย

อันว่าชีวิตข้าพระบาทเสียสละแล้ว

ด้วยเดชะผลทานของข้าพระพุทธเจ้าในกาลบัดนี้

ขอให้ได้บังเกิดเป็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า

เห็นปานดังพระองค์ ในอนาคตกาลโน้นเถิด "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 08:36:25 AM
... โพธิอำมาตย์กระทำปณิธานความปรารถนาดังนั้น

... สมเด็จพระภควันตบพิตรผู้ประเสริฐ ทรงพระอนุเคราะห์

... ยื่นพระหัตถ์ไปปรามาสเหนือศีรษะแห่งโพธิอำมาตย์ แล้วมีพระพุทธฎีกาว่า


... ตัวท่านยังความสุขเป็นอันมากให้บังเกิดแก่ตน

จะได้พ้นจากวัฏฏทุกข์ในสงสาร

ท่านปรารถนาประการใด

ความปรารถนานั้นจงพลันสำเร็จแก่ท่านเถิด

ดูก่อนโพธิอำมาตย์ผู้เจริญเอ๋ย

ในอนาคตเบื้องหน้าโน้น

ท่านจะได้บังเกิดเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง

สมดังความปรารถนาของท่าน "

... ทรงพยากรณ์ทำนายโพธิอำมาตย์แล้ว ก็เสด็จกลับยังเชตวันมหาวิหาร

... กระทำภัตตกิจซึ่งปัจจัยทานบิณฑบาต ที่โพธิอำมาตย์ถวายสำเร็จแล้ว

... ขณะนั้นนายเพชฌฆาตก็ตัดศีรษะโพธิอำมาตย์ผู้เป็นเจ้าของทาน ขาดตกลงกระเด็นไปจากกาย

... โพธิอำมาตย์กระทำกาลกิริยาตาย มหาปฐพีอันใหญ่ก็ไหวหวาดเป็นมหัศจรรย์โกลาหล

... ครั้งนั้น เศวตฉัตรแห่งสมเด็จพระเจ้ากิงกิสสราชก็หักทบลง

... พระองค์เห็นเศวตฉัตรหักก็ประหลาดพระทัยนัก ให้สะดุ้งพระทัยไหวหวั่น สั่งให้ปิดประตูพระทวารให้มั่น

... ลำดับนั้น อันว่าทิพย์วิมานทอง อันประกอบไปด้วยนางเทพอัปสรสาวสวรรค์ประมาณพันนาง

... ก็บังเกิดผุดขึ้นมาในสุสานประเทศ ที่กระทำกาลกิริยาตายแห่งโพธิอำมาตย์นั้น

... กับขุมทองทั้งหลาย ๑๖ ขุม และไม้กัลปพฤกษ์ด้วยต้นหนึ่ง

... ประกอบไปด้วยสรรพสิ่งสาระพันต่างๆ บังเกิดขึ้นในที่นั้น

... อันว่าบุตร ภรรยา โพธิอำมาตย์นั้น ก็ได้อาศัยอยู่ในวิมานทอง ได้บริโภคซึ่งขุมทอง และไม้กัลปพฤกษ์ประพฤติเลี้ยงชีวิตสืบมา

... ถ้วนถึง ๕๐๐ ปีเป็นกำหนด ฝ่ายโพธิอำมาตย์ก็ได้ขึ้นไปบังเกิดในดุสิตาสวรรค์ เสวยทิพยสมบัติด้วยเดชะผลทานนั้น

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 07, 2014, 08:57:17 AM
... ถึงกระนั้น พ่อขุนแผนเมืองฟ้าก็ได้ล่าช้า มิได้ฉับพลันเหมือนท่านอื่นๆ

... จึงชื่อว่ายังไม่พร้อมด้วยองค์คุณ

... ซึ่งกรรมบันดาลให้เป็นไปอย่างนั้น จึงพร้อมทุกประการไม่ได้

... ครั้นตระเตรียมพร้อมแล้ว จึงสละทั้งราชอาณาจักร และราชสมบัติ

... ถือผนวชครองขาวแล้ว จึงเสด็จดำเนินไปถึงพระมหาวิหาร ได้เข้าเฝ้าและอาราธนาให้แสดงธรรมว่า
     
... " พระองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ

ข้าพระองค์ได้สละราชสมบัติบุตรภรรยา

ยศสมบัติครองเรือนทุกประการ

เพื่อสำเร็จพระโพธิญาณในอนาคต

ขอพระองค์ได้โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด "
     
... พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

     
... " น้องเราผู้พุทธางกูร ตถาคตรออยู่ ๑๑,๐๐๐ ปีแล้ว

หากกรรมบันดาลให้เป็นไป

จึงมีเหตุให้เป็นไปอย่างนี้

จึงไม่มีองค์คุณยอดสุด คือ

พระอรหันต์ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติไม่มีในกาลนี้

และในการเช่นนี้ ผู้เป็นนิยตบรมโพธิสัตว์แล้ว

จึงยังไม่ลุถึงองค์คุณยอดสูงสุด

น้องเราได้อธิษฐานสำเร็จเป็นเพศดาบสผนวชแล้ว

ได้เจริญฌานสมาบัติให้เกิดขึ้นแล้ว

จงอุปสมบทเป็นภิกขุในธรรมวินัยนี้

แล้วจงประพฤติวิสุทธิธรรมให้บริสุทธิ์

จะเป็นอุปนิสัยให้ลุถึงองค์คุณยอดสูงสุดนั้นพร้อมสมบูรณ์ 
     
ในกาลว่างพระศาสนาระหว่างพุทธันดรนี้

กับพุทธันดรพระโคดมสัมมาสัมพุทธองค์

ในกาลนั้น น้องเราจะได้เกิดเป็นนันทมาณพพาณิช

เป็นพ่อค้าได้เที่ยวค้าขายได้ผลกำไร เป็นทรัพย์สมบัติมากแล้ว

และยังเที่ยวค้าขายอยู่นั้น มีพระปัจเจกพุทธองค์ ๕๐๐ องค์

องค์หนึ่งได้ออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว คิดว่าจะไปโปรด

จึงได้เดินเที่ยวบิณฑบาตมาตามทางนั้น
     
ซึ่งนันทมาณพได้เห็นแล้วเกิดความเลื่อมใสขึ้น

จึงยกผ้ากัมพลแดงผืนหนึ่งกับทองแสนตำลึง

กระทำเป็นเครื่องไทยทานถวายแล้วจึงได้ตั้งปรารถนาโพธิญาณ

พระปัจเจกพุทธองค์จะอนุโมทนา

ทั้งจะมีกุมารีสาวคนหนึ่ง จะถวายผ้าห่มแล้วปรารถนาร่วมด้วย

ครั้งนั้น น้องเราจะได้ผลองค์คุณยอดสูงสุดครบบริบูรณ์
     
บัดนี้ กาลยังไม่พร้อม จงบวชเป็นภิกขุเถิด "

... จึงตรัสให้เป็นเอหิอุปสมบทเป็นเอหิภิกขุแล้ว

... ได้กระทำความเพียรทางวิสุทธิธรรม๗ (พระกัมมัฏฐาน ๔๐ กอง พระสติปัฏฐาน ๔ และพระวิปัสสนาญาณ ๙)

... ครั้นถึงสัจจานุโลกมิกญาณก็หยุดยั้งอยู่แค่นั้น

... เมื่อโชติปาลมาณพผู้มหาสัตว์(สมเด็จองค์พระปัจจุบัน)บวชแล้ว ก็ได้ดำเนินธรรมปฏิบัติร่วมกัน

... ถึงอายุขัยแล้วต่างก็ไปเกิดตามคติวิสัยชั้นดุสิตภพ

... ในสมัยพุทธกาล พ่อขุนแผนเมืองฟ้าได้เกิดเป็นโตเทยยะพราหมณ์ อาศัยที่เกิดในหมู่คนพาล ทำให้เป็นคนตระหนี่ ไม่ให้ทาน รักษาศีล ไม่มีความเคารพในพระรัตนตรัย เห็นองค์พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ก็ไม่ไหว้

... เมื่อตายจากโตเทยยะพราหมณ์แล้ว ไปเกิดเป็นหมาดำ ในบ้านลูกชาย คือ สุภพราหมณ์ซึ่งปรารถนาพระโพธิญาณเหมือนกัน พระพุทธเจ้าจึงเรียกสุภพราหมณ์มาหา เพื่อจะอนุเคราะห์แก่โตเทยยะพราหมณ์



หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 08, 2014, 09:20:12 PM
อรรถกถา ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค สุภสูตร

... มีเรื่องเล่าว่า ไม่ไกลจากกรุงสาวัตถี มีบ้านชื่อตุทิคาม เพราะเขาเป็นคนใหญ่โตในบ้านตุทิคาม จึงมีชื่อว่า โตเทยยะ

... เขามีทรัพย์สมบัติประมาณ ๔๕ โกฏิ แต่เขาเป็นคนตระหนี่เป็นอย่างยิ่ง เขาคิดว่า

... " ชื่อว่าความไม่สิ้นเปลืองแห่งโภคสมบัติ ย่อมไม่มีแก่ผู้ให้ "

... แล้วเขาก็ไม่ให้อะไรแก่ใครๆ เขาสอนบุตรว่า

... " คนฉลาดควรดูความสิ้นไปของยาหยอดตา การก่อจอมปลวก การสะสมน้ำผึ้ง แล้วพึงครองเรือน "
               
... เมื่อเขาให้บุตรสำเหนียกถึงการไม่ให้อย่างนี้แล้ว

... ครั้นตายไปก็ไปเกิดเป็นสุนัขอยู่ที่เรือนหลังนั้นเอง

... สุภมาณพผู้เป็นบุตร รักสุนัขนั้นมาก ให้กินอาหารเหมือนกับตน อุ้มนอนบนที่นอนอย่างดี
               
... ครั้นวันหนึ่ง เมื่อสุภมาณพออกจากบ้านไป พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ณ เรือนหลังนั้น สุนัขเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเห่า เดินเข้าไปใกล้พระองค์

... พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะสุนัขนั้นว่า

... " ดูก่อนโตเทยยะ แม้เมื่อก่อนเจ้าก็กล่าวหมิ่นเราว่าแน่ะท่าน แน่ะท่าน ดังนี้ จึงเกิดเป็นสุนัข

... แม้บัดนี้เจ้าก็ยังเห่าเรา จักไปอเวจีมหานรก "
               
... สุนัขฟังดังนั้นมีความเดือดร้อน จึงนอนบนขี้เถ้าระหว่างเตาไฟ

... พวกมนุษย์ไม่สามารถจะอุ้มไปให้นอนบนที่นอนได้

... สุภมาณพกลับมาถึงถามว่า

... " ใครนำสุนัขนี้ลงจากที่นอน "

... พวกมนุษย์ต่างบอกว่า

... " ไม่มีใครดอก "

... แล้วเล่าเรื่องราวให้ฟัง
               
... สุภมาณพได้ฟังแล้วโกรธว่า

... " บิดาของเราบังเกิดในพรหมโลก แต่พระสมณโคดมหาว่า บิดาของเราเป็นสุนัข ท่านนี่พูดอะไร ปากเสีย "

... ใคร่จะท้วงติงพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพูดเท็จจึงไปยังวิหาร ถามเรื่องราวกะพระองค์
               
... พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสแก่สุภมาณพเหมือนอย่างนั้น แล้วตรัสความจริงว่า

... " ดูก่อนสุภมาณพ ทรัพย์ที่บิดาของเจ้ายังไม่ได้บอกมีอีกไหม "
               
... สุภมาณพทูลว่า

... " พระโคดม หมวกทองคำมีค่าหนึ่งแสน รองเท้าทองคำมีค่าหนึ่งแสน ถาดทองคำมีค่าหนึ่งแสน กหาปณะหนึ่งแสนมีอยู่ "

... พระโคดมตรัสว่า

... " เจ้าจงไปให้สุนัขบริโภคข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย แล้วอุ้มไปนอนบนที่นอน พอได้เวลาสุนัขหลับไปหน่อยหนึ่ง

... จงถามดู สุนัขจักบอกทุกสิ่งทุกอย่างแก่เจ้า ทีนั้นแหละ เจ้าก็จะรู้ว่าสุนัขนั้นคือบิดาของเรา "

... สุภมาณพได้กระทำตามนั้น. สุนัขบอกหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เขารู้แน่ว่าสุนัขนั้นคือบิดาของเรา

... จึงเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ไปทูลถามปัญหา ๑๔ ข้อกะพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจบปัญหา

... เขาขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสรณะ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 08, 2014, 11:17:54 PM
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์  จูฬกัมมวิภังคสูตร
ปัญหา ๑๔ ข้อ ที่ท่านสุภมาณพ โตเทยยบุตรโพธิสัตว์
ทูลถามองค์สมเด็จพระสมณโคดมบรมครู
             
... ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
             
... สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

... สมัยนั้นแล สุภมาณพโตเทยยบุตร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วได้ทักทายปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค

... ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

... สุภมาณพ โตเทยยบุตร พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

... " ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต คือ

... มนุษย์ทั้งหลายย่อมปรากฏมีอายุสั้น มีอายุยืน

... มีโรคมาก มีโรคน้อย

... มีผิวพรรณทราม  มีผิวพรรณงาม

... มีศักดาน้อย มีศักดามาก

... มีโภคะน้อย มีโภคะมาก

... เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง

... ไร้ปัญญา มีปัญญา

... ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต ฯ "
             
... พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

... " ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้ ฯ "
             
... สุภมาณพทูลถามว่า

... " ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบเนื้อความโดยพิสดารของอุเทศที่พระโคดมผู้เจริญตรัสโดยย่อ มิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ได้

... ขอพระโคดมผู้เจริญ ได้โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยประการที่ข้าพระองค์จะพึงทราบเนื้อความ แห่งอุเทศนี้โดยพิสดารได้เถิด ฯ "
             
... พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

... " ดูกรมาณพ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าวต่อไป "

... สุภมาณพ โตเทยยบุตร ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า

... " ชอบแล้ว พระเจ้าข้า ฯ "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 12:38:47 AM
... พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า

... " ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง(คือชอบฆ่าสัตว์) เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด

... หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต
   
... เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้
   
... หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

... ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุสั้น     
   
... ดูกรมาณพ  ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้นนี้ คือ

... เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง(คือชอบฆ่าสัตว์) เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด

... หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต ฯ "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 12:41:32 AM
... " ดูกรมาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตราได้

... มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่

... เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

... ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุยืน

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืนนี้ คือ

... ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญาวางศาตราได้

... มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ ฯ "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: มหาพุทธกัป ที่ กันยายน 09, 2014, 03:45:34 PM
สาธุ สาธุ สาธุ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 06:37:10 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... เป็นผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตรา

... เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

... ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคมาก

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมากนี้ คือ

... เป็นผู้มีปรกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือ ก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตรา ฯ
             

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 06:38:50 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... เป็นผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาตรา

... เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

... ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคน้อย

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อยนี้ คือ

... เป็นผู้มีปรกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดินหรือท่อนไม้ หรือศาตรา ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 06:43:09 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง

... พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ

... เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

... ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีผิวพรรณทราม

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณทรามนี้ คือ

... เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง

... พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 06:45:16 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง

... ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ

... เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

... ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนน่าเลื่อมใส

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเป็นผู้น่าเลื่อมใสนี้ คือ

... เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง

... ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย ความขึ้งเคียดให้ปรากฏ ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 06:47:21 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น

...  เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

... ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลังจะเป็นคนมีศักดาน้อย

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดาน้อยนี้ คือ

... มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 06:51:05 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... เป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น

... เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

... ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีศักดามาก

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดามากนี้ คือ

... มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 06:54:02 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... ย่อมไม่เป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้

... ที่นอน ที่อาศัย เครื่องตามประทีป(ไฟฟ้า แสงสว่าง) แก่สมณะหรือพราหมณ์

... เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

... ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคะน้อย

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อยนี้ คือ

... ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้

... ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป(ไฟฟ้า แสงสว่าง) แก่สมณะหรือพราหมณ์ ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 06:56:38 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้

... ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป(ไฟฟ้า แสงสว่าง) แก่สมณะหรือพราหมณ์

... เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

... ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคะมาก

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมากนี้ คือ ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้

... ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป(ไฟฟ้า แสงสว่าง) แก่สมณะหรือพราหมณ์ ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 06:59:34 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ

... ไม่ให้อาสนะ(ที่นั่ง)แก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง

... ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ

... ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา

... เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไป ไม่เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก

... ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลต่ำนี้ คือ

... เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ

... ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง

... ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ

... ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 07:02:04 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ

... ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง

... สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ

.. นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา

... เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

... ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนเกิดในสกุลสูง

... ดูกรมาณพปฏิปทาเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีสกุลสูงนี้ คือ

... เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ

... ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง

... สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ

... นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 07:04:46 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า

... อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล

... อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ

... อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ

... อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า

... อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

... เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

... ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญาทราม

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญาทรามนี้ คือ

... ไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า

... อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล

... อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ

... อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ

... อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า

... อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 09:51:54 PM
... ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม

... ย่อมเป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า

... อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล

... อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ

... อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ

... อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า

... อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

... เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้

... หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

... ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญามาก

... ดูกรมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญามากนี้ คือ เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า

... อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล

... อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ

... อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ

... อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า

... อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 09:58:14 PM
... ดูกรมาณพ ด้วยประการฉะนี้แล

... ปฏิปทา(การกระทำจนเป็นนิสัย)เป็นไปเพื่อมีอายุสั้น ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุสั้น

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืน ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุยืน

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมาก  ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคมาก

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคน้อย

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณทราม ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีผิวพรรณทราม

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเป็นผู้น่าเลื่อมใส ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนน่าเลื่อมใส

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดาน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดาน้อย

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดามาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดามาก 

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อย(คนยากจนเข็ญใจ) ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะน้อย

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะมาก

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลต่ำ ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลสูง ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลสูง

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญาทราม ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญาทราม

... ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญามากย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญามาก


... ดูกรมาณพ สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน

เป็นทายาทแห่งกรรม

มีกรรมเป็นกำเนิด

มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต ฯ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 11:10:07 PM
 ... เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้

... สุภมาณพ โตเทยยบุตร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า


... " แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า

... พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายมิใช่น้อย

... เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ หรือเปิดของที่ปิด หรือบอกทางแก่คนหลงทาง

... หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าผู้มีตาดีจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น

... ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ

... ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ฯ "

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 11:21:00 PM
ความฝันเทพบันดาลของพระโพธิสัตว์
โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
   
... คำว่า ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ คือ เล็งญาณดูสัตว์โลก ดูหัวใจโลกนะ ไม่ได้ดูทรัพย์สมบัติข้าวของของโลก

... ดูหัวใจ หัวใจใดที่พอจะรับอรรถรับธรรมเป็นเครื่องพยุงตนไปได้ พระองค์ก็สงเคราะห์ ไม่ว่าคนทุกข์คนจนไปหมด เป็นอย่างนั้นนะ
   
... พอพูดอย่างนี้ เราระลึกถึงท่านเจ้าคุณองค์หนึ่ง(น่าจะเป็นท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ จูม พนฺธุโล)

... ไม่ระบุชื่อท่านแหละ แหม! ชัดเจนมาก อันนี้รู้สึกว่าชัดเจนเอามาก ความฝันของท่าน ความฝันโพธิสัตว์

... ท่านบอกว่า ท่านปรารถนาพระโพธิญาณ

... ทีนี้กลางคืนท่านนอนหลับ ฝันล่ะสิบ้านนี้ท่านไม่เคยไปเลย ท่านก็ต้องเสี่ยงเอา ใครจะว่ายังไงก็ว่าเถอะ ท่านว่าอย่างนั้น

... เพราะตอนกลางคืนที่ท่านฝันนั้น พวกปลาหมอเขาเอาขังไว้ ที่หลังบ้านเขา ใส่โอ่งใหญ่ๆ ขังไว้เต็มไปหมด
   
... ทีนี้ปลาหมอโพธิสัตว์ก็ยังมี เห็นไหมล่ะ เวลานั้นไปเป็นปลาหมออยู่ เป็นเชื้อโพธิสัตว์ด้วยกัน

... พอท่านนอนหลับกลางคืนก็ฝัน ปลาหมอพาบริวารมา เดี๋ยวนี้กำลังถูกกักขังจะถูกต้มถูกแกงเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

... นี่เห็นว่าท่านเป็นสายโพธิสัตว์ นั่นทำไมเขารู้

... นี่ล่ะอำนาจแห่งบุญแห่งกรรมมันหากบอกกันเอง ทราบว่าท่านเป็นสายโพธิสัตว์

... ก็โพธิสัตว์เป็นที่ให้ความร่มเย็น ปลดเปลื้องทุกข์ทั้งหลายแก่สัตว์

... จึงต้องพากันมา มาก็บอกว่าเวลานี้ถูกกักขังอยู่ที่บ้านนั้นๆ นั่นฟังซินะ

... เขาขังไว้หลังบ้านเขา ใส่โอ่งขังไว้ ขอให้ท่านไปโปรดด้วย
   
... พอตื่นมามันฝังลึก ท่านว่า แหม! มันสะดุด เลยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เสี่ยงบ้าเสี่ยงดีเอาว่างั้น จะไปบ้านนี้

... พอตื่นขึ้นมา ท่านก็ไปเลยเชียว ไปคนก็ไม่รู้จักกันด้วยนะ

... ท่านก็บึ่งเข้าไปตรงฝัน มันฝันอะไรพึลึกพิลั่น ไปก็ไปเห็นปลาจริงๆ

... ท่านเลยขอบิณฑบาตเอาเลย เขาให้หมด นั่น

... พอพ้นภัยแล้วเอาไปปล่อยให้เห็นต่อหน้าต่อตาเลย

... นี่เป็นยังไงคำฝัน ดูซิท่านเป็นโพธิสัตว์

... แล้วพวกสัตว์อยู่ในนั้นเป็นโพธิสัตว์ก็มี เป็นหัวหน้าอยู่นั้น

... นั่นล่ะเป็นหัวหน้าที่มาหาโพธิสัตว์ด้วยกัน ตกลงก็เปลื้องชีวิตของเขาได้หมดเลย

... นี่ละเป็นคำฝันที่แปลกประหลาด
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 09, 2014, 11:42:06 PM
... ท่านฝันทีไรนี้รู้สึกจะแม่นยำเอามากทีเดียว อย่างที่ว่าเณรสมนั่น เณรสมที่หลุดจากนรกมาเกิด  แล้วบวชเป็นเณรอายุได้ ๑๕ ปี อันนี้ก็แบบเดียวกัน ปลานั้นก็เข้าใจกันแล้วไม่ใช่เหรอ ท่านบุกเข้าไปจนถึง เลยได้มาจริงๆ แม่นยำมากความฝันของท่านโพธิสัตว์

... ทีนี้อีกอันที่สองนี้ ก็คือ มีเณรหนึ่งตกนรก พอกรรมเบาบาง เขาก็ปล่อยออกจากนรก เหมือนกับนักโทษในเรือนจำ ผู้ใดที่มีกรรมเบาบาง เขาก็เอาออกไปใช้งานนั้นงานนี้ อันนี้ก็ลักษณะเดียวกัน พอได้โอกาสก็ขโมยหนีนรก

... เหมือนกับพวกนักโทษที่โทษเบาบางออกมาทำงานข้างนอก ขโมยหนี อันนี้ก็แบบเดียวกันให้ออกมาจากนรกมาภายนอกอย่างว่านี่แหละ
   
... ขโมยหนีมาเกิดเป็นคนอายุได้ ๑๕ ปี เขาก็บอกว่า ครู่เดียวทำไม ๑๕ ปี แล้วก็มาบวชเป็นเณรอยู่นั้น 
   
... เณรก็เณรอยู่ในวัดท่านเสียด้วยไม่ใช่ธรรมดา มากลางคืนนั้นฝันเอาอย่างพิลึกพิลั่นทีเดียว ยมบาลเขาตามมาเลยทีเดียว

... อันนี้เราก็ดูได้เขียนไว้บ้างแล้ว แต่นานๆ มานี้ก็จะลืม

... มาก็มาซักไซ้ไล่เลียงถามหาว่าเณรนั้นชื่อว่าอย่างนั้น มาอยู่ที่นี่ไหม

... บอกว่ามาอยู่แล้ว มาบวชเป็นเณร นี่มันเป็นตัวขโมยมาจากนรกพอปล่อยออกจากนรก เรียกว่า ให้อยู่ขอบนรกว่างั้นเถอะพูดง่ายๆ ให้ออกจากนรก พอกรรมของมันเบาบางบ้างแล้ว มันขโมยมานี้ มันเป็นโทษจะจับคืนไปนรกอีก

... เอ้า! เวลานี้เณรนี้กำลังบวชอยู่ก็ขอบิณฑบาต ขอให้เณรอยู่ไปได้ไหม

... โอ๋ย! ไม่ได้เรื่องของกรรม ใครจะขออะไรไม่ได้ทั้งนั้น แม้แต่ผมมานี้ ก็มาในนามของกรรม มาในนามแห่งกรรมของเณรนั้น ไม่ใช่ผมเองนั่นฟังซิ เวลาตอบ
   
... ท่านสลดสังเวช เพราะพูดกันชัดเจนทีเดียวกับยมบาล มาตัวใหญ่เท่ากุฏิว่างั้น มาทีแรก ครั้นเข้ามาๆ ขยับเข้ามา ก็มาเป็นคนธรรมดา เข้ามาหาพูดเรื่องราวอะไร อันนี้เราสรุปได้แค่นี้นะ คือ นานแล้วจำไม่ได้

... พอตื่นขึ้นมา ท่านก็เลยรีบเรียกพระมากระซิบล่ะซิ โอ๊ย! เมื่อคืนนี้ฝันเป็นยังไงมันประหลาด สลดสังเวชน่าสงสารเณร ท่านว่าอย่างนั้นนะ

... แล้วก็เล่าให้ฟัง ว่าเณรนี้ออกจากนรกมา ชื่อว่า เณรสม อายุได้ ๑๕ ปี บวชเป็นเณร นี่ยมบาลเขาตามมาแล้ว เขาจะเอาไปลงนรกตามเดิม ทีนี้เข้านรกเลยแหละ เพราะมันแหวกแนวต้องลงนรกเลย ไม่ได้อยู่ขอบนรกแหละ

... มาก็เรียกพระมากระซิบเรื่องราวเป็นอย่างนั้นๆ ให้เราทราบเฉพาะ คอยฟังเหตุการณ์ว่างั้นนะ
   
... เขาบอกจนเวล่ำเวลาเขาจะมาเอาโน่นนะ เขาไม่ได้บอกธรรมดา เขาบอกเวล่ำเวลาจะมาเอา

... เพราะฉะนั้นท่านถึงกำหนดเวลาที่เขาบอกนั้น บอกกับพระว่าเขาจะมาเวลาเท่านั้น เขาจะมาเอาเณรนี้ เอาเณรกลับคืนไปลงนรกตามเดิม ก็ทำความเข้าใจกันเฉพาะพระเท่านั้น

... ดูเหมือนประมาณสักทุ่มกว่า เณรนั้นเกิดทุรนทุรายถ่ายท้อง เห็นไหมล่ะ ถ่ายท้องเป็นประมาณๆ ถ่ายไม่หยุดไม่หย่อน
   
... สุดท้ายจะถึงเวลา ท่านเข้าไปเตือนเณร

... เอ้า! เณรจะเป็นยังไงก็เรื่องกรรมของสัตว์ มันแก้ไขไม่ได้แหละ เป็นกรรมของเณร เณรอย่าปล่อยภาวนาพุทโธนะให้ยึดพุทโธไว้ให้ดี ลงนรกก็ให้ลงไปกับพุทโธ จะได้เบาบางทุกอย่างไป

... ท่านว่าอย่างนี้ ถึงเราจะเป็นโทษเป็นกรรมในระยะนั้น เวลานี้เราก็เป็นคุณในหัวใจของเราด้วยพุทโธ ให้พยายามรักษาพุทโธไว้จนกระทั่งสิ้นลมนะ
   
... พอสอนสักเดี๋ยวก็ไปเลย ตาย มันก็ไม่ผิดอะไรใช่ไหมล่ะ ๓ ทุ่ม มาเป๋งเลย ท้องก็ดีๆอยู่ พอทุ่มกว่าๆ เริ่มถ่ายท้องแล้ว ไปถึงระยะนั้นก็ไปเลย นี่ล่ะอันหนึ่งท่านฝันเห็นไหมล่ะ

... จนกระทั่งเอาพระมากระซิบ ท่านองค์นี้ท่านเป็นโพธิสัตว์

... ท่านบอกตรงๆ เลยว่า ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านปรารถนาพุทธภูมิมานานแล้ว จิตใจฝังอยู่กับพุทธภูมิตลอด ท่านว่า
   
... นี่ล่ะเรื่องอำนาจแห่งกรรม ที่มากระซิบในทางความฝันก็ไม่ผิดสักกิสักกีเลยนะ เวลาเท่านั้นจะมาเอา ถึงเลยเวลานั้นก็ไปเลย อย่างพวกปลาหมออยู่ในนั้นก็เหมือนกัน ก็ตามเข้าไป ไม่เคยเห็นบ้านเขาเลย บุกเข้าไปด้วยคำฝันบอก ไปก็ไปเจอจริงๆ นั่นเห็นไหม
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 12:02:48 AM
พระเวสสันดรมหาโพธิสัตว์
จากหนังสือหลวงพ่อเล่าให้ฟัง
โดย พระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี

... เรื่องพระเวสสันดรนี้ คนสมัยใหม่ ค่อนขอดกันมากว่า

... " การสละลูกและเมียเป็นการเห็นแก่ตัว ผลักความลำบากไปให้ลูกเมีย เป็นการไม่ดีมากกว่าจะน่าชมเชย "

... เมื่อนำมาเรียนถามหลวงพ่อก็เล่าให้ฟัง เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2518 เป็นเรื่องยาว จะตัดและย่นย่อลงพอไห้รู้ใจความดังนี้

... พระพุทธเจ้าท่านทรงปรารถนาพุทธภูมิ ตั้งแต่สมัยเกิดเป็น มหาทุกขตะ

... ได้ฟังพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เทศน์ว่า

... " อานิสงส์ของการถวายผ้ากฐินทาน ใครจะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า อย่างตถาคตนี้ก็ได้ "

... ท่านก็เลยเอาเครื่องแต่งตัวเก่าชุดเดียวของท่าน ไปแลกได้เข็ม ๑ เล่ม กับด้าย ๑ กลุ่ม

... ร่วมทอดกฐินกับเจ้านาย แล้วตั้งจิตปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า

... แล้วก็บำเพ็ญบารมีเรื่อยมาเป็นอสงไขยกัป จนกระทั่งเข้าเขตปรมัตถบารมี
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 03:53:24 PM
... มาถึงสมัยพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระพุทธกัสสป

... พระพุทธเจ้าของเราตอนนั้นเสวยพระชาติเป็น สุเมธดาบส อยู่กับลูกศิษย์ลูกหาประมาณ 500 คนในป่า

... วันหนึ่งได้ยินว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์พร้อมด้วยบริวาร

... ก็ไปเฝ้าฟังเทศน์จบหนึ่ง แล้วก็ทูลอาราธนา พระพุทธกัสสป ให้ ไปโปรดที่สำนักในป่า พระองค์ก็ทรงรับ

... เมื่อถึงเวลาที่สมเด็จพระสุคต พร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหลายเสด็จมา ท่านสุเมธดาบส ออกไปรับ

... ถึงตอนไหน เป็นลำราง ไม่มีสะพาน ท่านก็ทอดตัว เป็นสะพานให้พระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์ เดินข้ามไปบนร่างของท่าน

... ด้วยอำนาจความดี และอำนาจของพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย

... ก็ทำให้ท่านสุเมธดาบส ไม่รู้สึกหนัก

... เมื่อถึงแล้วก็ถวายอาหาร และบิณฑบาต แก่พระพุทธเจ้า

... พระพุทธเจ้า ท่านทรงทราบดีว่า

... " ฤาษีองค์นี้ปรารถนาพุทธภูมิ "

... ฉะนั้น ก่อนจะฉันอาหาร ท่านจึง เข้านิโรธสมาบัติ

... บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายเข้า ผลสมาบัติ

... นิโรธสมาบัติ กับ ผลสมาบัติ นี้ต่างกัน วิธีเข้าไม่เหมือนกัน

... นิโรธสมาบัติ เป็นเรื่องของ อริยมรรค อริยผล ไม่ใช่ ฌานโลกีย์

... ถ้าจะเข้าสมาบัติแบบฌานโลกีย์ ต้องปลดนิวรณ์ 5 ประการก่อน ตั้งจิตกำหนดลมหายใจเข้าออก หรือ ใช้คำภาวนา อย่างนี้ เรียกว่า ฌานสมาบัติ เป็นฌานโลกีย์

... สำหรับ ผลสมาบัติ กับ นิโรธสมาบัติ ไม่ทำแบบนั้น คือ

... พระพวกนั้นไม่มีนิวรณ์ หานิวรณ์รบกวนไม่ได้อยู่แล้ว

... เวลาที่พระพุทธเจ้าจะเข้า นิโรธสมาบัติ ก็จับสมาบัติ๘ เป็นพื้นฐาน คือ เข้ารูปฌาน ๔ กำหนดผล ที่พระองค์ทรงบรรลุ คือ พระพุทธเจ้าทรงอารมณ์อยู่อย่างนี้ เรียกว่า นิโรธสมาบัติของพระพุทธเจ้า

... ส่วนบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายนั้น เข้าผลสมาบัติ คือ เข้าไม่ถึงฌาน ๔ เข้าแต่เพียง รูปฌาน คือ ฌาน ๑ ถึง ๔ แล้วแต่องค์ไหนจะเข้าแค่ไหน

... แล้วท่านก็ชำระผล ตามที่ท่านบรรลุแล้ว เป็นอรหัตผล แล้วก็ทรงฌาน อันนี้เรียกว่า สมาบัติ มีผลไม่เสมอกันนะ
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 04:12:19 PM
... คนที่ถวายทานกับท่านที่ออกจาก ผลสมาบัติ จะมีอาการคล่องตัวมาก ในความเป็นอยู่ เรียกว่า หากินคล่องตัว

... ทีนี้ การถวายทาน กับพระสงส์ที่เป็นพระอริยเจ้าที่ออกจากสมาบัติ ผลการครองชีพของท่าน ผู้นั้นจะมีการคล่องตัวมากขึ้น

... เป็นกรณีพิเศษ คือ จิตจะสามารถบรรลุอริยมรรคอริยผลได้ในชาติปัจจุบัน

... ทานที่ถวายกับท่าน ที่ออกจากนิโรธสมาบัติ หวังมรรค หวังผล ได้โดยฉับพลัน

... หวังความร่ำรวยเป็น มหาเศรษฐีในวันนั้น มีผลไม่เสมอกัน

... เวลานี้หาพระเข้านิโรธสมาบัติไม่ได้

... ที่เข้าได้เขาก็ไม่อยากเข้า เพราะคนมันไม่ควรจะได้รับผลแบบนั้น

... เมื่อพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์ ออกจากสมาบัติ และฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว

... พระพุทธเจ้าก็เทศน์โปรดถึงอานิสง์การเป็นพระพุทธเจ้าว่า มีอะไรบ้าง เทศน์จบ

... ท่านสุเมธดาบสก็เข้าปฏิญาณตน ปรารถนาพุทธภูมิ

... พระพุทธเจ้า ก็ทรงพยากรณ์ว่า

... " นับแต่นี้ต่อไปไม่ช้านัก จะได้เป็น พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ (ของกัปนี้) เรียกว่า พระสมณโคดมพุทธเจ้า
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 04:16:58 PM
... ในขณะนั้น มีอัครสาวกซ้ายขวา ตามเสด็จมาด้วย มีความสง่า มีรัศมีดีกว่าพระสงฆ์ทั้งหลาย

... ฉะนั้น จึงมีฤาษี ๒ ท่านด้วยกัน เข้ามากล่าวปวารณา เป็นสาวกเบื้องขวาและสาวกเบื้องซ้าย

... พร้อมกันนั้น มีผู้ชาย ๑ ผู้หญิง ๑ เข้ามาตั้งความปรารถนา จะเป็นบิดาและมารดาของพระพุทธเจ้าสมณโคดม

... สตรีท่านหนึ่งขอ เป็นภรรยาเป็นคู่บารมี

... เพราะการบำเพ็ญบารมีที่จะเป็นพระพุทธเจ้านั้น ต้องบริจาคลูกเมียให้เป็นทาน

... ก็ไม่เป็นไรจะขอสนับสนุน เมธาดาบสเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้

... แล้วก็มีผู้หญิงผู้ชายอีกคู่หนึ่งมาขออาศัยพุทธบารมีที่บำเพ็ญร่วมกันนี้ จะเป็นลูกหญิงลูกชาย ของท่านเมธดาบส

... ยอมถูกบริจาคเป็นทานเพื่อ พระโพธิญาณ

... บรรดาท่านฤาษีทั้งหลาย บริษัททั้งหลาย ที่มีความเคารพในสุเมธดาบส ก็มากราบพระพุทธเจ้าบอกว่า

... " ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายอาศัยบุญบารมีที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมานี้

ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นสาวกของท่านสุเมธดาบส ในสมัยที่ท่านบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 04:28:55 PM
... แล้วสมัยต่อมา ว่างจากพระพุทธเจ้า (ระหว่างพุทธันดรองค์พระพุทธกัสสปกับพุทธันดรองค์พระปัจจุบัน)

... สุเมธดาบส เกิดเป็น พระเวสสันดร

... หญิงชายคู่ที่ต้องการเป็น บิดามารดา ก็มาเกิดเป็น พระเจ้ากรุงสญชัย กับ พระนางผุสดี

... หญิงที่ปฏิญาณ เป็นคู่บารมี มาเป็น พระนางมัทรี

... อีก ๒ คนที่ปรารถนา เป็นลูก ก็มาเป็นชาลีกับกัณหา

... นี่เรื่องเดิม มีมาอย่างนี้ ต่างคน ต่างตั้งใจ จะมาเสริมสร้างบารมีให้ท่านสุเมธดาบส มาเป็นพระพุทธเจ้า

... แล้วจะว่า พระเวสสันดร เห็นแก่ตัวอย่างไร

... พระพุทธเจ้าท่านตรัสพระบาลีบทหนึ่งว่า


... กัมมัง สัตเต วิภัชชติ

กรรมย่อมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์


... คนที่เกิดมาในโลกนี้ ต่างคนต่างมีความดีความชั่วไม่เท่ากัน ฉะนั้น

... บางคนจึงมีความอยากจนเข็ญใจ บางคนรวย

... บางคนมีวาสนาบารมีมาก บางคนมีวาสนามีบารมีน้อย

... บางคนเกิดมาในกองเงินกองทอง แต่พอพ่อแม่ตาย กลับมาขอทานเขากิน

... อาศัยที่คนเกิดมานี้ มีกรรมไม่เท่ากัน

... เราจะไปกะเกณฑ์ให้ทุกคนมีความเข้าใจเสมอกันไม่ได้ ในเรื่องของศาสนา


... แล้วบรรดาคนที่คัดค้านความดีของพระพุทธเจ้า

... จงทราบว่าคนเหล่านั้นมาจากอบายภูมิ

... เพราะว่าเวลานี้สัตว์ที่เกิดจากอบายภูมิมีอำนาจในโลก แล้วต่อไปไม่ช้ามันก็หมด

... ต่อจากนั้นก็จะมีสัตว์ที่มาจากสวรรค์และพรหมโลกมากขึ้น เพราะว่า

... พระพุทธศาสนาจะก้าวขึ้นอีกวาระหนึ่ง

... โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย เวลานี้มีพระอริยเจ้ามากแล้ว

... พระอริยเจ้ามีมากเพียงไร คนผู้รับธรรมจากพระอริยเจ้า ก็มีมากขึ้น

... โลกก็จะมีความเยือกเย็นขึ้น แต่พร้อมกันนั้น ก็จะได้พบกับบรรดาอลัชชีทั้งหลายไปด้วย

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 04:40:27 PM
... อันนี้ เราต้องดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า นับแต่ปรารถนาพระโพธิญาณเป็นต้นมา

... พระองค์ก็มีแต่ความดีสร้าง ความดีทุกชาติ

... แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มีผู้ลิดรอนความดีทุกชาติเหมือนกัน

... เทวทัต ก็เป็นคู่ปฏิปักษ์ที่จองเวรกันมา

... พระยามาราธิราช ผู้ปรารถนาพุทธภูมิอีกคนหนึ่ง ก็เป็นคู่จองเหมือนกัน

... ถอยหลังไป ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป

... พระพุทธเจ้า กับ เทวทัต เป็นเพื่อกัน

... พุทธเจ้าเป็นพ่อค้าสุจริต

... วันหนึ่ง ยายแก่ยากจนนำถาดทองคำมาเสนอขายแก่เทวทัต

... แกทราบดีว่า เป็นทองคำ แต่ทำเป็นดูไปดูมาบอกว่า

... " ยายถาดนี่ไม่ใช่ทองคำแท้ "

... แล้วตีราคาให้ต่ำๆ

... รุ่งขึ้น ยายแกเอาไปให้พระพุทธเจ้าดู

... ท่านตีราคาให้เท่ากับน้ำหนักทองคำที่ควรจะได้ แกก็ขายให้

... ต่อมาเทวทัตรู้เรื่องก็โกรธหาว่า ตัดหน้า แล้วประกาศ เลิกเป็นมิตร บอกว่า

... " เราจะจองล้างจองผลาญท่านทุกชาติ ไปเป็นจำนวนชาติ เท่ากับเมล็ดทรายในกำมือนี้ "

... แล้วแกก็ตามมาตัดรอนพระพุทธเจ้าทุกชาติ

... ชาติหนึ่ง พระพุทธเจ้าบำเพ็ญขันติบารมี

... เทวทัตไปเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไปเชิญดาบสมาถามว่า

... " ท่านถือขันติบารมีใช่ไหม "

... ตอบว่า " ใช่ "

... " ถ้างั้นใครทำอะไรท่านๆ ก็ไม่โกรธใช่ไหม "

... ตอบว่า " ใช่ " อีก

... พระราชาก็ลอง โดยเอามีดตัดแขนซ้ายไปข้างหนึ่ง ถามว่า

... " โกรธไหม "

... ตอบว่า " ไม่โกรธ "

... แกก็ตัดเรื่อยไป ลงท้ายเลยตัดกลางตัวขาด ถามว่า

... " โกรธไหม " ก็ตายเสียแล้ว จะไปตอบได้ยังไง

... มาในสมัย พระเวสสันดร นี่แกก็มาเกิดเป็นชูชกอีก

... นี่เรื่องพระเวสสันดรมีความเป็นมาอย่างนี้

... บรรดานักศึกษาเขาไม่มีความรู้ และครูเขาก็ไม่มีความรู้เบื้องต้น

... เมื่อลูกศิษย์ถาม ครูไม่มีความรู้ก็ตอบไม่ได้
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 10:47:24 PM
ท่านท้าวมาลัยโพธิสัตว์
จากหนังสือ ตายแล้วไปไหน ตายแล้วไม่สูญ
โดย พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

... วันที่ไปเยี่ยมจาตุมหาราชที่เล่ามาแล้วนั้น ก็เลยไปดาวดึงส์ ไปยามาแล้วก็ดุสิต

... ที่ชั้นดุสิตหลวงพ่อปานมารับ ก็กราบๆ ท่าน ท่านถามว่า

... " เออ อยากพบพระศรีอาริย์ไหมล่ะ "

.. ตอบว่า " อยากจะ เจอะ จะเจอะ ยังไงได้ล่ะ "

.. ท่านบอกว่า " ไม่ต้องไปหรอก ท่านมาแล้ว "

... สวย ดุสิตนี่สวยจริง ๆ ยามาน่ะ เขาขาวพรึ่ดหมด

... ต้นไม้น่ะมีแค่ ดาวดึงส์แห่งเดียวนะ

... เทวดานักฟ้อนก็มีแต่ดาวดึงส์แห่งเดียวเพราะว่า เป็นเมืองหลวง

... ชั้นยามาสวดมนต์ตะพึด ดุสิตสวยสดงดงาม

... ไปถึงชั้นนิมมานรดี เทวดาที่ทำหน้าที่นิรมิตต่างๆเป็นชั้นที่ ๕

... ที่ว่า "ชั้น"น่ะไม่ใช่เป็นชั้นซ้อนๆ กันนะ

... เป็นพื้นเดียวอย่างโลกเรานี่แหละ แบ่งเป็นเขตเท่านั้นเอง แต่เป็นทิพย์

... ไปถึงแวะ เยี่ยมท่านแก้วจินดาก่อน ท่านแก้วจินดา ท่านก็มาด๊งเด๊ง ๆ ตามมสภาพของท่าน

... องค์นี้เคยทะเลาะกันมาเรื่อย

... ท่านถามว่า มาไงล่ะ ตอบว่า มาเที่ยวซี

... ถามท่านว่า เออ วิมาน พระยามาราธิราช อยู่ไหน หัวเราะก้ากเลย

... บอกว่า พระโง่ยังงี้ก็มีด้วย

... ถามว่า ทำไมล่ะ

... ตอบว่า ที่นี่เขาเรียก ท้าวมาลัย ครับ ที่นี่ไม่มีพระยามาราธิราชหรอก

... มีแต่สมัยพระพุทธเจ้า ชื่อแกจริงๆ ชื่อ ท้าวมาลัย เป็นหัวหน้าเทวดาชั้น ที่ 6 เป็นผู้ว่าการ

... ก็เลยไปหากัน ท่านก็ออกมารับแหม สวยแฉ่งเลย รัศมีกายผ่องใส มารับที่เขตวิมานเชียวนะ

... ที่ไปกันตอนนี้สมทบกันไปหลายชั้น จำนวนมันก็หลายหมื่นซี

... ท่านเชิญเข้าไป ไอ้หน้ามุขมันนิดเดียวแหละถามท่านว่า ขึ้นหมดรึนี่

... ท่านตอบว่า ไม่เป็นไร หรอก วิมานเทวดายืดได้ แน่ะ เก่งเสียด้วย

... ไม่เหมือนเมืองมนุษย์หรอก ตั้งแค่ไหนก็แค่นั้น มองดูกะว่า จุสัก ๒๐๐ ก็แย่แล้ว

... แต่เราเข้าไป เป็นหมื่นยังเต็มไม่ถึงครึ่ง คุยไปคุยมา

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 10:54:53 PM
... ถามท่านว่า ทำไมถึงไปลิดรอนพระพุทธเจ้า

... ตอบว่า ปัดโธ่ ท่านไม่รู้จักความโง่ของผม

... ถามว่า ทำไมล่ะ

... ตอบว่า ผมกลัวพระพุทธเจ้าจะเทศน์สอนเอาคนไปนิพพานเสียหมด พอเวลาผมเป็นพระพุทธเจ้าบ้างแล้ว ผมจะสอนใครล่ะ

... เราก็นึกในใจว่า โธ่ ไม่น่าโง่เลย จะขนไปยังไงหมด

... ถามท่านว่า เวลานี้ยังเป็น พระยามาร ไหม

... ท่านตอบ ไม่ ๆ ๆ ๆ พวกท่านมีหลายคน แหม เขากลัวพระยามารกันจริง ๆ

... ก็ไอ้มารอยู่ในตัวเองน่ะไม่ยักกลัว

... พระยามารนี้เวลานี้ช่วยชาวบ้าน พวกพุทธมามกะทุกคน

... พระยามารต้องบังคับให้ลูกน้องไปช่วยเหลือ คือ ที่ประคับประคอง

... พวกเรานี่แหละ จะเรียกว่า พระยามาร ไม่ได้แล้วนะ

... ต้องเรียกว่า ท้าวมาลัย

... ทีนี้ย้อนมาตอนต้น ตามตำนานที่พระพุทธเจ้าตรัส มีคนถามว่า

... ทำไม่ท่านไม่ทรมานพระยามาราธิราชล่ะ

... ท่านตอบว่า ไม่ใช่คู่ปรับกัน พระยามารนี่จองขัดคอ ให้ปั่นป่วนนิดหน่อย ไม่จองเวรแรงขนาดเทวทัต

... เมื่อสมัยนั้น ท่านเป็นคนเลี้ยงม้าด้วยกันทั้งคู่ จะม้าแข่งหรือเปล่าก็ไม่รู้ซี

... ท่านไปเกี่ยวหญ้าม้ากัน เกี่ยวไปก็แยกห่างกันไปที

... ทีนี้ก็มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เสด็จจากภูเขาคันธมาทน์

... กุฏิของท่าน มันไม่ค่อยดี ท่านต้องการ ต้นหญ้านี่ ไปผสมกับดินทาฝา เพราะพระจะเกี่ยวหญ้าเองก็ไม่ควร

... เมื่อเห็นสองคนนี้เกี่ยวหญ้า ท่านก็เหาะลงมายืนเฉย

... พระพุทธเจ้าของเรา ก็นึกในใจว่า เราเอาของเราถวายท่าน ก็เป็นการสมควร

... อยากจะเอาของเพื่อนถวายบ้างสักก้อนหนึ่ง

... แต่ถ้าเพื่อนกลับมาแล้วแสดงความไม่พอใจ ก็จะมีโทษมาก

... เพราะพระพุทธเจ้าเป็นพระที่มีบุญหนัก ก็เลยไม่ได้ถวายไป

... พอตอนเย็นกลับมารวมกัน ขนหญ้าขึ้นเกวียน ท่านก็เล่าเรื่องให้ฟัง

... เท่านั้นแหละแกโกรธหาว่า กลัวจะดีเท่าเทียม

... เอาละ ท่านไปไหนก็ตาม เราจะตามไปขัดคอ

... แต่ทุกชาติไม่ได้ขัด มาขัดเอาชาติสุดท้าย

... เมื่อพระพุทธเจ้าตัดสินพระทัยออกมหาภิเนษกรมณ์ เห็นท่าไม่เป็นเรื่องแล้ว สิทธัตถะนี้ไปแน่ กูไม่ทันนี่หว่า

... แล้วก็มาขัดคอ ต่างๆ อย่างที่ทราบ กันดีอยู่แล้ว
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 11:01:04 PM
... มาในระยะหลังๆ ที่พระเจ้าอโศกมหาราช จะฉลองพระศาสนา

... อีตอนนั้นซี พระอุปคุต ท่านไปคุดอยู่กลางมหาสมุทร

... บรรดาพระทั้งหลายนั่งประชุมกันว่า พระเจ้าอโศกมหาราช จะฉลองพระศาสนา เจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน คราวนี้ ยังไง ๆ พระยามารต้องเล่นงานแน่ แล้วเราจะมีใครป้องกันได้บ้าง

... พระอรหันต์ตั้งสองแสนองค์ ปฏิสัมภิทาญาณก็มีอภิญญาก็มี ไม่มีใครสู้พระยามารได้หรือ ?

... สู้ได้ ไม่ใช่สู้ไม่ได้ แต่ทุกองค์บอกว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา

... ทีนี้ในการประชุมคราวนั้น พญานาคขึ้นมาฟังด้วยพอดี

... พญาครุฑบินมาในอากาศเห็นเข้าก็จะฉะพญานาคละซี ปฏิปักษ์กันนี่ โฉบลงมา

... พญานาควิ่งพรวดเข้าไปกลางวงพระ พระทั้งหลายตกตะลึง

... บอกว่าเณร ช่วยพญานาคเดี๋ยวนี้

... เณรแกอายุ 7 ปีเท่านั้น เป็นพระอนาคามีได้อภิญญา

... พอท่านสั่ง เณรก็ยิ้ม เข้าวาโยกสิณ เอาลมหอบพยาครุฑไปเสียไกล

... พระได้ท่า บอกว่า เณรฉันบอกให้แกช่วยพญานาค แกยิ้มนั่นยิ้มเยาะพระ นี่ต้องลงทัณฑกรรม

... นั่นแน่ ไม่ใช่เล่น หาเรื่องคนเป็นที่หนึ่ง เณรก็ยอม แล้วแต่พระคุณเจ้าจะ ลงทัณฑ์

... ท่านก็สั่งว่า ถ้าอย่างนั้นเธอจงลงไปตามอุปคุตมานั่น

... ตอนแรกปรึกษากันว่า ใครจะเป็นคน ไปนิมนต์พระอุปคุต ที่จำพรรษาอยู่กลางทะเล

... พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า มีอุปคุตคนเดียวเท่านั้น ที่เป็นคู่ปรับพระยามาธิราช ปราบให้แพ้น่ะได้

... แต่คู่ปรับนี้ ต้องปราบให้แพ้ด้วย แล้วทำให้เลื่อมใส กลับเป็นคนดีด้วย

... ความประสงค์เป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านจะปราบก็ปราบได้

... แต่ท่านไม่สามารถทำให้ พระยามารเป็นคนดีได้

... ตอนก่อนจะนิพพาน ท่านจึงบอกไว้ว่า พระยามาราธิราชนี้มีคู่ทรมานเป็นพระอรหันต์

... เบื้องหลัง เมื่อเรานิพพานไปแล้ว ๒๐๐ ปี มีนามว่า อุปคุต
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 11:06:10 PM
... พอพระอุปคุตมาถึง พระทั้งหลายก็ว่า

... " นี่อุปคุตเป็นอรหันต์แล้ว หาความสุขแต่ผู้เดียว ไม่ช่วยกันบำรุง พระพุทธศาสนา ไปเข้านิโรธสมาบัติ อยู่กลางทะเลอย่างนี้ ต้องถูกลงทัณฑกรรม "

... เอาอีกแล้ว ทัณฑกรรมเฟ้อจริงๆ

... พระอุปคุตก็ยอมรับว่า ไม่เป็นไรครับ เอาไงก็ว่ามาเถอะ

... เลยได้รับมอบหมายให้ต่อต้าน พระยามาราธิราช ในอีก ๗ วันข้างหน้า

... พระอุปคุตก็ยอม แต่ขอกินข้าวให้อ้วนเสียก่อน ไม่อ้วนนี่ ท่าจะไม่เป็นเรื่อง เอา ๗ วันก็พอ

... ตอนเช้าท่านก็เดินย่องแย่งเป็นขี้ยาเข้ามาในเมือง

... มีคนเขาบอกว่า นี่องค์นี้แหละที่เขาไปตามมาต่อต้านพระยามาร

... พระเจ้าอโศกมหาราชว่า โถ ! พระขี้ยา ผอมเหลือแต่กระดูกยังงี้หรือ จะไปต่อต้านพระยามาราธิราช ไม่ได้ต้องลอง

... เลยเอาช้างพระที่นั่ง ตัวดุที่ตกมัน มายืนดักข้างทาง

... พอพระอุปคุต คล้อยหลังก็ไสช้างไล่แทงเลย

... พระอุปคุตได้ยินเสียงข้างหลัง เอ๊ะ อะไรกันแน่

... เห็นช้างวิ่งเข้ามาใกล้ท่านก็ เอานิ้วจิ้มปั๊บ บอกว่า "หยุด" ช้างกันจ้ำเบ้าเลย นั่งเหมือนกะหินอยู่ตรงนั้น จะขี้แตก ด้วยหรือเปล่าจำไม่ได้

... พระเจ้าอโศกมหาราชเลยบอกว่า ไม่ต้องไปบิณฑบาตหรอก แล้วท่านก็เอามาเลี้ยงเสียอ้วนปี๋เลย
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 11:12:00 PM
... ทีนี้พอวันเริ่มต้นงาน พระยามารก็แสดงเดช ทำมืดครึ้ม ไม่ให้เห็นแสงอาทิตย์เลย

... พระทั้งหลายก็เตือนว่า นั่นไง ท่านอุปคุต พระยามารแสดงแล้ว

... ท่านบอกว่า ไม่เป็นไรเรื่องเล็กพอแต่งตัวรัดประคดเรียบร้อย ก็ไปหาพระยามาร บอกว่า

... คลายฤทธิ์เดี๋ยวนี้นะ ถ้าไม่คลายเป็นพัง เราอุปคุต

... พระยามารได้ยินก็ชักขนลุกซู่ ๆ รู้ฤทธิ์ รู้เดช ฉะกันมาหลายชาติแล้ว ตาเขาก็หนึ่ง ในตองอูเหมือนกัน

... เอ้า เก่งจริง ก็เชิญเลย นี่พระยามาราธิราชไม่เคยกลัวใคร แม้แต่พระสมณโคดม ก็ยังไม่กลัวเลยสู้กัน

... ความจริง เอาเสียที่เดียวก็ได้ เหนือชั้นกว่ามาก ล่อกันไปล่อกันมา

... ท่านอุปคุต ท่านขี้เกียจขึ้นมา ก็จับเอามือไพล่หลัง อธิษฐานให้แก้ไม่ออก

... ไม่ใช่แต่เท่านั้น อธิษฐานเอาหมาเน่ามาผูกคอเสียอีกด้วย

... พระยามาราธิราชแกก็เทวดาองค์หนึ่ง เทวดานี่แต่กลิ่นคนเขาก็เหม็นเสียแล้ว

... โดนหมาเน่าเข้าวิ่งโร่ไปหาพระอินทร์เจ้านายใหญ่

... พระอินทร์บอกว่า อ้าว ทำไมไปเล่นกับพระอุปคุตเล่า เขาจะทำบุญพระศาสนากันดันไปแกล้งเขา ใครจะไปมีฤทธิ์เท่าพระอรหันต์ ได้ไม่มี

... มีทางเดียวท่านไปขอขมาท่านอุปคุตเสีย แล้วสัญญาว่า จะไม่ทำพยศอีก พระอุปคุตก็จะอภัยแก่เธอ

... ท่านก็จำเป็นจำยอมไปขอโทษขอโพย

... พระอุปคุตถามว่า ยังไง สิ้นฤทธิ์แล้วรึ ?

... แกบอกว่า ยอมๆ ยอมทุกอย่าง ต่อไปไม่แกล้งอีกแล้ว

... พระอุปคุต ก็แก้หมาเน่า แก้มัดมือออก แต่ยังเอารัดประคต ผูกเข้าไว้กับเขาพระสุเมรุเสียอีกหลายเปลาะ

... ปล่อยพระยามารดิ้นด็อกแด็กอยู่ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ดิ้นเสียเขาพระสุเมรุหวั่นไหว ดาวดึงส์สะเทือนไปหมด
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 11:20:16 PM
... พอพระเจ้าอโศกมหาราช ฉลองศาสนาเสร็จ

... ไปถึง พระยามารก็บ่นว่า โธ่เอ๋ย พระสมณโคดม ท่านก็ใจดีนะ แต่สาวกนี่แหมใจร้ายเต็มที

... ท่านอุปคุตไปถึงก็ต่อว่า สาวกสมัยก่อน อย่างพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระบิณโฑลภารทวาชะ ใครๆ ก็มีฤทธิ์ มากกว่าท่านเสียอีก แต่ไม่ใจร้าย มีท่านคนเดียว ใจร้ายกับเรา

...  ท่านอุปคุตก็โต้ว่า รู้แล้วไม่ใช่หรือ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ท่านกับเราเท่านั้น ที่เป็นคู่ปรับกัน

... ความจริงแล้ว ท่านผู้มีฤทธิ์ทั้งหมดน่ะ ตัวท่านสู้ไม่ได้หรอก ไม่มีทางสู้

... เวลานี้ แม้แต่เณร ๗ ขวบ ที่ไปตามเรา ท่านก็สู้ไม่ได้ แต่ที่ท่านทั้งหลายไม่ทำ ก็เพราะไม่ใช่หน้าที่ของท่าน แต่เป็นหน้าที่ของเรา

... ผลที่สุดพระอุปคุตท่านก็ปล่อย แต่บอกว่า ก่อนปล่อย ต้องสัญญากับเราก่อนว่า จะไม่รบกวน บรรดาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสิกา ผู้ปรารถนาในธรรม ถ้ารบกวนเมื่อไร โทษจะหนักกว่านี้หลายพันเท่า พระยามารก็บอกว่าไม่เอาแล้ว ไอ้ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน นี่ก็พอแล้ว
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 10, 2014, 11:25:54 PM
... พระอุปคุตท่าน ก็ขอร้องให้พระยามาร แสดงเป็นรูปพระพุทธเจ้า สมัยยังทรงพระชนม์อยู่ให้ดู

... พระยามาร ตอบว่า ได้ๆๆ เรื่องเล็ก แต่สัญญากันก่อนนะ จะไหว้ผมไม่ได้นะ ห้ามไหว้

... โดยเฉพาะ พวกท่านเป็นอรหันต์ เป็นพระอริยะ มาไหว้ผมละไม่เป็นเรื่องหรอก

... พระอุปคุตก็ตกลง

... พระยามาราธิราช บอกว่า ผมจะเดินไปทางหลังเขา ถ้าออกมา ห้ามไหว้เด็ดขาดนะ เพราะบาปจะตกอยู่กับผม

... พอพระยามารไปหลังเขา พระอุปคุตก็ให้สัญญาณ เรียกพระอรหันต์มาทั้ง ๒ แสนรูป

... สักครู่หนึ่ง พระยามารก็ออกมาเป็นพระพุทธเจ้า มีฉัพพรรณรังสี รัศมีสว่างไสว สวยสดงดงามมาก

... มีพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร อยู่เบื้องซ้ายขวา ครบเครื่องมาเลย

... พระทั้งหมด ลืมสัญญา ลุกขึ้นกราบพร้อมกัน กราบพระพุทธเจ้า

... พระยามารรีบคลายตัวทันที บอกว่า ท่านทำไมทำยังงี้ เป็นโทษกับผม

... ท่านอุปคุตก็บอกว่า ท่านไม่ต้องวิตก เพราะว่าการกราบนี้ เขาไม่ได้กราบท่าน เขากราบพระพุทธเจ้า โทษของท่านไม่มี

... พระยามาราธิราชก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าทั้งหมดงดโทษให้ผมด้วย พร้อมด้วยพระรัตนตรัย

... เพราะว่า ผมเองก็ปรารถนาพุทธภูมิ แล้วท่านก็กลับไป เรื่องก็จบลงแต่เพียงนี้
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 13, 2014, 12:28:57 AM
เจ้าหญิงสุมิตตาเทวี
(เมื่อกาลครั้งนั้น องค์พระปัจจุบันยังเป็นพระโพธิสัตว์บารมีต้น)
     
... เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้าของเรา แต่ครั้งมีพระบารมียังอ่อนถูกราคะกิเลสครอบงำ ทำให้ประกอบกรรมล่วงกามมิจฉาแล้วไปสืบปฏิสนธิเกิดในนรกเสวยทุกข์แสนสาหัส เป็นเวลานานนักถึง ๑๔ มหากัปดังกล่าวแล้ว

... แต่ต่อจากนั้น ด้วยอำนาจเศษกรรมยังตามให้ผลอยู่ไม่เสื่อมคลายไปง่ายๆ ครั้นจุติจากนรกแล้ว

... จึงต้องไปสืบปฏิสนธิถือกำเนิดเกิดเป็นลา เป็นเวลานานนับได้ ๕๐๐ ชาติ

... แล้วจึงไปถือกำเนิดเป็นโคอีก ๕๐๐ ชาติ

... แล้วจึงถือกำเนิดเป็นคนพิการ ตาบอด หูหนวกแต่กำเนิดอีก ๕๐๐ ชาติ

... แล้วมิหนำซ้ำให้ถือกำเนิดเป็นกระเทยอีก ๕๐๐ ชาติ

... แล้วจึงมาถือกำเนิดเป็นสตรีอีก เป็นเวลานานถึง ๕๐๐ ชาติ
     
... ในกรณีนี้ ขอให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย พึงสันนิษฐานลงเถิดว่า

... แต่เพียงเศษของอกุศลกรรมที่ทำด้วยความประมาทมาตามสนอง ก็น่าสะพึงกลัวยิ่งนักหนา

... ฉะนั้น จงอย่าได้ประมาทในอกุศลกรรมความชั่วทั้งปวงเลย

... ดูแต่พระโพธิสัตว์เจ้าของเรานี่เถิด ทั้งๆ ที่ตั้งพระหฤทัยไว้แล้วว่า

... จะขอตรัสเป็นพระพุทธเจ้าอนุกูลสงเคราะห์แก่สัตว์ทั้งหลายอยู่โดยแท้

... ควรแลหรือที่พระองค์ยังต้องถูกราคะกิเลสมาครอบงำเหยียบย่ำบีฑา

... แต่ครั้งเป็นมาณพหนุ่มช่างทอง ให้เกิดปรองดองรักใคร่กับภรรยาของผู้อื่น ได้ชมชื่นรื่นรมย์อยู่เพียงสามเดือน

... แต่ต้องถูกกรรมมาซัดทำให้วิบัติขัดขวางเสียเวลาที่จะสร้างบารมีเพื่อโพธิญาณ นับเป็นเวลานานถึงเพียงนี้ได้

... ก็จะป่วยกล่าวไปใยถึงสามัญชนสัตว์ทั่วไปนี่เล่า อย่าได้ประมาทเลย
     
... เมื่อถือกำเนิดเกิดเป็นสตรีเพศได้สี่ร้อยกว่าชาติแล้ว

... ครั้นถึงพระชาติเป็นที่สิ้นสุด เศษปรทากรรมคือการล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น

... พระชาติสุดท้ายที่เกิดเป็นสตรีเพศครบห้าร้อยนั้น ด้วยอปราปรเวทนียกรรมตามสนองจึงเป็นเหตุให้พระองค์ถือกำเนิดเป็นขัตติยกุมารี ทรงพระนามว่าเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารี เป็นพระธิดาของพระเจ้าสุปปบุตรมหาราชผู้เป็นใหญ่
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 13, 2014, 12:34:20 AM
... ก็ในสมัยนั้น เป็นกัปที่มีชื่อว่า " สารกัป "

... เพราะมีพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกธาตุนี้พระองค์เดียว

... ทรงพระนามว่า องค์สมเด็จพระพุทธปุราณทีปังกรวิริยาธิกะสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า

... พระองค์ทรงเป็นพระราชบุตรของพระเจ้าสุปปบุตรมหาราช เช่นกัน

... ฉะนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าของเราซึ่งทรงพระนามว่า เจ้าฟ้าหญิงสุมิตตราชกุมารี

... จึงทรงเป็นพระกนิษฐภคินีของสมเด็จพระปุราณทีปังกรมหามุนีเจ้าพระองค์นั้น แต่ต่างพระมารดากัน
     
... เมื่อสมเด็จพระปุราณทีปังกรจอมไตรโลกุตมาจารย์เจ้าเสด็จมาอุบัติตรัสในโลก

... กาลครั้งนั้น หมู่มนุษย์นิกรนานาประชาชาติ

... มีสมเด็จพระพุทธบิดา คือ พระเจ้าสุปปบุตรมหาราชาธิราชเป็นประธาน

... ได้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาเป็นอันมาก พากันจัดสรรทำสักการะบูชาอุทิศเป็นพระพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา

... และอุปัฏฐากบำรุงด้วยจตุปัจจัยในสังฆมณฑล

... พระพุทธศาสนาถึงความเจริญรุ่งเรืองนักหนา ประชาสัตว์ต่างได้ลิ้มรสอมตธรรม

... สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลเป็นจำนวนมาก ตามสมควรแก่อุปนิสัยวาสนาบารมีของตนที่สร้างไว้
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 13, 2014, 05:24:06 AM
... วันหนึ่งเป็นเวลาสายัณหสมัยใกล้ค่ำแล้ว เจ้าหญิงสุมิตตาราชบุตรี ประทับยืนอยู่บนปราสาทชั้นที่ ๗

... ทอดพระเนตรลงมาข้างล่าง ก็ทอดทัศนาการเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งทรงสมณสารูป มีกิริยาอาการน่าเลื่อมใสยิ่งนัก

... เจ้ากูมาประดิษฐานบิณฑบาตอยู่แทบพระทวารวัง พระนางเจ้าจึงทรงจินตนาว่า

... "ภิกษุมาบิณฑบาตในเวลาเย็น อันมิใช่กาลที่ควรบิณฑบาตเช่นนี้ ชะรอยจะมีประสงค์สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นมั่นคง"

... ทรงจินตนาดังนี้แล้ว จึงดำรัสใช้บุรุษคนหนึ่งว่า

... "ท่านจงลงไปถามความต้องการของพระผู้เป็นเจ้าให้รู้แจ้งแล้วจงมา"

... ราชบุรุษรับพระดำรัสถวายบังคม ลงมาถามได้ความแล้ว กลับขึ้นไปทูลว่า

... "พระผู้เป็นเจ้า ประสงค์จะบิณฑบาตน้ำมัน "

... เจ้าหญิงสุมิตตาราชบุตรีนั้น จึงให้ไปอาราธนาพระผู้เป็นเจ้าขึ้นมาเอง ณ อาสนะอันสมควรแล้ว จึงมีพระดำรัสถามว่า
     
... "พระผู้เป็นเจ้า ต้องประสงค์น้ำมันเอาไปเพื่อประโยชน์สิ่งใด?"
     
... "ขอถวายพระพร พระราชธิดา! อาตมภาพโคจรบิณฑบาตน้ำมันได้เป็นอันมากแล้ว

... ก็แต่งประทีปมากมายนักหนาทำสักการะบูชาแด่องค์สมเด็จพระปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า จนสิ้นราตรียันรุ่ง

... ครั้นเวลาสายสว่างแล้ว พระอริยสงฆ์สาวกมาประชุมพร้อมกัน ณ สำนักแห่งพระบรมครู

... อาตมภาพก็ตามประทีปบูชาพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลายอีกเล่า แต่เฝ้ากระทำอยู่อย่างนี้เป็นนิตย์เสมอมานะ พระราชธิดา ขอถวายพระพร"
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 13, 2014, 05:28:26 AM
... ทรงได้ฟังพระคุณเจ้าเล่าถวายให้ฟังดังนี้ เจ้าสุมิตตาราชบุตรีก็มีจิตยินดีเลื่อมใสหนักหนา

... จึงทรงถือขันสุพรรณภาชน์ ยุรยาตรไปตักตวงน้ำมันพันธุ์ผักกาดจนเต็มขันแล้วก็ ทูนเหนือเศียรเกล้านำมา

... ในขณะนั้นเจ้าหญิงราชธิดาก็ทรงบังเกิดความคิดขึ้นมาว่า
     
... " สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชของเรา ได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงกระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลสัตว์โลกเป็นอันมากฉันใด กาลนานไปเบื้องหน้า ขอจงอาตมาได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง เพื่อจะอนุกูลแก่สัตว์โลกฉันนั้นเถิด "
     
... เมื่อเกิด ความคิดคำนึง ฉะนี้แล้ว พระราชธิดาเจ้าจึงนำสุพรรณภาชน์น้ำมันนั้น ลงจากเบื้องบนพระเศียรเกล้าแล้วก็รินลงในบาตรของพระคุณเจ้าจนเต็มบาตร พร้อมกับทรงตั้งมโนปณิธานว่า
     
... " ข้าแต่พระ คุณเจ้าผู้เจริญ ด้วยเดชะอานิสงส์ผลทานนี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้ความปรารถนาของข้าพเจ้าสำเร็จดังมโนรถเถิด

... พระคุณเจ้าขา ขอพระคุณเจ้าจงเอาน้ำมันนี้ไปบูชาองค์สมเด็จพระบรมเชษฐาธรรมิกราช ซึ่งตรัสเป็นองค์พระสัพพัญญูของข้าพเจ้าแล้ว ขอพระคุณเจ้าจงมีจิตการุณช่วยกราบทูลพระองค์ด้วยว่า

... พระราชบุตรีกนิษฐภคิณีของสมเด็จพระพุทธองค์เจ้านี้ ซึ่งมีนามว่า สุมิตตากุมารี มีกาลประสาทโสมนัสศรัทธายิ่งนักหนา

... ขอน้อมพระเกศถวายอภิวาทพระบาทยุคลสมเด็จพระทศพลญาณ และขอตั้งปณิธานปรารถนาดังนี้ว่า

... ด้วยเดชะอานิสงส์ผลทานนี้เป็นปัจจัยนานไปในอนาคต จักขอตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง

... แลขอให้ทรงพระนามว่าสิทธัตถะ เหมือนด้วยชื่อแห่งน้ำมันพันธุ์ผักกาดนี้ด้วยเถิด "
     
... ครั้นมีพระดำรัสไปดังนี้แล้ว สุมิตตาราชกุมารีก็ถวายอภิวาทพลางส่งพระผู้เป็นเจ้านั้นกลับไป
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 13, 2014, 05:32:43 AM
... ฝ่ายพระภิกษุผู้เป็นเจ้ารูปนั้น ครั้นได้น้ำมันตามความประสงค์มากกว่าทุกวันแล้วก็ดีใจนักหนา

... รีบอุ้มบาตรน้ำมันกลับมาสู่มหาวิหารในราตรีกาลวันนั้น พระผู้เป็นเจ้าก็ได้มีโอกาสกระทำประทีปบูชาให้สว่างไสวมากกว่าทุกวัน

... ครั้นแล้วจึงเข้าไปถวายอภิวาทสมเด็จพระสรรเพชญ์ปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจึงกราบทูลว่า
     
... " ข้าแต่พระผู้ทรงพระภาค พระเจ้าข้า! เวลาราตรีนี้ข้าพระองค์ได้ตกแต่งประทีปบูชามากขึ้นกว่าทุกราตรีเช่นที่เห็นอยู่เวลานี้ ด้วยน้ำมันพันธุ์ผักกาดอันภคินีของพระองค์ถวายมา และพระนางเจ้าได้ทำพุทธภูมิปณิธานว่า

... ด้วยเดชะผลทานที่ถวายด้วยใจเลื่อมใสยิ่งนักนี้ พระกนิษฐภคินีเจ้าปรารถนาขอได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า สิทธัตถะในอนาคต

... ข้าพระองค์โอกาสกราบทูลถามว่า ความปรารถนาของพระภคินีเจ้าจะสำเร็จหรือไม่ พระเจ้าข้า? "
     
... สมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงสดับแล้ว จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
     
... " ดูกรภิกษุ! บัดนี้ สุมิตตาราชกุมารีกนิษฐภคินีของเรานั้น เจ้ายังตั้งอยู่ในอัตภาพเป็นสตรีเพศ จึงยังไม่สมควรที่จะได้รับลัทธยาเทศคำพยากรณ์ก่อน "
     
... " พระเจ้าข้า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ! ก็พระกนิษฐภคินีของพระองค์จักไมมีโอกาสได้สำเร็จพระพุทธภูมิเลยหรือ พระเจ้าข้า "

... พระคุณเจ้ารูปนั้นถวายนมัสการกราบทูลขึ้นอีก
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 13, 2014, 05:40:47 AM
... ลำดับนั้น สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า

... จึงทรงพิจารณาดูในอดีตชาติก็ทรงทราบว่า พระกนิษฐภิคินีสุมิตตรากุมารีเจ้าได้ เคยมีพุทธภูมิปณิธานไว้นานนักหนา

... แต่ครั้งเป็นมาณพแบกมารดาว่ายข้ามมหาสมุทรเป็นเดิม

... เมื่อทรงพิจารณาดูในกาลส่วนอนาคตกาล ก็ทรงทราบว่าพระน้องนางเจ้าอาจสำเร็จซึ่งพระพุทธภูมิปณิธานได้ จึงทรงมีพระพุทธฎีกาว่า
     
... " ดูกรภิกษุ  ! กาลข้างหน้าอีกไม่นาน จักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระทีปังกรพุทธเจ้า ซึ่งเป็นนามเสมอกับด้วยเรานี้ จักเสด็จมาอุบัติตรัสในโลก

... ในกาลนั้นแล สมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จักได้กล่าวพยากรณ์ซึ่งพระภคินีของเรา พระน้องนางจักได้รับลัทธยาเทศในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น"
     
... เมื่อสมเด็จพระปุราณทีปังกรสัมมา สัมพุทธเจ้าตรัสฉะนี้แล้ว

... พระภิกษุรูปนั้นก็ถวายนมัสการกระทำปทักษิณแล้ว ก็ไปสู่ปราสาทเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตากุมารี

... เล่าแจ้งความตามที่ได้ฟังมาจากพระโอษฐพระผู้มีพระภาคเจ้า

... พอได้ทรงสดับคำบอกเล่าจบจง เจ้าฟ้าหญิงก็ทรงมีพระกมลโสมนัสยิ่งนัก มีพระเสาวณีย์ถวายนิตยปวารณาว่า

... " ข้าแต่พระคุณเจ้าขา! แต่วันนี้เป็นต้นไป ขอพระคุณเจ้าจงอย่าได้เที่ยวไปแสวงหาที่อื่นเลย พระคุณจงมารับน้ำมันในสำนักแห่งข้าพเจ้านี้เป็นนิตย์ทุกวันเถิด "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 13, 2014, 05:59:28 AM
... ตั้งแต่วันนั้นมา พระผู้เป็นเจ้าก็มารับน้ำมันพันธุ์ผักกาดจากปราสาทของเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารี ไปทำประทีปบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์สาวกเป็นนิตย์ทุกวัน
     
... ฝ่ายเจ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารีนั้นเล่า ครั้นเวลาอรุณรุ่งเช้า ก็ให้จัดแจงอาหารอันประณีตเป็นอันมาก พร้อมด้วยเครื่องสักการะบูชามีมาลาและของหอมเป็นอาทิ

... แวดล้อมด้วยบริวารเข้าสู่มหาวิหาร ถวายบิณฑบาตทาน(สังฆทาน)แก่หมู่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง

... ก็จำเดิมแต่กาลนั้นมา เจ้าฟ้าหญิงก็มีให้พระหฤทัยเบื่อหน่ายจากความที่ได้อัตภาพเป็นสตรีเพศยิ่งนัก สู้อุตส่าห์ก้มหน้าบำเพ็ญกุศล

... เป็นต้นว่าบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนาในพุทธานุสสติกรรมฐานเป็นอาจิณ

... ครั้นสิ้นพระชนมายุแล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก ก็เป็นอันว่า

... บัดนี้ สมเด็จพระโพธิสัตว์เจ้าของเราทรงหมดสิ้นจากเศษปรทารกรรมความล่วงเกินภรรยา ของผู้อื่นแต่เพียงนี้


... *** ได้ยินว่า พระผูัเป็นเจ้ารูปที่รับบิณฑบาตน้ำมันจากเจ้าหญิงสุมิตตานั้น เป็นพระโพธิสัตว์ปรารถนาพุทธภูมิ จวนจะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว

... และในกาลต่อมา พระผู้เป็นเจ้ารูปนั้นได้ตรัสเป็น พระพุทธทีปังกรบรมครู ผู้ทรงตรัสพยากรณ์ท่านสุเมธดาบสว่า ต่อไปในกาลข้างหน้า จะได้ตรัสเป็น พระสมณโคดมบรมศาสดา

... และด้วยผลบุญที่พระผู้เป็นเจ้าโพธิสัตว์รูปนั้น ตกแต่งทำประทีปบูชาองค์สมเด็จพระปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์สาวกเป็นนิตย์ทุกวัน ชาติที่ได้ตรัสเป็น พระทีปังกรวิริยาธิกะพุทธเจ้านั้น ทรงมีพระพทธรัศมีแผ่ไป ๑๒ โยชน์ (๑๙๒ กิโลเมตร)เป็นนิตย์ ทั้งกลางวันกลางคืน

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 21, 2014, 07:52:47 AM
สัตตุตาปะราชา
     
.... ในกาลเมื่อพระพุทธอังคีรสบรมครูของเรายังเป็นพระโพธิสัตว์บารมีต้นอยู่นั้น พระชาติหนึ่งทรงบังเกิดในขัตติยตระกูล ณ พระนครที่ปรากฎนามว่า สิริบดีนคร

.... เมื่อพระชนมพรรษาทรงเจริญแล้ว พระราชบิดาก็เสด็จทิวงคตล่วงลับไป

... พระองค์จึงได้เสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่า พระเจ้าสัตตุตาปนราชาธิราช

... มีพระบรมเดชานุภาพเป็นอันมาก ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาชนโดยทศพิธราชธรรม

... ก็พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงมีพระหฤทัยรักใคร่ในหัตถีพาหนะ คือ ช้างทรงเป็นอย่างยิ่ง

... พระองค์ได้ทรงสดับว่ามีมงคลคชสารอยู่ ณ ประเทศที่ใดแล้ว ก็ทรงพระอุตสาหะเสด็จไปประทับแรมอยู่ ณ ประเทศนั้น จนกว่าจะจับมงคลคชสารได้ จึงจะเสด็จกลับนำมาสู่พระนคร แล้วทรงมอบให้นายหัตถาจารย์ผู้วิเศษชำนาญเวทย์ฝึกสอนต่อไป
     
... สมัยนั้น ที่แขวงเมืองสิรบดี มีพรานไพรพเนจรผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นคนเจนจัดสันทัดเที่ยวไปในทางเถื่อนทุรประเทศ

... วันหนึ่ง เขาสัญจรไปในอรัญราวป่าเพื่อแสวงหาเนื้อ แต่มิได้ประสบพบพานหมู่มฤคแลฟานโดยที่สุด แม้แต่สัตว์เดียรฉานสักตัวเดียวพอที่จะล่าได้

... ก็ไม่อาจกลับบ้านได้ด้วยมือเปล่าตามวิสัยพราน จึงลดเลี้ยวเที่ยวไปในป่าลึก จนล่วงหนทางที่ท่องเที่ยวไปของมนุษย์

... ก็บังเอิญไปพบมงคลคชสารสีเศวตผู้ผ่องพรรณงามด้วยงวงงาปรากฎขาวราวขนทรายจามรี ท่องเที่ยวอยู่ที่ถิ่นสถานสระโบกขรณีแห่งหนึ่ง แล้วจึงคิดรำพึงว่า
     
... " แต่อาตมาเที่ยวป่ามาช้านาน นับเดือนและปีก็ได้มากแล้ว ยังไม่เคยพบมงคลหัตถ์เช่นนี้เลย ก็คราวนี้ตั้งแต่ออกจากบ้านมา เราไม่ได้ประสบเนื้อถึกมฤคี แม้แต่หมีเม่น กระต่าย ฟานทราย นกกระทา ตัวใดตัวหนึ่งก็ไม่ได้พบพาน จึงได้ล่วงดงกันดารมาถึงสถานที่นี้ บุตรภริยาเราก็ไม่ได้สิ่งใดเลี้ยงชีวิต อย่ากระนั้นเลย เราจะนำเอาข่าวพญาคชสารสีเศวตนี้เข้าไปเป็นบรรณการกราบทูลให้พ่อเจ้าอยู่หัวของเราทรงทราบ น่าที่จะได้ทรัพย์ข้าวของรางวัลเลี้ยงชีวิตได้ "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 21, 2014, 07:59:11 AM
... ครั้นคิดสำเร็จตกลงใจดังนี้แล้ว ตะแกก็ตั้งใจจดจำป่าเขาได้ขึ้นใจ แล้วก็กลับมาในเมืองเข้าไปหยุดอยู่แทบประตูวัง แล้วจึงบอกความนั้นให้ท่านข้างในนำไปกราบทูล เพื่อทราบเนื้อความ

... ครั้นพระเจ้าสัตตุตาปะมหาสัตว์ทรงทราบความแล้ว ก็พระราชทานทรัพย์เป็นรางวัลแก่พรานไพรเป็นอันมาก

... แล้วมีรับสั่งให้ตระเตรียมพลพาหนะเสด็จออกจากพระนคร ให้พรานนั้นเป็นคนนำทาง เสด็จมาตามระหว่างเขาไม้ไพรพนมโดยลำดับ จนบรรลุถึงประเทศที่นั้น
     
... ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นมงคลคชสาร ก็ทรงโสมนัสดำรัสสั่งให้แวดล้อมด้วยคชพาหนะคชาธารเป็นอันมาก ก็ทรงจับพญาคชสารนั้นได้โดยไม่ยาก แล้วนำมาพระนครดำรัสสั่งให้นายหัตถาจารย์ผู้ฝึกช้างเข้ามา เมื่อพระราชทานรางวัลแล้วจึงมีราชโองการว่า
     
... " ดูกร พ่อหัตถาจารย์! ในระหว่างกาล ๗-๘ วันนี้ ท่านจงเร่งฝึกสอนมงคลคชสารที่เราจับมาจากป่าให้มีมารยาทเป็นอันดี เราจะเล่นนักขัตฤกษ์มหรสพด้วยมงคลหัตถีอันประเสริฐตัวนี้ "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 21, 2014, 08:06:20 AM
  ... ฝ่ายนายหัตถาจารย์ รับพระราชโองการแล้วก็เข้าทำการฝึกสอนพญาช้างให้สำเหนียกโดยให้โอสถ และให้หญ้าเป็นอาหาร

... เพราะความที่ตนเป็นผู้ชำนาญในการฝึกช้างเป็นอย่างเยี่ยม ทั้งรอบรู้ในคชวิชาเป็นอย่างดี

... ต่อมาไม่ช้าล่วงมาได้ ๓ วันพญาคชสารประเสริฐตัวนั้น เป็นอันถูกฝึกสอนทรมานเป็นอันดีแล้ว จึงนำมาถวายได้ตามกำหนด

... ครั้นพอถึงวันนักขัตฤกษ์ สมเด็จพระบรมกษัตริย์จึงสั่งให้ประดับมงคลคชสารนั้น ด้วยมงคลหัศดาภรณ์พิเศษ ซึ่งล้วนแล้วด้วยแก้วแลทองกุก่องตระการเสร็จแล้ว

... ก็เสด็จทรงมงคลคชสารนั้นออกด้วยจตุรงนิกรเสนาโยคะมหาราชบริวารเป็นอิสสริยยศใหญ่ยิ่ง เพื่อจะทรงเล่นนักขัตฤกษ์ แล้วก็เลยเสด็จทำประทักษิณพระนคร คือ เลียบเมืองเป็นที่พระสำราญพระราชหฤทัย
     
... ก็ในเวลาราตรีที่ล่วงหน้า ได้มีฝูงช้างโขลงทั้งหลายมาแต่ราวป่าเข้าลุยเล่นในสวนพระราชอุทยาน ไล่หักรานพรรณพฤกษาที่ทรงผลพวงผกาบุบผาชาติใหญ่น้อยทั้งสิ้นให้แหลกย่อยยับแล้ว

... มิหนำซ้ำยังถ่ายมูตรกรีสลงไว้ในที่นั้นเกลื่อนกลาดแล้วก็พากันหนีไป

... ครั้นเวลารุ่งสางสว่างกาล นายอุทยานบาลเห็นอุทยานเสียหายอยู่เช่นนั้น จึงด่วนพลันนำเอาเนื้อความเข้าไปเพื่อจะกราบทูล ในขณะที่สมเด็จพระบรมกษัตริย์เสด็จกลับจากประทักษิณพระนคร เมื่อถึงที่เฝ้าแล้ว ก็ยอกรประณมบังคมทูลว่า
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 12:13:02 AM
... " ข้าแต่พระองค์! เมื่อเวลารัตติกาลนี้มีฝูงช้างโขลงมาแต่ไพร บุกเข้ามาลุยไล่หักรานพรรณพฤกษาในพระราชอุทยานแหลกเหลวสิ้นแล้วพระเจ้าข้า "
     
... สมเด็จพระบรมกษัตริย์ได้ทรงสดับเช่นนั้น ก็ตรัสสั่งให้เดินขบวนด่วน เสด็จออกไปเพื่อจะทรงทอดพระนครพระราชอุทยาน

.... ครั้นถึงแล้วก็ทรงเที่ยวทอดพระเนตรดูไปจนทั่ว

... ในขณะนั้น พญามงคลคชาธารพระที่นั่งทรงตัวประเสริฐก็บังเอิญได้สูดดมกลิ่นแห่งนางพังช้างตัวเมียทั้งหลาย ซึ่งมีกลิ่นติดอยู่ในที่นั้นๆ ก็เกิดความเมามัวขึ้นมาภายในด้วยอำนาจราคะดำกฤษณาให้เกิดความเสียวกระสัน

... จึงสลัดกายให้นายควาญท้ายตกลงแล้ว ก็คลุ้มคลั่งแทงสถานกำแพงอุทยานทะลายลง แล้วก็ลุแล่นไปไม่หยุดยั้ง

... สมเด็จพระบรมกษัตริย์จึงทรงพระแสงขอคอเกี่ยวเหนี่ยวไว้ด้วยพละกำลัง ก็มิสามารถจะให้พญาคชสารนั้นหมดความบ้าคลั่ง และรู้สึกตัวกลัวเจ็บได้ พญามงคลคชสารตัวใหญ่จึงพาพระองค์สละจาตุรงค์นิกายน้อยใหญ่ทั้งปวงไปโดยเร็ว

...  ครั้นแล่นเข้ามาถึงอรัญราวไพรแล้ว พระองค์ได้เสวยความลำบากบอบช้ำระกำพระองค์ แต่ก็จำต้องทรงพระทรมานมากับพญาหัตถี ทรงหมดพระปัญญาที่จะหยุดยั้งไว้ได้

... ครั้นยิ่งแล่นไปนานนักหนา สมเด็จพระราชก็ให้เกิดมีอันเป็นทรงพระมึนงง มิอาจที่จะทรงกำหนดทิศานุทิศได้ จึงทรงวินิจนึกในพระหฤทัยว่า

... " ถ้าเราจักไม่ปล่อยพญาช้างที่กำลังบ้าคลั่งตัวนี้เสียแล้ว เกลือกว่าไปประสบได้ประสานสัปยุทธกับช้างอื่นก็น่าที่จะทำให้อาตมาแตกกาย ทำลายชีวิตเสียเป็นแน่แท้ อย่ากระนั้นเลย จำเราจะสละพญาหัตถีนี้เสียก่อนเถิด "

... มีพระสติดังนี้แล้ว จึงทอดพระเนตรสังเกตดูหมู่ไพรริมทางจร ครั้นถึงไม้อุทุมพรต้นมะเดื่อใหญ่ต้นหนึ่ง มีกิ่งทิ้งทอดห้อยลง พระองค์จึงโน้มพระกายขึ้นเกาะบนกิ่งไม้อุทุมพรนั้นได้แล้ว

... ปล่อยให้พญาหัตถีวิ่งเตลิดไปตามเรื่อง ส่วนพระองค์ทรงนั่งบนกิ่งไม้ให้ทรงหิวกระหายนักหนา จึงทรงเสวยผลมะเดื่อนั้นไปพลาง

... ข้างฝ่ายพวกพลนิกาย ก็มีใจเป็นห่วงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของตนยิ่งนัก จึงพากันเร่งรีบตามรอยช้าง ล่วงทางมาได้ไกลนักหนาจนเข้ามาถึงป่าใหญ่

... ครั้นยังไม่พบพระบรมกษัตริย์ ก็กระทำอุโฆษประสานศัพท์สำเนียงบันลือลั่นสนั่นมา

... สมเด็จพระราชาได้ทรงสดับ จึงทรงอุโฆษร้องรับ พวกพลนิกายได้ยินพระสุรเสียงก็พากันเข้าไปถึง จึงเห็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสถิตอยู่บนคบไม้มะเดื่อ ก็เชิญเสด็จรับพระองค์ลงมาจากคบพฤกษาแล้ว ก็ประโคมดุริยดนตรีเชิญองค์บรมนราธิบดีเสด็จกลับสู่พระนคร
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 12:17:18 AM
... ครั้นประทับแท่นสีห์อาสน์อันประเสริฐแล้ว จึงดำรัสสั่งให้หานายหัตถาจารย์เข้ามาเฝ้า แล้วตรัสถามว่า

... " ดูกร นายหัตถาจารย์ผู้เจริญ! ตัวท่านนี้มีความผิด ด้วยประสงค์จะใคร่ฆ่าเราเสียมิใช่หรือ "

... นายหัตถาจารย์ผู้ฝึกช้าง จึงกลับทูลสนองพระราชปุจฉาว่า

... " ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่! เหตุไฉน พระองค์จึงดำรัสเหนือเกล้ากับข้าพระพุทธเจ้าฉะนี้ ก็พญามงคลราชหัตถีนั้น เกล้ากระหม่อมก็ได้ฝึกสอนด้วยดีเป็นอย่างยิ่งแล้ว พระเจ้าข้า "

... " ก็...เหตุใด พญาช้างจึงอาละวาดวิ่งพาเราเข้าป่าไปให้ได้รับความลำบากแทบล้มประดาตาย เป็นการสนุกอยู่เมื่อไหร่? "

... พระราชาทรงถามด้วยความขุ่นพระทัย

... " พระเจ้าข้า " นายหัตถาจารย์ทูลตอบ

... " ซึ่งพญาหัตถีให้มีอันเป็นวิปริตไปเช่นนี้นั้น เป็นเพราะอำนาจความเร่าร้อนแห่งราคะกิเลส แม้ได้สมความต้องการของตนแล้ว ก็คงจะกลับมาดอก พระเจ้าข้า "

... เขาทูลอธิบายด้วยความเชี่ยวชาญมั่นใจในวิชาที่ตนร่ำเรียนมา

... " เออ...ดีแล้ว " พระราชายังไม่หายขุ่นพระทัย

... " ถ้ากระนั้น จงยับยั้งอยู่ก่อน กว่ามงคลกุญชรนั้นจะกลับมา ถ้าพญามงคลหัตถีกลับมาก็เป็นบุญวาสนาของเจ้า ถ้าแม้นมิได้กลับมา ชีวิตของเจ้าก็จักมิได้มี "

... ดำรัสฉะนี้แล้ว ก็รับสั่งให้คุมตัวนายหัตถาจารย์ผู้วิเศษนั้นไว้ให้มั่นคง เพื่อรอการลงพระราชอาญา หากว่าพญามงคลหัตถีไม่กลับมาตามคำ

... ส่วนพญามงคลหัตถีตัวประเสริฐนั้น ครั้นวิ่งคลุ้มคลั่งไปด้วยอำนาจราคะดำกฤษณาไปทันนางช้างเถื่อนในไพร สำเร็จมโนรถประสงค์ของตนแล้ว ก็รีบกลับมาในเมืองเข้าไปในที่ตนอยู่

... เมื่อเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง นายหัตถาจารย์ก็ตื่นขึ้นเห็นมงคลคชสารยืนอยู่ในโรงแล้ว รุ่งเช้าจึงเข้าไปเฝ้ากราบทูลแต่สมเด็จพระราชา พระองค์ก็ทรงพระโสมนัสปรีดาหายโกรธเคือง รีบเสด็จลงมาจากปราสาทโดยด่วน ถึงโรงมงคลคชาธารทอดพระเนตรเห็นมงคลคชสารสีเศวต จึงเสด็จเข้าไปใกล้ ยกพระกรขึ้นปรามาสลูบคลำท้องและงาพญาช้างแล้ว จึงมีพระดำรัสว่า...
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 12:24:11 AM
... " เออ...ก็มงคลราชหัตถี ท่านสามารถฝึกสอนให้รู้ดีถึงเพียงนี้แล้ว เหตุไฉน เมื่อยามแล่นไปในวันนั้น เรากดเกี่ยวเหนี่ยวไว้โดยแรงด้วยพระแสงขออันคมยิ่ง ยังไม่สามารถที่จะห้ามได้ มันเป็นเพราะเหตุใดหนอ พ่อหัตถาจารย์? "
     
... " พระเจ้าข้า เหตุไฉน พระองค์จึงตรัสดังนี้เล่า "

... ท่านอาจารย์ช้างผู้ขมังเวทย์ได้ทีจึงรับทูลตอบ


... " ขึ้นชื่อว่าราคะดำกฤษณานี้ ย่อมมีคมเฉียบแหลมยิ่ง เกินกว่าคมแห่งพระแสงขอนั้นไปร้อยพันทวี

... อนึ่ง ถ้าจะว่าช้างร้อนเล่า ขึ้นชื่อว่าร้อนแห่งเพลิงคือราคะดำกฤษณานี้ ย่อมร้อนรุ่มอยู่ในทรวงของสัตว์บุคคลอย่างเหลือร้อน ยิ่งกว่าร้อนแห่งเพลิงตามปกติเป็นไหนๆ

... อนึ่ง ถ้าจะว่าไปข้างเป็นพิษเล่า

.. ขึ้นชื่อว่าพิษคือราคะดำกฤษณานี้ ย่อมมีพิษซึมซาบฉุนเฉียวเรี่ยวแรงรวดเร็วยิ่งเกินกว่าพิษแห่งจตุรภิธภุชงค์ คือ พิษพระยานาคทั้งสี่ชาติ สี่ตระกูลเป็นไหนๆ

... เพราะเหตุนั้น ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงไม่อาจเพื่อจะเที่ยวกดพญามงคลราชหัตถี ซึ่งแล่นได้ด้วยแรงแห่งราคะดำกฤษณานั้น ให้หยุดยั้งด้วยกำลังพระแสงขอได้ พระเจ้าข้า "


... นายหัตถาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพูดอธิบายอย่างยืดยาว
     
... " เออ...ก็ไฉนพญาคชสารนี้ จึงกลับมาโดยลำพังใจตนเอง? "

... พระเจ้าอยู่หัวทรงถามขึ้น หลังจากที่ทรงนิ่งฟังท่านอาจารย์ช้างอธิบายอยู่ นายหัตถาจารย์จึงทูลตอบว่า
     
... " พระเจ้าข้า ข้อซึ่งพญาช้างไปแล้วและกลับมานั้น ใช่ว่าจะมาโดยใจตนก็หาไม่ โดยที่แท้ กลับมาด้วยกำลังอำนาจมนตรามหาโอสถของข้าพระพุทธเจ้า "
     
... ได้ทรงสดับดังนั้น พระองค์จึงดำรัสว่า

... " ถ้ากระนั้น ท่านจงแสดงกำลังมนต์และโอสถให้เราเห็นสักหน่อยเถิดเป็นไร "

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 12:27:37 AM
... นายหัตถาจารย์ผู้เรืองเวทย์ รับพระราชโองการแล้ว หวังจักสำแดงอำนาจมนต์ของตนให้ประจักษ์แก่สายตาชาวพระนคร

... จึงสั่งให้บริวารไปนำเอาก้อนเหล็กก้อนใหญ่มา แล้วให้ช่างทองเอาใส่เตาสูบ เผาด้วยเพลิงให้ก้อนเหล็กนั้นสุกแดงแล้ว

... จึงเอาคีมหยิบออกจากเตา เรียกพญาช้างเข้ามาแล้วก็ร่ายมนต์มหาโอสถประเสริฐ พลางบังคับให้คชสารจับเอาก้อนเหล็กแดงนั้นด้วยคำกำชับสั่งว่า

... " ดูกร พญานาคินทร์ผู้ประเสริฐ! ตัวท่านจงหยิบเอาก้อนเหล็กนั้นในกาลบัดนี้ แม้นเรายังไม่ได้บอกให้วาง ท่านจงอย่าได้วางเลยเป็นอันขาด "
     
... พญาคชสารตัวทรงพลัง ครั้นได้ฟังคำนายหัตถาจารย์สั่งบังคับ ก็ยื่นงวงมาจ้องจับเอาก้อนเหล็กซึ่งลุกเป็นไฟ

... แม้วาจะร้อนงวงเหลือหลาย จนงวงไหม้ลุกเป็นเปลวควันขึ้นก็ดี ก็ไม่อาจจะทิ้งก้อนเหล็กนั้นเสียได้ ด้วยกลัวต่อกำลังมนตราของนายหัตถาจารย์นั้นเป็นกำลัง

... สมเด็จพระบรมกษัตริย์ทอดพระเนตรเห็นงวงคชสารถูกเพลิงไหม้อยู่เช่นนั้น ก็ทรงเกรงพญาช้างจะถึงแก่กาลมรณะ จึงดำรัสสั่งให้นายหัตถาจารย์ บอกให้พญาช้างสารทิ้งก้อนเหล็กนั้นเสีย

... แล้วทรงหวนคิดถึงราคะดำกฤษณาของพญาช้างที่ยืนอยู่ตรงพระพักตร์ พร้อมกับคำชักอุปมาอธิบายของนายหัตถาจารย์เมื่อครู่นี้ ทรงรำพึงไป ก็ยิ่งทรงสังเวชในพระราชหฤทัยแสนทวี จึงทรงเปล่งออกซึ่งสังเวชวาทีว่า
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 12:55:36 AM
... " โอหนอ...น่าสมเพชนักหนา

... ด้วยฝูงสัตว์มาติดต้องข้องขัดอยู่ด้วยราคะดำกฤษณา อันมีพิษพิลึกน่าสะพรึงกลัวร้ายกาจยิ่งนัก

... ราคะ คือ ความกำหนัดนี้ ย่อมมีอาทีนวโทษเป็นอันมาก

... ก็เพราะเพลิงราคะมีกำลังหยาบช้ากล้าแข็ง ร้อนรุ่มสุมทรวงสัตว์ทั้งหลายอยู่อย่างนี้

... สัตว์ทั้งหลายจึงต้องถูกราคะกิเลสย่ำยีบีฑา นำทุกข์มาทุ่มถมให้จมอยู่ในอู่แอ่งอ่าวโลกโอฆสงสาร ไม่มีวันสิ้นสุดลงได้

... เพราะราคะกิเลสนี่แล สัตว์ทั้งหลายจึงต้องไปตกนรกหมกไหม้อยู่ในมหานรกทั้งแปดขุม

... และสัตว์ทั้งหลายบางหมู่ต้องไปเกิดอยู่ในอุสสุทนรกบริวารมีประมาณร้อยยี่สิบแปดขุม

... อนึ่ง เพราะอาศัยราคะกิเลสนี้ สัตว์ทั้งหลายจึงต้องทนทุกขเวทนาอยู่ในเปติวิสัยภูมิ

... และสัตว์ทั้งหลายบางหมู่ต้องไปเกิดอยู่ในกำเนิดเดียรฉาน สัตว์ทั้งหลายที่ต้องบ่ายหน้าไปสู่อบายภูมิ ก็เพราะอาศัยราคะดำกฤษณาเป็นประการสำคัญ ฉะนั้นจึงน่าสมเพชนัก "

     
... ครั้นทรงแสดงสังเวชวาทีฉะนี้แล้ว สมเด็จพระบรมกษัตริย์หน่อพระพุทธางกูร จึงตรัสแสดงอาทีนวโทษแห่งราคะดำกฤษณาต่อไปว่า
     
... " บรรดาสัตว์ทั้งหลายในโลกสันนิวาสนี้ เพราะอาศัยราคะดำกฤษณาย่อมเบียดเบียนบีฑาซึ่งกันและกัน เป็นต้นว่า

... บิดาย่อมเบียดเบียนบุตร บางทีฆ่าเสียก็มี

... บุตรย่อมเบียดเบียนบิดา บางทีฆ่าเสียก็มี

... บิดาย่อมเบียดเบียนธิดาตน เพราะร้อนรนด้วยราคะกฤษณาก็มี
     
... อนึ่ง  ฝูงสัตว์ในโลกสันนิวาสนี้เพราะร้อนด้วยราคะย่อมเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เป็นต้นว่า

... บุตรย่อมเบียดเบียนชนนี บางทีฆ่าเสียก็มี

... ชนนีย่อมเบียดเบียนบุตร บางทีฆ่าเสียก็มี

... บางทีพี่ชายมุ่งหมายปองร้าย ราวีตีรันฟันฆ่าน้องชายของตนให้ตายก็มี

... บางมีพี่หญิงย่อมบีฑาฆ่าน้องสาว ที่สืบกษิรมารดาเดียวกันมาก็มี

... บางทีหลานสาวบีฑาลุงตัวให้ตายก็มี

... บางทีลุงลุ่มหลงลงทัณฑกรรมบีฑาหลานสาวตนเองก็มี

... บางทีภัสดาย่อมบีฑาโบยรันฟันแทงภริยาตน ให้ถึงตายก็มี

... บางทีภริยาบีพ่าฆ่าตีสามีตน ให้ถึงตายก็มี
     
... สัตว์ทั้งหลายเห็นเช่นนี้ เพราะอาศัยความร้อนแห่งพลังราคะดำกฤษณามาบีฑา ให้ระทมตรมทุกข์ ถึงซึ่งความพินาศนานาประการ

... แม้แต่บุตร ธิดา มารดา บิดา และภรรยาสามีที่แสนรักนักหนาแล้ว ยังเบียดเบียนบีฑากันเพราะอำนาจราคะกิเลสเป็นมูลฐาน มากกว่ามากสุดประมาณ
     
... อีกประการหนึ่ง ฝูงสัตว์ในโลกสันนิวาสนี้ เพราะอาศัยอำนาจราคะดำกฤษณา บางคราย่อมจ่ายทรัพย์สินไปในทางไร้ประโยชน์

... บางทีย่อมเสื่อมจากยศและเกียรติคุณ

... บางทีย่อมประกอบกรรมทำสิ่งที่เป็นโทษ

... บางทีย่อมทำความสุขให้เสื่อมสิ้นทุกเมื่อ และให้ใจเชือนเบือนเบื่อจากกุศล ห้ามทางข้างฝ่ายสุคติภพ

... บางทีให้ลุอำนาจแก่ความโลภและความโกรธ และให้เจริญโทษทุกภพทุกชาติที่เกิด ให้ถือกำเนิดในอบายภูมิทั้งสี่

... เพียงเท่านี้ก็หาไม่ ฝูงสัตว์ทั้งหลายในโลกสันนิวาสนี้ เพราะอาศัยอำนาจราคะดำกฤษณา บางคราย่อมทำตนให้พินาศจากศีลสมาทาน

... บางกาลย่อมทำตนให้เสื่อมจากภาวนาสมาธิจิตเป็นนิจกาล

... ก็อันว่าความอากูลด้วยราคะกิเลส ย่อมเป็นเหตุให้เกิดอาทีนวโทษให้เสวยทุกข์มากกว่ามาก

... และเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายต้องเศร้าหมองมีประการต่างๆ อย่างพรรณนามา ฉะนี้ "

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 01:12:57 AM
... พระเจ้าสัตตุตาประชา ตรัสแสดงอาทีนวโทษแห่งราคะดำกฤษณาอย่างมากมายดังนี้แล้ว

... จึงพระราชทานรางวัลแก่นายหัตถาจารย์เป็นอันมาก แล้วก็ทรงคำนึงในพระราชหฤทัยว่า

... " สัตว์ทั้งหลายในโลกสันนิวาสนี้ จักพ้นจากอำนาจราคะดำกฤษณา อันเป็นทุกข์ภัยในวัฏฏะนี้ได้ด้วยประการใด? "

... แล้วจึงทรงเห็นแท้แน่ในพระราชหฤทัยว่า

... " ธรรวมทั้งหลายอื่นนอกจากพุทธกรกธรรมแล้ว ก็ไม่เห็นว่าสิ่งไรอื่นที่จะเปลื้องตนไปให้พ้นจากวัฏฏะ "

... เพราะฉะนั้น พระองค์จึงหยั่งพระราชหฤทัยลงเที่ยง ถือเอาพระพุทธภูมิปณิธานว่า
     
... " เรา ได้ตรัสรู้ซึ่งพระโพธิญาณแล้ว ก็จักทำสัตว์ทั้งหลายให้รู้ด้วย เราพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารเมื่อใด ก็จักทำสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารเมื่อนั้นด้วย "
     
... ครั้นทรงกระทำปณิธานปรารถนา เฉพาะพระพุทธภูมิในพระราชหฤทัยด้วยประการฉะนี้แล้ว

... ก็ทรงสละสิริราชสมบัติประหนึ่งบุคคลสลัดเสียซึ่งก้อนข้าวอันคั่งค้างอยู่ปลายลิ้น สิ้นเยื่อใยในฆราวาสวิสัย พระองค์แต่ผู้เดียวเที่ยวไปสู่ป่าหิมวันต์ประเทศ แล้วทรงเพศเป็นดาบส บำเพ็ญภาวนาอยู่ตราบเท่าพระชนมายุขัยแล้ว ไปบังเกิดในพรหมโลก
     
... เรื่อง ในอดีตที่พรรณนามานี้ มีข้อความประการหนึ่งซึ่งควรนำมากล่าวไว้ในทีนี้ด้วย เพื่อเป็นเครื่องช่วยให้เห็นการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอย่างแจ่มชัดก็ คือว่า
     
... พระเจ้าสัตตุตาปะราชา กลับชาติมาก็คือ องค์สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครูเจ้าของชาวเราพุทธบริษัททั้งหลาย
     
... พญามงคลหัตถี กลับชาติมาในชาติสุดท้ายภายหลัง คือ พระมหากัสสปะเถระเจ้าสังหวุฒาจารย์ ซึ่งเป็นพระมหาเถระอรหันต์สำคัญที่สุดองค์หนึ่งในศาสนาของเรานี้
     
... นายหัตถาจารย์ผู้ชำนาญเวทย์ กลับมาในชาติสุดท้ายภายหลัง จักได้ตรัสเป็นสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจักมาตรัสในอนาคตกาล หลังจากศาสนาของสมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครูเจ้า (นับจาก พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ประมาณ ๙๙๙,๙๗๓ ปีมนุษย์ พระศรีอาริย์ฯ จะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ของภัทรกัป แถวรัฐฉาน ประเทศพม่า ห่างจากชายแดนไทยไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ) ที่เราท่านทั้งหลายเคารพนับถือกันอยู่ทุกวันนี้ เสื่อมคลายสลายสูญไปจากโลกนี้แล้ว

... และเมื่อสมเด็จพระศรีอริยเมตไตรยได้ตรัสรู้ประกาศพระศาสนาแล้ว เมื่ออีกไม่กี่วันจะปรินิพพาน พระบรมครูจักเสด็จไปที่ภูเขากุกกุฏสัมปาตบรรตอันเป็นที่บรรจุศพของพระมหากัสสปเถรเจ้าแล้ว พระองค์เจ้าจักยื่นพระหัตถ์เบื้องขวาช้อนเอาซากศพของพระสังฆวุฒาจารย์ อรหันต์กัสสปนั้น ขึ้นชูไว้บนฝ่าพระหัตถ์อันประกอบด้วยจักรลักษณะแล้ว จะมีพระพุทธฏีกาตรัสแก่พระอริยสงฆ์ทั้งหลายว่า
     
... " ดูกร เธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย! เธอจงพากันมองดูซึ่งซากศพนี้ นี่คือศพของผู้เป็นพี่ชายของตถาคต ซึ่งเป็นสาวกผู้ใหญ่ในศาสนาของพระสมณโคดมบรมครู (สมเด็จพระศรีอริยเมตไตรย เคยบวชเป็นพระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีนามว่า อชิตภิกษุ เป็นภิกษุหนุ่มมีพรรษาน้อย ฉะนั้น พระองค์จึงทรงเรียกพระมหากัสสปเถรเจ้าด้วยคำกล่าวออกนามว่า " พี่ชายของตถาคต " ในกาลครั้งนั้น) มีนามว่าพระอริยะกัสสปะเถระ เป็นผู้ทรงคุณพิเศษถือธุดงควัตร  จนตราบเท่าดับขันธปรินิพพาน "
   
... ทรงมีพระพุทธฏีกาตรัสแนะนำดังนี้แล้ว พระศรีอริยเมตไตรยบรมครูก็ทรงสรรเสริญคุณแห่งพระมหากัสสปเถรเจ้าอีกมากมาย ลึกซึ้งนักหนา ต่อหน้าพระอริยสงฆ์ทั้งหลายเป็นอันมาก

... ในขณะนั้น เปลวอัคคีก็จะบันดาลมีเกิดขึ้นเองในซากอสุภของพระเถรเจ้า แล้วก็ค่อยลามเลียลุกไหม้ศพให้สิ้นซากปราศจากเถ้าถ่าน อยู่บนฝ่าพระหัตถ์ ของสมเด็จพระสรรเพชญศรีอริยเมตไตรย ในกาลครั้งนั้นเป็นอัศจรรย์

... และด้วยเหตุนี้แล ตำรากล่าวว่าเป็นเหตุให้พระบรมศาสดาพระเมตไตรยพุทธเจ้าปรินิพพาน
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 08:20:39 PM
คัมภีร์พระอนาคตวงศ์
สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยวิริยาธิกะสัมมาสัมพุทธเจ้า
     
... ตามที่ปรากฏหลักฐานในพระอนาคตวงศ์ เรื่องการเกื้อกูลกันในการสร้างพระโพธิญาณ ของพระเมตไตรยโพธิสัตว์กับพระสุมงคลโพธิสัตว์ความว่า

... ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระสรรเพชญพุทธเจ้า เสด็จยับยั้งอาศัยใกล้กรุงสาวัตถีมหานคร

... วสนฺโต เมื่อสมเด็จพระชินวรผู้ทรงญาณสำราญพระอิริยาบถ เข้าพระพรรษาอยู่ในบุพพารามอันนางวิสาขาสร้างถวายสิ้นทรัพย์ ๒๗ โกฏิ

... ครั้งนั้น พระองค์ทรงปรารภซึ่งพระอชิตะเถระผู้หน่อบรมพุทธางกูร(ลูกชายพระเจ้าอชาตศัตรู)ให้เป็นเหตุ

... พระบรมโลกเชษฐ์  จึงตรัสพระธรรมเทศนาสำแดงซึ่งพระโพธิสัตว์ทั้ง ๑๐พระองค์ อันจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล (นับระยะกาลจากสมัยองค์พระปัจจุบันถึงสมัยพระสุมงคลพุทธเจ้า มีระยะเวลา ๕ อสงไขย ๕๐๐,๐๐๐ กัป และหนึ่งอสงไขย พระท่านว่า มีหนึ่งหมื่นล้านกัป และ กัปหนึ่ง กินระยะเวลาไม่ต่ำกว่า ๘๐ ล้านปี)
     
... ครั้งนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร จึงกราบทูลอาราธนาสมเด็จพระทศพล ให้ทรงแสดงอดีตนิทานแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๐ พระองค์ที่จะลงมาตรัสรู้ในอนาคตกาลเบื้องหน้าต่อไป เป็นใจความว่า
     
... หลังจากสิ้นศาสนาตถาคตไปแล้วหนึ่งพันห้าร้อยปี ผู้คนมีจิตใจหยาบช้าไม่เคารพในศีลห้า  ชอบฆ่าสัตว์ ลักขโมย ผิดลูกเมียคนอื่น ชอบพูดโกหก ชอบดื่มสุราเมรัยเครื่องดองของเมา ยาเสพย์ติดให้โทษนานา   
     
... พระอาทิตย์จะร้อนแรงแผดเผาน้ำในมหาสมุทรให้แห้งเหือด ต้นไม้ใบหญ้าก็แห้งกรอบจนเกิดเป็นไฟลุกไหม้ไปทั่วโลก มนุษย์แลสัตว์ทั้งหลายก็ตายจนหมดสิ้น

... โลกจะร้าง ไม่มีต้นไม้ กอหญ้า มนุษย์และสัตว์ มหาสมุทรก็แห้งเหือดไม่มีน้ำจนครบพันปี

... หลังจากนั้นจะมีฝนตกใหญ่ในมนุษย์โลก จนน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง และมหาสมุทรเต็มเปี่ยม พื้นโลกชุ่มชื้นขึ้น

... ก็บังเกิดมีต้นไม้ ต้นหญ้างอกงาม จนโลกทั้งโลกกลายเป็นป่าไม้ทั้งหมด

... หลังจากโลกกลายเป็นป่าไม้เขียวชอุ่มทั้งโลกแล้ว ประมาณหนึ่งหมื่นปี ก็บังเกิดมีมนุษย์มาเกิดในโลก 

... ในยุคนั้น มนุษย์ทั้งหลายไม่ได้อาศัยบิดามารดาเป็นแดนเกิด แต่เป็นโอปปาติกะผุดเกิดเป็นตัวตนขึ้นมาด้วยอำนาจบุญกรรมของแต่ละคน (คนยุคแรกๆ จะเป็นพรหมและเทวดาที่หมดบุญมาเกิดกัน) 
     
... ยุคนั้น ยังไม่มีพระจันทร์และพระอาทิตย์ส่องสว่าง มนุษย์ทั้งหลายอาศัยรัศมีแสงสว่างอันเกิดจากอำนาจบุญของตัวเอง

... ในระยะแรกมนุษย์ทั้งหลายมีอาหาร คือ ธรรมปีติ เพราะจุติมาจากพรหมและเทวดา

... เมื่อโลกมีมนุษย์บริบูรณ์  มีพระอาทิตย์ ดวงจันทร์ นับระยะจากที่มีมนุษย์มาบังเกิดในโลกประมาณ ๙๘๕,๐๓๑ ปี

... เป็นกาลสมควรที่ท่านปรีชาทรงธรรมบรมโพธิสัตว์ หรือที่เราชาวพุทธรู้จักท่านในชื่อว่า พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ซึ่งขณะนี้ท่านพักอยู่ที่สวรรค์ชั้น ดุสิต

... พระองค์อันเหล่าเทวดาและพรหมทั้งหลาย มีท้าวสหัมบดีมหาพรหมและท้าวสักกะเทวราชเป็นประธาน ทูลอาราธนาแล้ว จักจุติมาตรัสเป็น สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยวิริยาธิกะสัมมาสัมพุทธเจ้า
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 08:28:15 PM
... ครั้งนั้น กรุงเกตุมดีมหานคร (ปัจจุบันพระท่านว่าคือเขตแถวๆ พระเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง) โดยยาวได้เจ็ดโยชน์ โดยกว้างได้ ๑๒ โยชน์ มีแก้วเจ็ดประการประกอบเป็นกำแพงแก้วเจ็ดชั้นโดยรอบพระนคร 
   
... ครั้งนั้น มหานฬกาลเทวบุตร ก็จุติลงมาเกิดเป็นสมเด็จบรมจักรพรรดิทรงพระนามว่า สมเด็จพระสังขจักรบรมจักรพรรดิ 

... เสวยสิริราชสมบัติในกรุงเกตุมดีมหานคร ในท่ามกลางเมืองนั้น มีปรางค์ปราสาทอันแล้วด้วยแก้วเจ็ดประการ ผุดขึ้นมาแต่มหาคงคาลอยมายังนภาดลอากาศเวหามาตั้งอยู่ในท่ามกลางพระนคร

... ปรางค์ปราสาทนี้แต่กาลก่อนเป็นปรางค์ปราสาทแห่งสมเด็จพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิ ครั้นสิ้นบุญสมเด็จพระเจ้ามหาปนาทแล้ว ปรางค์ปราสาทก็จมลงไปในคงคา

... เมื่อสมเด็จพระเจ้าสังขจักรบรมจักรพรรดิเสวยสิริราชสมบัติ ปรางค์ปราสาทก็ผุดขึ้นมาด้วยอานุภาพแห่งบุญญาธิการ

... ก็ภายในปราสาทอันเป็นที่ประทับ แวดล้อมด้วยหมู่พระสนมแสนสาวสุรางค์ทั้งหลายประมาณแปดหมื่นสี่พันนาง มีพระราชโอรสประมาณพันพระองค์พระราชโอรสองค์ใหญ่นั้น ทรงพระนามว่า อชิตะราชกุมาร

... เจ้าอชิตะราชกุมารนั้นทรงเป็นปรินายกแก้วแห่งสมเด็จพระราชบิดาผู้เป็นพระยาบรมสังขจักร อันบริบูรณ์ไปด้วยแก้วเจ็ดประการ คือ จักรแก้ว๑ นางแก้ว๑ แก้วมณีโชติ๑ ช้างแก้ว๑ ม้าแก้ว๑ คหบดีแก้ว๑  ปรินายกแก้ว๑ 

... อันว่าสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดินั้นย่อมมีทุกสิ่งทุกประการ เป็นที่เกษมสานต์ยิ่งนักเหลือที่จะพรรณนา
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 08:35:04 PM
... ฝ่ายว่า มหาปุโรหิตผู้ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าสังขจักรนั้น เป็นมหาพราหมณ์ประกอบไปด้วยอิสริยยศเป็นอันมาก หาผู้จะเปรียบเสมอมิได้

... มีนามปรากฏว่า  สุพรหมา  นางพราหมณีผู้เป็นภรรยานั้นมีนามว่า นางพรหมวดี

... ในกาลนั้น ท่านปรีชาทรงธรรมบรมโพธิสัตว์ รับอาราธนาจากบรรดาเทพเจ้าทั้งหลายแล้ว ก็จุติลงมาจากดุสิตเทวโลก

... ลงมาถือกำเนิดในครรภ์แห่งนางพรหมวดี ภรรยาแห่งมหาปุโรหิตพราหมณ์ผู้ใหญ่ ในวันเพ็ญเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง  พร้อมด้วยอัศจรรย์ทั้งหลายสิบสองประการ คือ เหล่าเทพดาพากันทำสักการะบูชา ดังห่าฝนตกลงในกลางอากาศ

... แล้วมีปรางค์ปราสาททั้งสามผุดขึ้นมา เพื่อจะให้เป็นที่สำราญแห่งพระบรมโพธิสัตว์ปราสาทหลังที่หนึ่งชื่อว่า ศิริวัฒนะ หลังที่สองชื่อว่าสิทธัตถะ หลังที่สามชื่อว่าจันทกะ

... ปรางค์ปราสาททั้งสามนี้เป็นที่จำเริญพระสิริสวัสดิมงคล ควรจะให้สำเร็จประโยชน์ทุกประการ ปรากฏงามดังดวงพระจันทร์ แล้วหอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นอันหอมมิรู้ขาด  เดียรดาษไปด้วยนางนาฏสนมประมาณเจ็ดแสนคน

... ส่วนมเหสีแห่งพระเมตไตรยบรมโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงพระนามว่า  จันทมุขี  เป็นประธานแห่งนางบริวารทั้งหลายเจ็ดแสน

... มีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า  พราหมณ์วัฒนะกุมาร
     
... พระมหาบุรุษผู้ประเสริฐทรงพระเกษมสำราญอยู่ในปราสาททั้งสาม  ควรแก่ฤดูโดยนิยมดังนี้
     
... เมื่อพระเมตไตรยมหาสัตว์เจริญวัย ทรงเป็นปุโรหิตของพระเจ้าสังขจักรบรมจักรพรรดิแทนที่บิดา

... จนพระองค์มีพระชนมายุสองหมื่นปี ได้เสด็จขึ้นสู่รถแก้วอันเป็นทิพย์วิมาน มีสิริหาเสมอมิได้ เสด็จไปประพาสอุทยานทอดพระเนตรเห็นนิมิต ๔ ประการนี้เป็นเทวทูตคือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะแล้ว
     
... หลังจากนั้นเมื่อกลับมาถึงปราสาท ทรงใคร่ครวญถึงภาพคนแก่ คนเจ็บ คนตาย ที่ได้เห็นตอนกลางวันนั้น จิตใจก็เกิดความสลดใจ ความเบื่อหน่ายก็ตัดสินใจออกบวชแสวงหาพระโพธิญาณ
     
... มีพระทัยน้อมไปในบรรพชา พิจารณาเห็นเพศสมณะเป็นอารมณ์ ในขณะนั้นอันว่าปรางค์ปราสาทแก้วซึ่งทรงพระสำราญยับยั้งอยู่นั้นก็ลอยไปในอากาศ พร้อมทั้งพระราชโอรสและหมู่นางกัลยาทั้งหลายไปกับปรางค์ปราสาท 
     
... ครั้งนั้นเปรียบประดุจดังว่า พญาหงส์ทองบินไปในเวหา ฝ่ายฝูงเทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล ก็ชวนกันถือเครื่องสักการบูชา ต่างเหาะตามมากระทำสักการะบูชาในอากาศเนืองแน่นกันมากเป็นอเนกอนันต์

... เหล่าพวกอสูรทั้งหลายก็เข้าแวดล้อมพิทักษ์รักษาปรางค์ปราสาท ฝ่ายพญานาคราชนั้นกระทำสักการะบูชาด้วยแก้วมณี พญาสุวรรณราชปักษีกระทำสักการบูชาด้วยแก้วมณี อันเป็นเครื่องประดับตน เหล่าคนธรรพ์ทั้งหลายนั้นกระทำสักการบูชาด้วยเครื่องทิพย์ดุริยางค์ฟ้อนรำมีประการต่างๆ 
     
... เมื่อพระเมตไตรยบรมโพธิสัตว์เจ้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์นั้น ฝูงเทพดา  อินทร์พรหมยมยักษ์และมนุษย์นาคครุฑคนธรรพ์ทั้งหลาย กระทำสักการะบูชา
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 08:56:27 PM
... ครั้นเสด็จถึงควงไม้พระศรีรัตนมหาโพธิ์ คือ ต้นกากะทิง แล้ว

... ปราสาทแก้วก็เลื่อนลอยลงจากอากาศในที่ใกล้ปริมณฑลไม้มหาโพธิ์นั้น 

... ฝ่ายท้าวมหาพรหมก็เชิญซึ่งพานผ้ากาสาวพัตร์กับเครื่องบริขารทั้งแปดน้อมเข้าไปถวายพระบรมโพธิสัตว์แล้ว

... พระองค์จึงชักเอาพระแสงดาบแก้วตัดพระเกศาให้ขาดแล้วก็โยนขึ้นไปในอากาศ ก็ถือเอาเครื่องบริขารทั้งแปดประการ ทรงเพศบรรพชาเสร็จแล้ว ส่วนว่าบริวารทั้งหลายนั้น ก็ชวนกันบวชตามสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์เจ้าเป็นอันมาก
     
... ฝ่ายพระมหาบุรุษเมตไตรยเจ้านั้น กระทำความเพียรอยู่ที่ใกล้พระศรีมหาโพธิ์สิ้นประมาณ ๗ วัน 
     
... ในเมื่อเวลาเย็น พระองค์ก็เสด็จเข้าสู่ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ ทรงนั่งเหนือสันถัตหญ้า แล้วทรงเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐานจนได้ฌาน ๘
     
... ในยามแรกทรงได้ปุพเพนิวาสนุสสติญาณ ระลึกชาติของพระองค์เองได้โดยไม่มีจำกัด ตั้งแต่ครั้งแรกเริ่มปรารถนาโพธิญาณ รู้ว่าปรารถนาพุทธภูมิกับพระพุทธเจ้าพระองค์ใดบ้าง และพระพุทธเจ้าแต่ละองค์สอนว่าอย่างไรบ้าง อย่างนี้เป็นต้น
     
... ครั้นล่วงเข้ามัชฌิมยามทรงเห็นซึ่งการเกิดและการตายของสัตว์ทั้งหลายด้วยทิพจักษุญาณ 
     
... ล่วงไปในปัจฉิมยามที่สุดนั้น พระองค์ทรงพิจารณาซึ่งปัจจยาการอันประกอบไปด้วยองค์ ๑๒ ประการ ตามกระแสพระปฏิจจสมุปบาทธรรมด้วยสามารถอนุโลมและปฏิโลม และทรงหยั่งปัญญาใคร่ครวญในปัญจขันธ์โดยความเป็นอนิจจํ คือ หาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้ ทุกขํ โดยความเป็นทุกข์ทนได้ยากยิ่ง อนตฺตา โดยความที่มันต้องแตกดับสลายตัวไปในที่สุด
     
... เมื่อเช้าตรู่แสงสุรีย์จับขอบฟ้า ก็ได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณ ทรงพระนามชื่อว่า พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรากฏเป็นพระพุทธคุณทั่วโลกธาตุ   
     
... ปางเมื่อ สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยสัมพุทธเจ้าตรัสแสดงพระธรรมจักรนั้น มนุษย์ เทวดาและพรหมทั้งหลายประมาณสามแสนโกฏิ ได้ธรรมาภิสมัย(คือ ได้เป็นพระอรหันต์) ดื่มกินซึ่งน้ำอมฤตรส คือ พระนิพพานอันมิรู้แก่รู้ตาย 
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 09:05:26 PM
... พระองค์มีพระกายสูงได้ ๘๐ ศอก พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้าทรงประกอบไปด้วยพระฉัพพรรณรังสีรัศมีหกประการ สว่างออกจากพระสรีระกายเป็นอันงาม ประดุจดังว่าท่อธารสุวรรณธาราอันไหลหลั่งออกมา ข่มแสงสว่างแห่งดวงจันทร์ดวงอาทิตย์แผ่ไปในหมื่นจักรวาลส่องสว่างอยู่เป็นนิตย์ทีเดียว 

... มนุษย์ทั้งหลายไม่อาจกำหนดรู้กลางวันและกลางคืน พระพุทธรัศมีพระพุทธเจ้าจักดำรงในโลกอยู่เป็นนิตย์ มนุษย์ทั้งปวงทราบว่าเวลานี้เป็นเวลาเย็นซึ่งเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ด้วยเสียงของนกในเวลากลับมาสู่รังนอน และด้วยปลายกลีบดอกประทุมแลปลายกลีบดอกไม้หุบ รู้ว่าเวลานี้เป็นเวลาเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่พระอาทิตย์กำลังขึ้น ด้วยเสียงร้องของนกที่บินออกหากิน และด้วยปลายกลีบดอกไม้บาน ฯ
     
... ครั้งนั้นดอกประทุมใหญ่มีประมาณสามสิบศอกชำแรกแผ่นดินผุดขึ้นมารับฝ่าพระบาทที่ทรงเหยียบย่างไปแล้วทุกๆ ก้าวพระบาทที่ทรงเสด็จไป
     
... สมัยนั้น มนุษย์ทั้งปวงไม่ต้องเป็นชาวนาไม่ต้องเป็นพ่อค้า ไม่มีโรคเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ไปด้วยสุขทุกเมื่อ มีสติระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นอารมณ์เนืองๆ ด้วยเดชานุภาพแห่งพระพุทธคุณนั้น มนุษย์ทั้งหลายได้บริโภคซึ่งโภชนาหารแห่งข้าวสาลีอันบังเกิดมีมาเอง ได้ประดับประดาสรีระกายและผ้านุ่งผ้าห่มเครื่องอาภรณ์ต่างๆแต่ต้นกามพฤกษ์(ต้นกัลปพฤกษ์นี้ พระท่านว่าเกิดขึ้นในวันประสูติของพระมหาสัตว์และเกิดมีทั่วทุกสถานในโลก) ประพฤติเลี้ยงชีวิตอยู่เป็นสุข
     
... อันว่า องค์สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยเจ้าทรงสร้างพระบารมีมาสิ้นกาลช้านานถึง ๑๖ อสงไขย กำไรแสนกัป

... มีทาน ศีลบารมีอันเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ กองพระบารมีทั้งหลายที่สำเร็จเป็นองค์พระสรรเพชญพุทธเจ้านั้น คือ พระบารมีของพระองค์ครั้งหนึ่งปรากฏชัดเจน เป็นปรมัตถบารมีอันยิ่งยอดกว่าพระบารมีทั้งปวง

... อันสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา จึงทรงแสดงซึ่งนิทานแห่งกองพระบารมีของสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย มาตรัสพระธรรมเทศนาแก่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ความว่า
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 09:13:57 PM
... อตีเต กาเล ในกาลล่วงมาแล้วช้านาน(นับถอยหลังจากปัจจุบันห้า-หกอสงไขย) มีองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามชื่อว่า สมเด็จพระสิริมิตตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสในโลก 
     
... ครั้งนั้นพระเมตไตรยได้เสวยสิริราชสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในเมืองอินทปัตถมหานคร ทรงพระนามว่า พระเจ้าสังขจักรบรมจักรพรรดิ

... มีแก้วเจ็ดประการคือ จักรแก้ว แก้วมณี ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนคลังแก้ว และนางแก้ว 
     
... อินทปัตถมหานครนั้นมีความยาวเจ็ดโยชน์ กว้างสามโยชน์ มีต้นกัลปพฤกษ์สี่ต้นเกิดที่ประตูเมืองทั้งสี่แห่ง ปราสาทเหล่านี้มีพื้นเจ็ดชั้น สูงสองโยชน์ บังเกิดในท่ามกลางพระนคร พระยาสังขจักรเสวยราชสมบัติในปราสาทนั้น

... พระสิริมิตตพุทธเจ้า เสด็จอุบัติในโลก ที่ประทับของพระพุทธเจ้าอยู่ห่างจากอินทปัตถมหานคร ๑๖ โยชน์

... พระเจ้าสังขจักรนั้น มิได้ทราบถึงการอุบัติของพระพุทธเจ้าสิริมิตตสัพพัญญูพระองค์นั้น
     
... อยู่มาในกาลวันหนึ่ง เมื่อพระบารมีกล้าขึ้นแล้ว พระเจ้าสังขจักรเสด็จประทับนั่งอยู่ภายใต้เศวตฉัตรมีพระทัยปรารถนาว่า 
     
... " ผู้ใดมาบอกข่าวแห่งพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะบังเกิดมีแล้ว พระองค์จะสละสิริราชสมบัติให้แก่บุคคลผู้นั้น แล้ว พระองค์ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังสำนักแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 28, 2014, 09:33:08 PM
... ในกาลนั้น ยังมีกุลบุตรเข็ญใจผู้หนึ่ง(กุลบุตรผู้นี้มิใช่อื่นไกล คือ ช้างปาริไลยกะโพธิสัตว์ ชาติที่เกิดเป็นกุลบุตรผู้เข็ญใจนี้อยู่ในช่วงบารมีต้น) ได้บรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา ด้วยมารดาของสามเณรนั้นเป็นทาสีอยู่ในตระกูลหนึ่ง 

... สามเณรนั้นคิดแสวงหาทรัพย์จะไปให้แก่มารดาเพื่อจะให้พ้นจากทาสทาสี  จึงเที่ยวไปโดยลำดับจนถึงกรุงอินทปัตถมหานคร

... ฝูงมหาชนชาวพระนครไม่รู้จักว่าสามเณรนั้นเป็นอย่างไร ครั้นเห็นเข้าก็สงสัยว่ามหายักษ์ พากันจับไม้ไล่ทุบตีสามเณร

... สามเณรกลัวก็วิ่งหนีมหาชนไปถึงพระราชวัง ไปยืนอยู่ตรงพระพักตร์พระเจ้าสังขจักร พระองค์จึงตรัสถามว่า
     
... " มาณพนี้ มีนามชื่อใด " 
     
... เจ้าสามเณรกราบทูลว่า
     
... " อาตมาภาพมีนามชื่อว่า  สามเณร " 
     
... จึงตรัสถามว่า 
     
... " ชื่อว่าสามเณรนั้น ด้วยเหตุดังฤา " 
     
... สามเณรจึงทูลว่า 
     
... " มีนามว่าสามเณรนั้น  ด้วยเหตุว่าข้าพเจ้ามิได้กระทำบาปภายนอก แล้วตั้งอยู่ภายในกุศล เหตุดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีนามชื่อว่าสามเณร "     
     
... พระองค์ก็ทรงตรัสถามว่า 
     
... " นามกรของท่านนั้นผู้ใดให้แก่ท่าน "
     
... สามเณรจึงทูลว่า 
     
... " พระอาจารย์ของอาตมาให้แก่อาตมา "   
     
... พระองค์จึงตรัสถามว่า 
     
... " พระอาจารย์ของท่านนั้นชื่อดังฤา "   
     
... สามเณรจึงทูลว่า
     
... " อาจารย์ของอาตมาท่านมีนามชื่อว่า ภิกษุ "   
     
... จึงตรัสถามต่อไปว่า 
     
... " พระอาจารย์ของท่านมีนามชื่อว่าภิกษุนั้น ด้วยเหตุดังฤา "   
     
... สามเณรจึงกราบทูลว่า 
     
... " อาจารย์ของข้าพเจ้านั้นเป็นชื่อ สังฆะรัตนะ  อันเป็นแก้วหาค่ามิได้ "   
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 29, 2014, 01:00:11 AM
... ครั้นทรงสดับว่า

... " พระสังฆรัตนะ "

... ในพระพุทธศาสนาหาได้เป็นอันยากยิ่งนัก  พระองค์ทรงมีความยินดีหาที่จะอุปมามิได้  คำนึงอยู่ในพระราชหฤทัยว่า 
     
... " จะเสด็จลงจากอาสน์ไปนมัสการเจ้าสามเณร "   
     
... เดชะที่พระองค์ทรงมีความเลื่อมใสในพระสังฆรัตนะ  ดอกปทุมชาติก็บังเกิดผุดขึ้นรองรับพระองค์เอาไว้มิได้เป็นอันตราย จึงถวายนมัสการเจ้าสามเณรโดยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว จึงตรัสถามเจ้าสามเณรต่อไปว่า 
     
... " พระสังฆรัตนะอาจารย์ของท่านนั้น บุคคลผู้ใดให้นามกร "   
     
... เจ้าสามเณรก็ทูลว่า 
     
... " องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสิริมิตตสัพพัญญู พระองค์โปรดประทานนามให้ชื่อว่า พระสังฆรัตนะ แก่พระอาจารย์ของอาตมา "   
     
... เมื่อสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ผู้ทรงพระอุตสาหะในพระศาสนา ได้ทรงฟังสามเณรออกวาจาว่า " พุทโธ " ซึ่งเป็นเสียงที่ได้ยินยากยิ่งในหลายโกฏิกัปแล้ว พระองค์ก็ถึงวิสัญญีภาพสลบลงอยู่กับที่ ครั้นพระองค์ได้พระสติขึ้นมา  จึงตรัสถามสามเณรอีกว่า 
     
... " ดูก่อนเจ้าสามเณรผู้เจริญ บัดนี้พระพุทธเจ้าเสด็จยับยั้งอยู่ในฐานะที่ดังฤา " 
     
... สามเณรจึงทูลว่า 
     
... " พระมหากรุณาธิคุณเจ้า เสด็จยับยั้งอาศัยอยู่บุพพารามวิหาร อันมีอยู่ในอุตตรทิศแต่กรุงอินทปัตถมหานครนี้ ไปไกลมีระยะทางประมาณได้ ๑๖ โยชน์ (๒๕๖ กิโลเมตร)"   
     
... ได้ทรงฟังสามเณรแจ้งความว่าพระพุทธเจ้าบังเกิดแล้วในโลก จึงตรัสว่า 
     
... " ดูก่อนสามเณร ผิว่าองค์พระสัพพัญญูเจ้าเสด็จอยู่ในฐานทิศใด เราก็จะไปในประเทศทิศนั้น "   
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 29, 2014, 01:06:20 AM
... สมเด็จพระเจ้าสังขจักรบรมบพิตรผู้ประเสริฐ หาความเอื้อเฟื้อในสิริราชสมบัติบรมจักรของพระองค์มิได้ ด้วยพระหฤทัยนั้นผูกพันอยู่ในการที่จะได้พบเห็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่งอย่างอุกฤษฏ์

... ก็กระทำการราชาภิเษกเจ้าสามเณรนั้น ให้สึกออกมาเสวยสิริราชสมบัติแทนพระองค์เป็นพระราชาอันประเสริฐ พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า

     
... " อสัตตบุรุษ ย่อมไม่ทำตามสัตตบุรุษ ผู้ให้อยู่ซึ่งราชสมบัติ อันบุคคลพึงให้ได้ยาก อาการของสัตตบุรุษทั้งหลาย ย่อมเป็นสภาพอันอสัตตบุรุษทำตามได้ยาก 
     
... ดูก่อนสารีบุตร ผู้มีธรรมเป็นราชา สัตตบุรุษทั้งหลายย่อมให้ทาน ที่บุคคลอื่นให้ได้ยาก ย่อมทำกรรมที่บุคคลอื่นทำได้ยาก พวกอสัตตบุรุษย่อมทำตามไม่ได้
     
... ธรรมของสัตตบุรุษทั้งหลาย เป็นธรรมที่อันธพาลดำเนินการไม่ได้คือ ธรรมที่อันพาลพึงนำไปปฏิบัติได้ยาก เพราะฉะนั้น ทางไปจากโลกนี้ของสัตตบุรุษทั้งหลายและอสัตตบุรุษทั้งหลายจึงแตกต่างกัน
     
... อสัตตบุรุษย่อมพากันไปสู่นรก  สัตตบุรุษย่อมมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
     
... ดูก่อนสารีบุตร ผู้มีธรรมเป็นราชา ผู้เจริญ

... การเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก

... การเลี้ยงชีวิตเป็นความทุกข์เข็ญ

... การได้พบเห็นพระพุทธเจ้า การได้ฟังธรรม  การพบพระสงฆ์ เป็นเรื่องที่บุคคลพึงได้ยากยิ่ง

... จักรพรรดิสมบัติอันบุคคลพึงได้โดยยาก

... กรรมอันพระราชาทำแล้วอันบุคคลอื่นทำได้ยาก "

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 29, 2014, 01:13:03 AM
... ครั้นกระทำราชาภิเษกเจ้าสามเณรแล้ว

... เอโก ว แต่พระองค์เดียวเสด็จไปโดยมีพระทัยเฉพาะต่ออุดรทิศ ตั้งพระทัยสู่บุพพารามวิหาร อันเป็นที่ประทับแห่งองค์พระสิริมิตตสัพพัญญู

... พระเจ้าบรมสังขจักรจอมทวีปเป็นสุขุมาลชาติ พระสรีระกายนั้นละเอียดอ่อนเป็นอันดี เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปตามมรรคาหนทางแต่พระบาทเปล่าเวลาวันเดียว พระบาททั้งสองข้างก็ภินทนาการแตกออก จนพระโลหิตไหลตามฝ่าพระบาททั้งสอง 

... เมื่อพระบาททั้งสองเดินมิได้แล้ว ในกาลนั้นพระองค์ก็ลงนั่งคุกเข่าคลานไปทีละน้อย ค่อยๆ คมนาการไปตามหนทางที่เจ้าสามเณรชี้แจงบอกมานั้น จะได้ละความเพียรเสียหามิได้ 
     
... ครั้นล่วงไปถึงสี่วัน พระหัตถ์ซ้ายขวาและพระชงฆ์ทั้งสองข้างนั้น ก็แตกช้ำพระโลหิตไหลออกมา จะคลุกคลานไปบ่มิได้ เจ็บปวดแสนสาหัส เห็นขัดสนพระทัยนักแล้ว ถึงกระนั้นพระองค์ก็มิได้คิดท้อถอยย้อนรอยกลับคืนมา หมายมั่นในพระทัยว่าอาตมาจะไปให้ถึงสำนักขององค์สมเด็จพระผู้ทรงพระภาคเจ้าให้จงได้ 
     
... ครั้นพระองค์ทรงคุกคลานไปมิได้แล้ว พระองค์ก็ลงพังพาบไถลไปแต่ทีละน้อย ด้วยพระอุระของอาตมา ประกอบไปด้วยทุกขเวทนาเหลือที่จะอดกลั้น  พระองค์ทรงยึดหน่วงเอา พระพุทธคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ (หรือที่เรียกว่าเจริญพุทธานุสสติกรรมฐาน)ด้วยพระเจตนาจะใคร่พบเห็นพระสิริมิตตพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันใหญ่ยิ่ง  แล้วก็ทรงอดกลั้นซึ่งทุกขเวทนานั้นเสีย หาเอื้อเฟื้ออาลัยในร่างกายของพระองค์ไม่
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 29, 2014, 01:19:51 AM
... ครั้งนั้น สมเด็จพระสิริมิตตสัพพัญญูผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงพระมหากรุณาเล็งแลดูสัตว์โลกทั้งหลายด้วยพระญาณ

... ก็รู้แจ้งเห็นกำลังความเพียรแห่งบรมสังขจักรนั้นเป็นอุกฤษฏ์โดยยิ่งวิเศษแล้ว

... มิใช่อื่นมิใช่ไกล เป็นหน่อพุทธางกูรพุทธวงศ์อันเดียวกันกับพระตถาคต สมควรที่ตถาคตจักเสด็จไปสู่ที่ใกล้แห่งบรมสังขจักร

... เมื่อพระองค์ทรงพระดำริแล้ว ก็เสด็จพระพุทธดำเนินมาด้วยพระสิริวิลาศเป็นอันงาม แล้วพระองค์ทรงกระทำอิทธิฤทธิ์นิรมิตพระบวรกายของพระองค์ให้อันตรธานสูญหาย กลับกลายเป็นมาณพหนุ่มน้อย ขึ้นรถขับทวนมรรคามาเฉพาะหน้าแห่งสมเด็จบรมสังขจักรนั้น แล้วพระพุทธสัพพัญญูเจ้าจึงร้องถามไปว่า 
     
... " ผู้ใดมานอนกลางทางขวางหน้ารถเรา จงหลีกไปเสียเราจะขับรถไป "   
     
... ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์จึงตรัสตอบพระพุทธฎีกาว่า 
     
... " ดูก่อนนายสารถีผู้ขับรถ ท่านจะมาขับเราไปให้พ้นจากหนทางนั้นด้วยเหตุดังฤา ตัวเราผู้รู้จักคุณสมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ยิ่งนัก ชอบแต่นายสารถีจะยั้งรถของท่านให้หลีกเราเสียจึงควร ถ้าท่านไม่หลีกเราก็ให้ท่านขับรถไปเหนือหลังเราเถิด ซึ่งจะให้เราหลีกนั้น เราหาหลีกไม่ "
     
... แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาว่า 
     
... " ถ้าแหละท่านจะไปยังสำนักพระพุทธเจ้าแล้ว จงมาขึ้นรถไปกับเราเถิด เราจะพาท่านไปให้ถึงสำนักสมเด็จพระพุทธเจ้า ให้สมดังความปรารถนา "   
     
... พระจอมขัตติยาจึงตรัสว่า 
     
... " ถ้าท่านเอ็นดูกรุณาแก่เรา เราก็มีความยินดีสาธุอนุโมทนาด้วย " 
     
... ท่านว่าแล้วหน่อพระพิชิตมาร ก็อุตสาหะดำรงทรงพระกายขึ้นสู่รถแห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า สมเด็จพระผู้ทรงธรรม์ก็หันหน้ารถไปตามมรรคาพาพระยาสังขจักรไป 
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 29, 2014, 01:23:29 AM
... ครั้นถึงกึ่งกลางมรรคาหนทางแล้ว พระอมรินทราธิราชกับพระนางสุชาดาผู้เป็นอัครมเหสีนั้น นำเอาโภชนาหารอันเป็นทิพย์กับทั้งน้ำทิพย์ลงมา จำแลงแปลงเพศเป็นบุรุษยืนอยู่ตรงหน้ารถแล้วร้องว่า 
     
... " ดูก่อนนายสารถีผู้เจริญเอ๋ย ท่านอยากข้าวน้ำโภชนาหารหรือเราจะให้ "   
     
... เมื่อท้าวโกสีย์สักกะเทวราชกับพระนางสุชาดากล่าวดังนั้น สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าซึ่งแปลงเพศเป็นนายสารถีขับรถจึงว่า 
     
... " มาณพผู้เจริญ บุรุษทุพพลภาพผู้หนึ่งมาในรถด้วยเรา มีความลำบากเวทนานัก ท่านจะให้ข้าวน้ำโภชนาหารแก่เราก็ให้เถิด เราจะได้ให้แก่บุรุษทุพพลภาพนั้นบริโภค "   
     
... ท้าวโกสีย์อมรินทราธิราชกับพระนางสุชาดาผู้มเหสี ก็ถวายข้าวน้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์แก่สมเด็จพระมหาบุรุษสัทธรรมสารถีผู้ประเสริฐ  พระองค์ก็ประทานให้แก่พระบรมโพธิสัตว์บรมสังขจักรเสวยข้าวน้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์
     
... ครั้นพระองค์เสวยอิ่มหนำสำเร็จแล้ว ด้วยเดชะข้าวน้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์อุปัทวะโทมนัสทุกขเวทนาในสรีระกาย ก็อันตรธานหายพระองค์ก็มีพระสรีระกายเป็นสุขเสมอเหมือนแต่ก่อน   
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ กันยายน 29, 2014, 01:29:53 AM
... สมเด็จพุทธสิริมิตตสัพพัญญูเจ้า ก็พาพระยาบรมสังขจักรไปใกล้บุพพารามมหาวิหารแล้ว

... พระองค์ก็ทรงนิสีทนาการนั่งบนพระบวรพุทธอาสน์ในพระวิหาร

... ส่วนสมเด็จพระโพธิสัตว์เจ้าก็เสด็จลงจากรถเข้าสู่บุพพารามมหาวิหาร

... ทอดพระเนตรไปได้ทัศนาการเห็นองค์สมเด็จพระสิริมิตตบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบไปด้วยทวัตติงสมหาปุริสลักษณะแลอสีตยานุพยัญชนะประดับ ทั้งพระพุทธรัศมีอันโอภาสสว่างรุ่งเรืองออกจากพระบวรกาย อันเสด็จทรงประทับนั่งอยู่ในที่นั้น พระองค์ก็ทรงวิสัญญีภาพสลบลงตรงพระพักตร์แห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความโสมนัส เกิดความปีติยินดีหาที่สุดมิได้ ส่วนสมเด็จพระสัพพัญญูเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า 
     
... " ดูก่อนมหาราชผู้เป็นอภิชาตชายอันประเสริฐ พระตถาคตเจ้าเสด็จอยู่ในที่นี้แล้ว "   
     
... ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมสังขจักร ก็ได้ซึ่งความยินดีชื่นชมก้มเศียรเกล้า คลานเข้าไปในสำนักสมเด็จพระสิริมิตตพุทธองค์ เสด็จประทับนั่งยังที่อันสมควร แล้วจึงยกพระกรขึ้นประณมบังคมเหนือศิโรตม์ กระทำอภิวาทนมัสการกราบทูลว่า 
     
... " ภนฺเต ภควา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ บัดนี้ข้าพระบาทมาถึงสำนักพระองค์แล้ว ขอจงทรงพระกรุณาเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระพุทธเจ้า โปรดตรัสพระสัทธรรมเทศนาอันอุดมให้ข้าพระบาทฟังในกาลบัดนี้ "
     
... สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า 
     
... " ดูก่อนมหาบพิตรผู้ประเสริฐ จงตั้งโสตประสาทสดับรับรสพระสัทธรรมเทศนาของตถาคตแล้ว พิจารณาธรรมกถาอันกล่าวในคุณแห่งพระนิพพาน ในบัดนี้ "
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ ตุลาคม 08, 2014, 01:56:29 AM
... ปางนั้นสมเด็จพระชินสีห์ จึงตรัสพระสัทธรรมเทศนาโปรดแก่พระยาสังขจักร เมื่อพระองค์ได้ทรงสดับพระสัทธรรมเทศนาบทหนึ่งสิ้นเนื้อความลงแล้ว  ก็ทูลห้ามสมเด็จพระประทีปแก้วว่า 
     
... " ขอองค์พระพุทธเจ้าจงหยุดตรัสพระสัทธรรมเทศนาเสียเถิด  อย่าทรงสำแดงต่อไปเลย "
     
... มีปุจฉาว่าเหตุไฉนพระเจ้าสังขจักรจึงทูลห้ามสมเด็จพระพุทธเจ้าเสียดังนี้  เดิมทีสิมีพระทัยผูกพันในพระพุทธศาสนาระลึกถึงซึ่งคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรมเจ้า คุณพระสังฆเจ้า เป็นอันมาก สู้ทรงสละสิริราชสมบัติบรมจักร  เสด็จมาด้วยความยากลำบากแทบถึงซึ่งชีวิต ครั้นมาประสบพบสมเด็จพระภควันตบพิตรเจ้า พระองค์ทรงประทานพระสัทธรรมเทศนาแล้วห้ามเสียด้วยเหตุประการใด
     
... วิสัชนาว่า สมเด็จบรมสังขจักรหน่อพระพุทธางกูรทรงคิดเห็นว่า
     
... " ถ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาเป็นอันมาก  แล้วพระองค์ก็เสด็จมาแต่พระองค์เดียวเปลี่ยวพระทัยนัก จะหาเครื่องไทยธรรมอันสมควร ที่จะสักการะบูชาให้สมควรแก่รสพระสัทธรรมเทศนานั้นหามีไม่ บัดนี้เราได้สดับรสพระสัทธรรมเทศนาแต่บทเดียว เครื่องสักการะบูชาของอาตมานี้มิสมควรแก่พระสัทธรรมแล้ว " 
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ ตุลาคม 09, 2014, 12:00:34 AM
... พระองค์คิดดังนี้จึงทูลห้ามสมเด็จพระพุทธเจ้าเสียพระองค์จึงกราบทูลว่า   

... " ข้าพระพุทธเจ้าเกล้ากระหม่อมฉัน ได้สดับพระสัทธรรมของพระองค์ในกาลบัดนี้ พระองค์ทรงพระกรุณาตรัสพระสัทธรรมเทศนาสำแดงคุณแห่งพระนิพพานบทเดียว ก็เป็นที่สุดพระสัทธรรมเทศนาอยู่แล้ว

... ข้าพระพุทธเจ้าขอตัดเศียรเกล้าอันเป็นที่สุดสรีระกายแห่งข้าพระพุทธเจ้า ออกกระทำสักการะบูชาพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้าก่อน " 
     
... ตรัสดังนั้นแล้ว พระเจ้าสังขจักรผู้มีอัธยาศัยอันยิ่ง จึงทรงอธิษฐานขอให้เล็บของพระองค์คมดุจดังพระแสงดาบเด็ดซึ่งพระศอให้ขาด แล้ววางไว้บนฝ่าพระหัตถ์ ตั้งปณิธานความปรารถนาออกพระโอษฐ์ตรัสด้วยวาจาว่า
     
... " ภนฺเต ภควา ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงสิริเป็นที่เฉลิมโลก เชิญพระองค์เสด็จเข้าสู่เมืองแก้วอันเกษมสานต์ คือ พระอมตะมหานิพพาน อันสำราญก่อนข้าพระบาทเถิด
     
... ข้าพระบาทจะขอตามเสด็จไปสู่พระนิพพานอันสำราญต่อภายหลัง ด้วยข้าพระพุทธเจ้าได้ถวายเศียรเกล้าบูชาพระสัทธรรมเทศนาของพระองค์ในกาลบัดนี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้ข้าพระพุทธเจ้าได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณในกาลเบื้องหน้าด้วยเถิด "

     
... ในที่สุดขาดพระวาจาปณิธานปรารถนาลง พระบรมโพธิสัตว์ก็สิ้นชีวิตไปจุติบังเกิดในดุสิตเทวโลก

หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ ตุลาคม 09, 2014, 12:14:58 AM
... ดูก่อนสำแดงสารีบุตร ครั้นเมื่อพระบรมโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยเจ้าได้ตรัสเป็นสมเด็จพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงมีพระองค์สูงได้ ๘๐ ศอก ด้วยผลทานที่เด็ดพระเศียรเกล้ากระทำสักการบูชาพระสัทธรรม

... พระองค์ทรงพระรัศมีสิ้นทั้งกลางวันและกลางคืนมิได้ขาดนั้น ด้วยอานิสงส์ที่พระองค์อุตสาหะไปในมรรคาหนทาง ปรารถนาจะพบเห็นพระพุทธเจ้าจนพระโลหิตไหลออกจากพระบาท พระชงฆ์ พระหัตถ์ และพระอุระของพระองค์ เมื่อเป็นพระบรมสังขจักรนั้น
     
... อนึ่ง พระพุทธรัศมีของพระองค์แผ่ซ่านตลอดไปเบื้องบนจนถึงพรหมโลก เบื้องต่ำตลอดลงไปถึงอเวจีมหานรก ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์เด็ดเศียรเกล้าออกกระทำสักการบูชาพระสัทธรรมโลหิตไหลออกจากพระเศียร 
     
... อนึ่ง ในศาสนาของสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้า บังเกิดมีไม้กัลปพฤกษ์ในทุกที่ทุกสถานในโลก ด้วยอานิสงส์ที่พระองค์ทรงเสด็จไปตามมรรคหนทางจะใคร่พบองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ถ้วนถึงเจ็ดวันเป็นกำหนดจึงได้ประสบพบปะ
     
... ดูก่อนสารีบุตร ผู้เป็นธรรมเสนาบดีของตถาคต ฝูงคนทั้งหลายที่มิได้เห็นรูปกายของตถาคตนี้ แล้วได้กระทำการให้ทาน(สังฆทาน ทอดกฐิน วิหารทาน ธรรมทาน และสาธารณประโยชน์ ตลอดจนรักษาศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ จำเริญภาวนา ทำมากไม่ได้แค่หัวถึงหมอน ให้ดูลมหายใจเข้าพร้อมภาวนาว่า พุท ดูลมหายใจออกพร้อมภาวนาว่า โธ จนหลับไป ตื่นนอนก็ภาวนาอีกสัก ๙ จบ ทำทุกวัน) ด้วยเดชะผลานิสงส์ ฝูงคนทั้งหลายเหล่านั้น จะเกิดทันพระศาสนาของสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า อันจะมาตรัสเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าในอนาคต ฯ. 
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ ตุลาคม 25, 2014, 11:26:26 PM
... พระศรีอาริยเมตไตรย ในสมัยพระพุทธเจ้าท่านบวชเป็นพระมีนามว่า อชิตะภิกขุ เดิมทีท่านเป็นลูกศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ท่านไปบวชเพื่อสร้างเสริมบารมี

... ต่อมาเมื่อ พระนางกีสาโคตมี ได้ทอจีวรด้วยมือของตนเองปรารถนาจะถวายพระพุทธเจ้า เมื่อเวลาพระนางไปถวาย พระพุทธเจ้าเรียกพระมาหมด นั่งเรียงแถวกันตามลำดับอาวุโสและคุณสมบัติ

... เมื่อพระนางกีสาโคตมีถวายผ้าแก่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ส่งให้พระสารีบุตร ท่านพระสารีบุตรก็ส่งให้พระโมคคัลลาน์  ท่านพระโมคคัลลาน์ก็ส่งต่อๆ กันไปหมดจนถึงองค์สุดท้ายคือท่านอชิตะภิกขุ ท่านไม่รู้จะส่งให้ใครเพราะนั่งอยู่ท้ายสุด เป็นอันว่าท่านก็รับไว้

... พระนางกีสาโคตมีก็เสียใจว่า อุตสาห์ทำเองเลือกด้ายชั้นดีมาทอกับมือเองเพื่อถวายพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ไม่รับกลับไปให้กับพระที่ไม่ได้แม้แต่ฌานสมาบัติมากมายอะไรนัก คือว่ายังเป็นพระปุถุชนคนธรรมดา

... องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงทราบอัธยาศัยจึงเทศนาโปรดว่า

... " พระองค์สุดท้ายไม่ใช่พระธรรมดา ท่านอชิตะภิกขุผู้นี้ต่อไปข้างหน้าจะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มีพระนามว่า สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย "

... ปัจจุบันนี้ ท่านมาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต วิมานท่านสวยสดงดงามมาก ท่านมีรัศมีกายสว่างมาก หน้าตาผ่องใสยิ้มระรื่นน่าชื่นใจ ท่านได้บอกกับอาตมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ ว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อีก ๑ ล้านกับ ๒ ปี ท่านจะลงมาเกิดในเมืองมนุษย์แล้วเป็นปุโรหิต หลังจากนั้นเกิดความเบื่อหน่ายก็ออกแสวงหาพระโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าจะเทียบพื้นที่ในสมัยนี้ พระองค์จะตรัสทางทิศเหนือของพม่า แต่ตามตำราเขาไม่ได้เขียนไว้


จากหนังสือตายแล้วไม่สูญ...แล้วไปไหน โดย พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
หัวข้อ: Re: ความเกี่ยวข้องกันในการสร้างพระโพธิญาณของพระโพธิสัตว์
เริ่มหัวข้อโดย: DHAMMASAMEE ที่ ตุลาคม 25, 2014, 11:34:18 PM
... ถามว่าแนะนำแล้วทุกอย่าง แต่ว่าไม่รู้ข้อเจาะจง ให้เจาะจงไปว่าทำบุญอย่างไรจึงจะทันศาสนาพระศรีอาริย์
     
... ( นี่สำหรับคนมีบารมีอ่อนนะ คนมีบารมีเข้มให้ตั้งใจไปนิพพานชาตินี้ ถ้าคนบารมีอ่อนตั้งใจไปนิพพานชาติพระศรีอาริย์ หรือวางแผนไว้ ๒ อย่างก็ได้ว่า ตั้งใจไปนิพพานชาตินี้ ถ้าพลาดชาตินี้ ขอให้ได้นิพพานสมัยพระศรีอาริย์ฯ ก็ได้)
     
... ท่านบอกว่า ให้ทุกคนที่ต้องการเกิดทันสมัยผมให้หมั่นให้ทาน โดยเฉพาะสังฆทาน วิหารทาน ทอดกฐิน และธรรมทาน

... (ความจริงถ้าเป็นนักบุญที่เนื่องในการให้ทานจริงๆ ทำบุญให้ทานในเขตทานที่ให้ผลมาก ไม่ต้องทำคราวละมากๆ ทำน้อยๆ พอไม่เดือดร้อน แต่ให้ทำบ่อยๆ ให้ติดต่อกันเป็นประจำ เช่น  การถวายสังฆทานเป็นปกติ สังฆทานก็ไม่ต้องลงทุนมาก ใส่บาตรวันละองค์สององค์ หรือเอาข้าวเปลือกข้าวสารใส่ที่เก็บเล็กๆ ไว้วันละนิดหน่อย ตั้งใจไว้ว่า “ ข้าวที่เก็บไว้นี้เราจะรวมไว้ เมื่อมีมากพอสมควรจะเอาไปถวายเป็นอาหารของพระ อย่างนี้เรียกว่าถวายสังฆทาน ”  ทำอย่างนี้เสมอๆ ทุกๆ วันเช้าเย็น)
     
... ให้รักษาศีล ๕ กรรมบถ ๑๐ เป็นปกติทุกวัน ไม่คลาดเคลื่อนอยู่อย่างนี้เป็นอุฆฏิตัญญู ไปเกิดในสมัยผมฟังเทศน์แค่หัวข้อเล็กๆ สั้นๆ ก็บรรลุมรรคผลทันที 
     
... ถ้าบางท่านปฏิบัติอ่อนกว่านั้นรักษากรรมบถ ๑๐ได้เหมือนกันศีลห้าก็ครบ แต่ว่าบางทีมีอาการเผลอเล็กน้อย อย่างนี้เป็นวิปจิตัญญูหมายความว่า ไปเกิดในสมัยผม เทศน์หัวข้อฟังไม่เข้าใจต้องอธิบายเล็กน้อยจึงบรรลุอรหันต์ 
     
... บางท่านที่มีบารมีอ่อนกว่านั้น วันธรรมดาๆ อาจจะบกพร่องบ้างเป็นของธรรมดา แต่สำหรับวันพระต้องรักษาให้ครบถ้วนทั้งศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ หมายความตามธรรมดาคนเรามีอาชีพต่างกัน บางคนปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ก็ต้องฉีดยาฆ่าเพลี้ยฆ่าสัตว์ที่มารบกวนพืชพันธุ์ธัญญาหารบ้าง บางคนมีอาชีพไปในทางการประมง ต้องทำการประมงฆ่าปลาฆ่าสัตว์บ้าง ถ้าอย่างนี้ถือว่าวันธรรมดาบกพร่องได้ แต่วันพระต้องครบถ้วนบริบูรณ์ อย่างนี้เกิดในสมัยผมเขาเรียกว่าเนยยะ เทศน์ครั้งเดียวสองครั้งไม่มีผล ต้องฟังเทศน์หลายๆ หนจึงสามารถเป็นพระอริยเจ้าได้
     
... เอาละ  บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านทั้งหลายมานั่งอยู่กันที่ตรงนี้และฟังเทศน์แล้ว เรื่องของพระศรีอาริยเมตไตรย ถ้าจะว่ากันไปก็คงไม่แตกต่างกับเรื่องขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าทุกท่านรักษา ศีล ๕ ครบถ้วน กรรมบถ ๑๐ ครบถ้วน ที่มีบารมีเข้มข้นสามารถจะไปนิพพานได้ในชาตินี้
     
... ถ้าบังเอิญชาตินี้พลาดไปนิพพาน ไปเกิดเป็นเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี หรือพรหมก็ตาม อีกไม่นานนักพระศรีอาริย์ก็ตรัส เราก็ฟังเทศน์ จากพระศรีอาริย์ภายในไม่ช้าก็บรรลุอรหันต์สามารถไปนิพพานได้ ฯ.
     
... ในขณะนั้น ท่านเรียก พระศรีอาริย์ฯมา พระศรีอาริย์ฯท่านมีความต้องการให้คนที่มีความต้องการจะเกิดในสมัยท่าน ได้ฟังเทศน์จบเดียวก็เป็นพระอรหันต์ พระศรีอาริย์ฯท่านตรัสว่า
   
... คนที่ต้องการไปเกิดในสมัยผม ขอให้ปฏิบัติตามดังนี้ คือ

... ๑. ตั้งใจรักษาศีล ๕ และกรรมบถ ๑๐ ให้ครบถ้วนเสมอ ถ้ารักษาครบทุกวันไม่ได้ วันอื่นอาจจะบกพร่องบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่ทุกวันพระต้องรักษาให้ครบ ทั้งศีล ๕ และ กรรมบถ ๑๐

... ๒. จงหมั่นให้ทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ สังฆทาน ถ้าจนมากมีทรัพย์น้อย ก็จัดอาหารหรือผลไม้ผลสองผลถวายพระที่มีตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ก็เป็นสังฆทาน มีอานิสงส์มาก

... ๓. จงเจริญภาวนาเสมอๆ ถ้าทำไม่ได้มาก เมื่อศีรษะถึงหมอน ก็ให้ภาวนา หายใจเข้าว่า “ พุท ”  หายใจออกว่า “ โธ ”  สักเล็กน้อยแล้วหลับไป
     
... เพียงเท่านี้ เขาจะเกิดทันในยุคสมัยผมตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ”