เว็บพุทธภูมิ



แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Webmaster

หน้า: [1] 2 3 ... 27
1
โอนครั้งแรก5000 บาท กองละ5000 ๑กองครับ คุณแม่วิไลวรรณ -นายทัดเทพ รังสิกรรพุม         โอนครั้งที่สอง500บาท กองละ300 ๑กองครับ   คุนแม่ภัทรวรรณ-นายอภิชา  รังสิกรรพุม             เงินที่เหลือเป็นค่าส่งพระ70บาท ครับ เงินที่เหลือขอร่วมสร้างพระ สร้างวิหาร ขออนุโมทนาสาธุบารมีหลวงปู่ดู่หลวงตาม้า ขอให้ข้าพถึงพระนิพานในชาตินี้ด้วยเถิด ส่งพระมา นายอภิชา  รังสิกรรพุม 81หมู่7 ต. บึงสามพัน อ. บึงสามพัน จ. เพชรบูรณ์ 67160 ;)

สามารถเลือกวิธีในการแจ้งข้อมูลการโอนและที่อยู่ในการจัดส่งวัตถุมงคลเจ้าภาพกฐินได้ตามวิธีต่างๆข้างล่างนี้

วิธีที่ 1 สามารถแจ้งผ่าน ระบบ Email ได้ที่ อีเมล์แม่ชีหนูนา amn_u_n_a@hotmail.com
วิธีที่ 2 ติดต่อผ่าน line หรือ Whats App ที่เบอร์ 0817315303 (ID line คือ 0817315303)
วิธีที่ 3 ทำการ Fax สลิปเพื่อยืนยันการโอนเงิน พร้อมระบุชื่อที่อยู่ ได้ที่ 053-455536
วิธีที่ 4 Facebook ส่งรายละเอียดผ่านกล่องข้อความ ที่ kunjana benchasiriwan

10
สามารถเลือกวิธีในการแจ้งข้อมูลการโอนและที่อยู่ในการจัดส่งวัตถุมงคลเจ้าภาพกฐินได้ตามวิธีต่างๆข้างล่างนี้

วิธีที่ 1 สามารถแจ้งผ่าน ระบบ Email ได้ที่ อีเมล์แม่ชีหนูนา amn_u_n_a@hotmail.com
วิธีที่ 2 ติดต่อผ่าน line หรือ Whats App ที่เบอร์ 0817315303 (ID line คือ 0817315303)
วิธีที่ 3 ทำการ Fax สลิปเพื่อยืนยันการโอนเงิน พร้อมระบุชื่อที่อยู่ ได้ที่ 053-455536
วิธีที่ 4 Facebook ส่งรายละเอียดผ่านกล่องข้อความ ที่ kunjana benchasiriwan - See more at: http://buddhapoom.com/index.php/topic,446.0.html#sthash.vxEt8yLX.dpuf

11
ท่านหลวงตาม้า (พระอาจารย์ วรงคต วิริยะธโร)
เป็นประธานสงฆ์รับกฐิน ขอเชิญมาร่วมงานมหาบุญมหากุศลแห่งกฐินนี้
ร่วมบุญกันและโมทนา ณ วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ)



ท่านสามารถรับชมสารคดีเกี่ยวกับวัดถ้ำเมืองนะได้ที่
http://youtu.be/Bh6HdoefqMI?hd=1

.........................

การทอดกฐิน  เป็น กาลทาน มีเวลาจำกัด คือ การถวายก่อนหน้านั้น หรือหลังจากนั้นไม่เป็นกฐิน
มีเงื่อนไขที่ต้องให้ความสำคัญทุกขั้นตอน จึงถือว่าหาโอกาสทำได้ยาก



การทอดกฐินเป็นบุญใหญ่ที่ทั้งพระภิกษุสงฆ์และสาธุชน
ต่างได้รับอานิสงส์อันไพบูลย์ด้วยกันทั้งสองฝ่ายและเป็นบุญที่เกิดได้ยาก
ต้องมีองค์ประกอบหลายประการจึงขอเชิญชวนท่านสาธุชนทั้งหลายมาร่วมกันสร้างบุญใหญ่ในครั้งนี้
เพื่อความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต และเพื่อสะสมบุญไว้เป็นเสบียงติดตัวไปใน ภพชาติเบื้องหน้า
อีกทั้งยังเป็นการสืบทอดประเพณีที่ดีงามนี้ให้ดำรงอยู่ต่อไปตลอดกาลนาน . . .

ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆท่านที่ร่วมบุญและมาร่วมกฐินในครั้งนี้

อานิสงส์กฐิน

ในสมัยครั้งศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีบุรุษยาจกเข็ญใจไร้ที่พึ่งชาวเมืองพาราณสี ชื่อ "ติณบาล"
อาศัยอยู่กับเศรษฐีผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์นับได้ ๘๐ โกฏิ
โดยยอมตนเป็นคนรับใช้รักษาไร่หญ้าให้เศรษฐี 
เพื่อแลกกับอาหารที่หลับนอน

เขามีความคิดว่า "ตัวเราเป็นคนยากจนเช่นนี้ เพราะไม่เคยทำบุญอันใดไว้ในชาติปางก่อน
มาชาตินี้จึงตกอยู่ในฐานะผู้รับใช้คนอื่น ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีสมบัติติดตัวแม้แต่น้อย"
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาจึงแบ่งอาหารที่เศรษฐีให้ออกเป็นวันละ ๒ ส่วน
ส่วนหนึ่งถวายแก่พระภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต อีกส่วนหนึ่งเอาไว้สำหรับตนเอง ไว้บริโภค
ด้วยเดชกุศลผลบุญนั้น ท่านเศรษฐีเกิดสงสาร จึงเพิ่มอาหารให้อีก ๒ ส่วน
เขาได้แบ่งอาหารนั้นออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนที่หนึ่ง ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์
ส่วนที่สอง แจกทานแก่คนยากจน ส่วนที่ ๓ เอาไว้บริโภคเอง เขาทำอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาช้านาน

ต่อมาเป็นวันออกพรรษา เหล่าชนผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาต่างพากันทำบุญกฐินเป็นการใหญ่
แม้ท่านเศรษฐีก็เตรียมการจะถวายกฐิน จึงประกาศให้ประชาชนทั้งหลายทราบโดยทั่วกันว่า
สิริธรรมเศรษฐี จะได้ทำบุญกฐิน ติณบาลได้ยินเกิดความเลื่อมใสขึ้นในใจทันทีว่า
"กฐินทานนี้แหละ จะเป็นทานอันประเสริฐ"
เข้าไปถามเศรษฐีว่า กฐินทานมีอานิสงส์อย่างไร เศรษฐีตอบว่า "กฐินทานมีอานิสงส์มากมายนัก
สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสสรรเสริญว่าเป็นทานอันประเสริฐ" ติณบาลได้ยินดังนั้นเกิดความโสมนัส
ปลาบปลื้มเป็นอันมาก จึงพูดกับเศรษฐีว่า "กระผมมีความประสงค์จะร่วมอนุโมทนาในการบำเพ็ญทาน
ครั้งนี้ด้วยท่านจะเริ่มงานเมื่อใด" เศรษฐีตอบว่า "เราจะเริ่มงานเมื่อครบ ๗ วัน นับจากวันนี้ไป"

ติณบาลได้ฟังก็ดีใจยิ่งนัก เขามีความศรัทธายินดีเต็มใจที่จะร่วมทำบุญกฐินนี้ด้วย
แต่ตนเองเป็นคนยากจน ไม่มีเงินทองข้าวของเครื่องใช้จะอนุโมทนากับเศรษฐี
จะมีแต่ก็ผ้าผืนเดียวที่นุ่งอยู่
ในที่สุดก็ตัดสินใจ เปลื้องผ้าที่นุ่งอยู่ไปซักฟอกให้สะอาด เอาใบไม้มาเย็บนุ่งแทนผ้า
แล้วเอาผ้านั้นไปเร่ขายในตลาด ชาวตลาดพากันหัวเราะลั่น
เมื่อเห็นอาการนั้น ติณบาลประกาศว่า "ท่านทั้งหลายหยุดก่อน อย่าหัวเราะข้าพเจ้าเลย
ข้าพเจ้ายากจน ไม่มีผ้าจะนุ่ง จะขอนุ่งใบไม้แต่ในชาตินี้เท่านั้น ชาติหน้าจะนุ่งผ้าทิพย์"
ในที่สุด เขาขายผ้านั้นได้ในราคา ๕ มาสก (๑ บาท) แล้วนำไปอนุโมทนากับเศรษฐี
ก็พอดีกับบริวารกฐินทุกอย่างบริบูรณ์ เว้นแต่ขาดด้ายเย็บผ้าอย่างเดียวสำหรับเย็บไตรจีวร
เศรษฐี ได้นำเงินนั้นซื้อด้ายเย็บไตรจีวร

ในกาลครั้งนั้นเกิดโกลาหลไปทั่วในหมู่ชนตลอดจนเทพเทวาในสรวงสวรรค์
ต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญ ทานของติณบาล เสียงสาธุการ ความเสียสละในทานของติณบาล
ดังลั่นเข้าไปถึงพระราชวัง พระเจ้าพาราณสี ทรงทราบเหตุผล รับสั่งให้นำติณบาลให้เข้าเฝ้า
แต่ติณบาลไม่กล้าเข้ามาเพราะไม่มีผ้านุ่ง พระองค์ทรงตรัสถามความเป็นมาของเขาโดยตลอด
ให้ราชบุรุษนำผ้าสาฎกราคาแสนตำลึงไปพระราชทานแก่ติณบาล
นอกจากนั้นได้พระราชทานบ้านเมือง ทรัพย์สมบัติ ช้าง ม้า วัว ควาย ทาสี ทาสา เป็นอันมาก
และโปรดให้ดำรงตำแหน่งเศรษฐี ในเมืองพาราณสี มีชื่อว่า "ติณบาลเศรษฐี" จำเดิมแต่นั้นเป็นต้นไป

กาลต่อมา ติณบาลเศรษฐี เมื่อดำรงชีวิตอยู่พอสมควร แก่ อายุขัยแล้ว ก็จุติไปจากโลกมนุษย์
ไปปฏิสนธิเป็นเทพบุตรในดาวดึงส์สวรรค์เสวยทิพยสมบัติอยู่ในวิมานแก้ว สูง ๕ โยชน์ (๑ โยชน์ = ๑๖ กิโลเมตร)
มีนางเทพอัปสร หนึ่งหมื่นเป็นบริวาร ส่วนสิริธรรมเศรษฐี ครั้นจุติจากโลกมนุษย์แล้ว ไปปฏิสนธิในดาวดึงส์สวรรค์
มีนางฟ้าเป็นบริวาร เช่นเดียวกับ ติณบาลเศรษฐี ดังนี้

นี่คือ อานิสงส์ของกฐินทานที่ติณบาลได้ตั้งใจกระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ในทานมัยในเขตบุญของพระพุทธศาสนา...อนุโมทนาสาธุการครับ ^_^

12


ร่วมเป็นเจ้าภาพ “กฐินวัดถ้ำเมืองนะ”
และหล่อพระ วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม ปี 2557
ได้ที่ กองทุนพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ)
เข้าบัญชีกองทุนของวัดพุทธพรหมปัญโญ
................................................

ชื่อบัญชี : พระวรงคต วิริยะธโร (หลวงตาม้า)
ธนาคาร : ธนาคารกสิกรไทย สาขามูลเมือง จ.เชียงใหม่ ออมทรัพย์
หมายเลขบัญชี : 383-223925-8

ชื่อบัญชี : พระวรงคต วิริยะธโร (หลวงตาม้า)
ธนาคาร : ธ.กรุงเทพ ออมทรัพย์ สาขา ตลาดแม่มาลัย
หมายเลขบัญชี : 458-063261-2
(รบกวนแนบสลิป)

ชื่อบัญชี : พระวรงคต วิริยะธโร (หลวงตาม้า)
ธนาคาร : ธ.ไทยพาณิชย์ ออมทรัพย์ สาขา แม่ริม
หมายเลขบัญชี : 853-210731-8
(รบกวนแนบสลิป)

(ถ้าท่านไหนโอนเข้าธนาคารกรุงเทพ หรือไทยพาณิชย์
ต้องรบกวนแนบสลิปให้กับทางวัดด้วย แต่ถ้าเป็นกสิกรไทย สามารถแจ้งแต่ตัวเลขและเวลาได้ค่ะ)

................................................

สำหรับญาติธรรมที่อยู่ต่างประเทศสามารถร่วมบุญเป็นเจ้าภาพได้ที่
................................................

Bank Name: KASIKORNBANK Public Company Limited (KBANK)
Address: 205/3-6 Moonmuang Rd., T.Sripoom, A.Muang, Chiangmai Thailand 50200
Tel: (66 2) 222-0000 Fax: (66 2) 470- 2749
Account No.: 383 223 9258
Account Holder: Warongkot Wiriyatharo
SWIFT CODE: KASITHBK

................................................

เมื่อโอนปัจจัยแล้ว สามารถ Scan สลิป ระบุเป็นยอดเงิน/ วันที่/ เวลาที่โอนเงินเข้ามา ธนาคารที่โอน (รบกวนระบุให้ครบ)
เช่น ได้โอนเงิน 2,000 บาทเมื่อวันที่ 15/10/13 เวลา 10.20 น. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
(เพื่อทางวัดจะนำยอดไปเทียบว่าปัจจัย ได้โอนเข้ามาแล้ว) (ถ้าท่านไหนโอนเข้าธนาคารกรุงเทพ หรือไทยพาณิชย์
ต้องรบกวนแนบสลิปให้กับทางวัดด้วย แต่ถ้าเป็นกสิกรไทย สามารถแจ้งแต่ตัวเลขและเวลาได้)

สามารถเลือกวิธีในการแจ้งข้อมูลการโอนและที่อยู่ในการจัดส่งวัตถุมงคลเจ้าภาพกฐินได้ตามวิธีต่างๆข้างล่างนี้

วิธีที่ 1 สามารถแจ้งผ่าน ระบบ Email ได้ที่ อีเมล์แม่ชีหนูนา amn_u_n_a@hotmail.com
วิธีที่ 2 ติดต่อผ่าน line หรือ Whats App ที่เบอร์ 0817315303 (ID line คือ 0817315303)
วิธีที่ 3 ทำการ Fax สลิปเพื่อยืนยันการโอนเงิน พร้อมระบุชื่อที่อยู่ ได้ที่ 053-455536
วิธีที่ 4 Facebook ส่งรายละเอียดผ่านกล่องข้อความ ที่ kunjana benchasiriwan

เลือกวิธีใดวิธีหนึ่งในการแจ้งสลิป และที่อยู่ให้กับทางวัด เพื่อความรวดเร็วในการจัดส่งวัตถุมงคล

ทางวัดสะดวกส่งพัสดุ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ประมาณกลางสัปดาห์ ค่ะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ

1. แม่ชีเช่ 087-003-4884
2. แม่ชีหนูนา 081-731-5303

เวลาสะดวกที่ติดต่อได้ คือ 7:15 น. - 12:30 น. และ 16:15 น. - 17:50 น.
นอกเวลาที่ระบุไว้ รบกวนว่าอย่าโทรไป  เพราะว่าเป็นเวลาที่วัดถ้ำเมืองนะสวดมนต์

สำหรับท่านที่ไม่สะดวกเดินทางมาวัดในวันงานกฐินประจำปีนี้
ท่านสามารถร่วมทำบุญมหากฐินของวัดถ้ำเมืองนะในครั้งนี้ได้โดยตรงโดยการ
โอนเงินเข้าบัญชีกองทุนพุทธพรหมปัญโญ

13


กฐิน "วัดถ้ำเมืองนะ" ประจำปี  2557
ตรงกับ วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม


สามารถร่วมบุญเป็นเจ้าภาพกองกฐิน
ได้ตามกำลังศรัทธา...

ปีนี้ ร่วมบุญกองละ 5,000 บาท จะได้รับพระที่หลวงตาม้า
กดพิมพ์ ด้วยตัวเอง 1 องค์ (มีเพียง 586 องค์)

และเจ้าภาพ ร่วมบุญกองละ 300 บาท จะได้รับเป็นแบบ
ที่ท่านอธิษฐานจิต 1 องค์

เริ่มร่วมบุญกันได้นับแต่วันนี้จะถึงวันงานกฐิน
สำหรับพระจะเริ่มจัดส่งหลัง ออกพรรษา
หลัง 11 ตุลาคม 57 ร่วมค่าส่งพระ
แบบลงทะเบียน 50 แบบ EMS 70
รบกวนแนบสลิปการโอน
ให้ทางวัดด้วย

บัญชีร่วมบุญใหญ่กฐิน 2557
กองทุนพุทธพรหมปัญโญ

พระวรงคต วิริยะธโร 853-210731-8
ไทยพาณิชย์ สาขาแม่ริม ออมทรัพย์

. . .


พระกฐินแบบหลวงตาม้าอธิษฐานจิต เจ้าภาพกองละ 300 บาท


พระกฐินที่หลวงตาม้ากดพิมพ์ด้วยตัวเอง เจ้าภาพกองละ 5,000 บาท

. . .

“กฐินวัดถ้ำเมืองนะ 2557”

มีหล่อพระจักรพรรดิ ในเวลาประมาณ 09:00 น. วันเสาร์ที่ 11  ตุลาคม 2557
ณ วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
พระพุทธรูปที่จะหล่อ เป็นรูปลักษณ์ของพระจักรพรรดิ์ เป็นพระพุทธเจ้าทรงเครื่อง
จักรพรรดิ์เต็มองค์ และเวลาประมาณ 12:00น. ร่วมกันทอดกฐิน ประจำปี 2557

14


วิวัฒนาการการกำเนิดชีวิตและจักรวาล
ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา

สาระสำคัญของอัคคัญญสูตร

ในพระสูตรบทนี้มีข้อความว่า พระพุทธเจ้าได้สนทนากับสองพราหมณ์ที่เป็นสามเณร ชื่อ วาเสฏฐะ กับ ภารทวาชะ เพื่อเตรียมตัวจะบวชเป็นภิกษุเกี่ยวกับวรรณะพราหมณ์ ที่สามเณรทั้งสองถือกำเนิดมา และถูกพวกพราหมณ์ด้วยกันกล่าวประณาม เพราะถือว่ามีวรรณะสูงกว่าวรรณะอื่น ด้วยเกิดจากอวัยวะเบื้องบนของพระพรหม ส่วนวรรณะอื่นเกิดจากส่วนเบื้องต่ำของพระพรหม พระพุทธองค์ทรงสอนสามเณรทั้งสองว่า คำกล่าวอ้างของพวกพราหมณ์ดังกล่าวนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างไร คนทุกวรรณะเกิดมาโดยอาศัยพ่อแม่ของตน พวกพราหมณ์ก็อาศัยพ่อแม่ในวรรณะของตนเป็นผู้ให้กำเนิด โดยผ่านกระบวนการตั้งครรภ์แล้วจึงคลอดลูกตามลำดับ และเมื่อคลอดลูกแล้วก็ต้องเลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จึงเป็นเรื่องเท็จที่อ้างว่า พวกพราหมณ์เกิดจากพระพรหมและตรัสสรุปว่า ท่านทั้งหลายมาบวช จากโคตร จากสกุลต่างๆ เมื่อมีผู้ถามว่าเป็นใครก็จงกล่าวตอบว่า เป็นสมณะศากยบุตร ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่นในตถาคต ผู้นั้นย่อมควรที่จะกล่าวว่า เราเป็นบุตรเกิดจากอุระเกิดจากพระโอฐของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้เกิดจากธรรม เป็นผู้ที่ธรรมเนรมิตขึ้น เป็นผู้รับมรดกพระธรรม เพราะคำว่าธรรมกาย พรหมกาย ธรรมภูต พรหมภูต เป็นชื่อของพระพุทธองค์ ธรรมเท่านั้นเป็นของประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

พระพุทธองค์ได้ตรัสเรื่องการอุบัติขึ้นมาของสรรพสิ่งในโลก และวิวัฒนาการของสัตว์มนุษย์และสังคม ว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว โลกนี้ได้พินาศ สัตว์ทั้งหลายไปเกิดในชั้นอาภัสสรพรหมกันโดยมาก และเมื่อโลกอุบัติขึ้นมาใหม่ สัตว์เหล่านั้นก็จุติมาสู่โลกนี้ เป็นผู้เกิดขึ้นจากใจ กินปีติเป็นอาหาร (ยังมีอำนาจฌานอยู่) มีแสงสว่างในตัว ไปได้ในอากาศ มีสภาพเหมือนเช่นในชั้นอาภัสสรพรหม ในขณะที่โลกวิวัฒนาการขึ้นมาใหม่ๆนั้น จักรวาลทั้งจักรวาล มีแต่น้ำ มีแต่ความมืด ไม่มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ไม่มีดาวนักษัตรทุกชนิด ไม่มีกลางวันและกลางคืน ไม่ปรากฏเวลาเป็นเดือน เป็นปี มนุษย์ที่จุติจากอาภัสสรพรหม อาศัยอยู่ในโลกตอนนั้น ไม่ปรากฏเพศชาย และเพศหญิง แต่ก็รู้ตัวว่าเป็นสัตว์มนุษย์

เมื่อเวลาผ่านพ้นนานไป จึงเกิดมีง้วนดินลอยอยู่บนน้ำ ง้วนดินนั้นมีลักษณะเหมือนนมสดที่เคี่ยวให้งวด มีกลิ่น รส สี คล้ายเนยใสมีรสดุจน้ำผึ้ง สัตว์พวกนี้จึงลองชิมดูก็ชอบใจ เลยหมดแสงสว่างในตัว เมื่อแสงสว่างหายไป ก็มีพระจันทร์พระอาทิตย์ มีดาวนักษัตร มีคืนวัน มีเดือน มีกึ่งเดือน มีฤดูและปี เมื่อกินง้วนดินเป็นอาหาร กายก็หยาบกระด้าง ความทรามของผิวพรรณก็ปรากฏ พวกมีผิวพรรณดี ก็ดูหมิ่นพวกมีผิวพรรณทราม เพราะดูหมิ่นผู้อื่นผู้อื่นเรื่องผิวพรรณ เพราะความถือตัวและดูหมิ่นผู้อื่น ง้วนดินก็หายไป ต่างก็พากันบ่นเสียดาย

แล้วก็เกิดกระบิดินที่คล้ายเห็ดสมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรสขึ้นแทนใช้เป็นอาหารได้ แต่เมื่อกินเข้าไปแล้วร่างกายก็หยาบกระด้างยิ่งขึ้น ความทรามของผิวพรรณก็ปรากฏชัดขึ้น เกิดการดูหมิ่นถือตัว เพราะเหตุผิวพรรณนั้นมากขึ้น กระบิดินก็หายไป จึงเกิดเครือดินคล้ายผลมะพร้าวสมบูรณ์ด้วย สี กลิ่น รสขึ้นแทน ใช้กินเป็นอาหารได้ ความหยาบกระด้างของกาย และความทรามของผิวพรรณก็ปรากฏมากขึ้น เกิดการดูหมิ่นถือตัว เพราะเหตุผิวพรรณนั้นมากขึ้น

เครือดินก็หายไป เกิดข้าวสาลีไม่มีเปลือก มีกลิ่นหอมมีเมล็ดเป็นข้าวสุกขึ้นแทน ใช้เป็นอาหารได้ ข้าวนี้เก็บเย็นเช้าก็สุกแทนที่ขึ้นมาอีก เก็บเช้าเย็นก็สุกแทนที่ขึ้นมาอีก ไม่มีพร่อง ความหยาบกระด้างของกาย ความทรามของผิวพรรณก็ปรากฏมากขึ้น จึงปรากฏเพศหญิงและเพศชาย เมื่อต่างเพศเพ่งกันและกันก็เกิดความกำหนัดเร่าร้อน เกิดเพศสัมพันธ์กันขึ้น การร่วมเพศเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ จึงพากันเอาสิ่งของขว้างปา เพราะในสมัยนั้นถือว่าเป็นอธรรม เมื่ออยากเสพต้องไปกระทำนอกชุมชน เช่นกับที่สมัยนี้ถือว่าเป็นสิ่งถูกต้อง

ต่อมาจึงรู้จักสร้างบ้านเรือน ปกปิดซ่อนเร้น ต่อมามีผู้เกียจคร้านที่จะนำข้าวสาลีมาตอนเช้าเพื่ออาหารเช้า นำมาตอนเย็นเพื่ออาหารเย็น จึงนำมาครั้งเดียวให้พอทั้งเช้าทั้งเย็น ต่อมาก็นำมาครั้งเดียวให้พอสำหรับ ๒ วัน ๔ วัน ๘ วัน มีการสะสมอาหาร จึงเกิดมีเปลือกห่อหุ้มข้าวสาลี ที่เกี่ยวแล้วก็ไม่งอกขึ้นแทน มีการขาดแคลนเป็นตอนๆ ตั้งแต่นั้นมา ข้าวสาลีจึงมีเฉพาะเป็นบางแห่ง

สัตว์มนุษย์เหล่านั้นจึงประชุมกันปรารภความเสื่อมลงโดยลำดับ แล้วมีการแบ่งข้าวสาลีและปักปันเขตแดนกัน ต่อมาบางคนรักษาส่วนตน ขโมยของคนอื่นมาบริโภค เมื่อถูกจับได้ ก็เพียงแต่สั่งสอนกันไม่ให้ทำอีก เขาก็รับคำ ต่อมาขโมยอีก ถูกจับได้ถึงครั้งที่ ๓ ก็สั่งสอนเช่นเดิมอีก แต่บางคนก็ลงโทษ ตบด้วยมือ ขว้างด้วยก้อนดิน ตีด้วยไม้

ต่อมาสัตว์ระดับผู้ใหญ่จึงประชุมกันปรารภว่า การลักทรัพย์ การติเตียน การพูดปด การจับท่อนไม้เกิดขึ้น ควรจะแต่งตั้งสัตว์ผู้หนึ่งขึ้นให้ทำหน้าที่ติผู้ที่ควรติ ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ โดยพวกที่เหลือจะแบ่งส่วนข้าวสาลีให้ จึงเลือกคนที่งดงาม น่าเลื่อมใส น่าเกรงขาม แต่งตั้งเป็นหัวหน้า เพื่อปกครองคนติและขับไล่คนที่ทำผิด คำว่า มหาชนสมมติ (ผู้ที่มหาชนแต่งตั้ง) กษัตริย์ (ผู้ใหญ่ยิ่งแห่งเขต) ราชา (ยังชนอื่นให้สุขใจโดยธรรม) กษัตริย์จึงเกิดขึ้น ซึ่งมาจากสัตว์พวกเดียวกัน เกิดขึ้นโดยธรรม มิใช่โดยอธรรม ธรรมะจึงเป็นสิ่งประเสริฐสุดในหมู่ชน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ต่อมามีสัตว์บางกลุ่มออกบวชมุ่งลอยธรรมที่ชั่ว ที่เป็นอกุศล จึงมีนามว่า พราหมณ์ (ผู้ลอยบาป) สร้างกุฎีหญ้าขึ้น เพ่งในกุฎีนั้น จึงมีนามว่า ฌายกะ (ผู้เพ่ง) สัตว์บางคนไปอยู่รอบหมู่บ้านรอบนิคม แต่งคัมภีร์ จึงถูกเรียกว่า อัชฌายกะ (ผู้ไม่เพ่ง) การทรงจำ การสอน การบอกมนต์ เกิดจากการไม่เพ่ง เดิมมีความหมายเลว แต่บัดนี้มีความหมายทางดี

ยังมีสัตว์บางกลุ่ม ถือการเสพเมถุนธรรม ประกอบการงานเป็นแผนกๆ จึงมีชื่อว่า เวสสะ (ประกอบการค้า) และยังมีสัตว์บางกลุ่ม ประกอบการล่าสัตว์ อาศัยการล่าสัตว์เลี้ยงชีพ จึงมีชื่อว่าศูทร

ครั้นแล้วตรัสสรุปว่า ทั้งพราหมณ์ แพศย์ ศูทร ก็เกิดจากสัตว์พวกนั้น มิใช่เกิดจากสัตว์พวกอื่น เกิดจากสัตว์ที่เสมอกัน เกิดขึ้นโดยธรรม มิใช่อธรรม แล้วตรัสต่อไปว่า มีสมัยซึ่งบุคคลในพวกทั้ง ๔ มีกษัตริย์เป็นต้น ไม่พอใจธรรมะของตนออกบวช ไม่ครองเรือน จึงเกิด สมณมณฑล ซึ่งมาจากพวกสัตว์ทั้ง ๔ กลุ่มนั่นเอง จะแตกต่างกันเพราะธรรม

ครั้นแล้วสรุปว่า ทั้งกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และสมณะ ถ้าประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ มีความเห็นผิด ประกอบกรรมซึ่งเกิดจากความเห็นผิด เมื่อตายไปก็จะเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เหมือนกัน ถ้าตรงกันข้าม คือ ประพฤติสุจริต ทางกาย วาจา ใจ มีความเห็นชอบ ประกอบกรรมซึ่งเกดจากความเห็นชอบ เมื่อตายไป ก็จะเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์ เหมือนกัน หรือถ้าทำทั้งสองอย่าง ก็จะได้รับทั้งสุขทั้งทุกข์เหมือนกัน ถ้าทั้ง ๔ พวกนี้สำรวม กาย วาจา ใจ อาศัยการเจริญโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๗ ก็จะปรินิพพานได้ในปัจจุบันเหมือนกัน และวรรณะทั้ง ๔ เหล่านี้ ผู้ใดเป็นภิกษุ สิ้นอาสวะแล้ว มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว หมดกิจ ปลงภาระ หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ ผู้นั้นก็นับว่าเป็นยอดแห่งวรรณะเหล่านั้นโดยธรรมมิใช่โดยอธรรม เพราะธรรมเป็นสิ่งประเสริฐสุดในหมู่ชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ในที่สุดตรัสย้ำถึงภาษิตของ สนังกุมารพรหมและของพระองค์ ที่ตรงกันว่า กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่ชนผู้ถือโคตร แต่ผู้ใดมีวิชาและจรณะ (ความรู้และความประพฤติ) ผู้นั้นเป็นผู้ประเสริฐสุดในเทวดาและมนุษย์ ฯ

วิวัฒนาการของโลก จากคัมภีร์ อัคคัญญสูตร

จากสาระสำคัญที่ปรากฏในพระไตรปิฎก จะเห็นถึงกระบวนการวิวัฒนาการของการเกิดเป็นมนุษย์ มีจุดเริ่มต้นมาจากอาภัสสรพรหม ซึ่งมาจากพรหมโลกเป็นพวกที่ทรงฌาน มีกายและใจ ที่ละเอียดอ่อน มาเกิดบนโลกซึ่งมีแต่น้ำ มนุษย์ยุคแรกจึงต้องอยู่บนอากาศ และใช้เวลาอันนานแสนนาน กว่าจะเกิดพื้นดิน และที่อยู่อาศัยบนพื้นโลกได้ ในพระไตรปิฎกมิได้บอกระยะเวลาไว้ แต่อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์กลุ่มแรกนี้มีลักษณะคล้ายเทพ และ/หรือ กึ่งเทพ มิได้กล่าวถึงอายุขัย ไม่ต้องกินอาหาร ไม่มีการแยกเพศ ไม่มีการกล่าวถึงจำนวนคนและความสัมพันธ์ภายในชุมชน ดูเหมือนว่ากระบวนการเกิดสังคมจะเริ่มขึ้น เมื่อมนุษย์มีการค้นพบอาหาร(ง้วนดิน)และลองชิมจนติดใจจึงเกิดการทำตามกันต่อๆมา จนเกิดการแบ่งแยกผิวพรรณกันขึ้น เมื่อมนุษย์กินอาหารนั้นทำให้ความเป็นกึ่งเทพหมดไป จึงต้องดิ้นรนแก่งแย่งกัน เกิดการสืบพันธ์ สร้างครอบครัว สะสมอาหาร มีระบบการปกครอง มีการสร้างกฎเกณฑ์ของชุมชน มีการลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎระเบียบของส่วนรวม ในที่สุดความเป็นสังคม และความเป็นรัฐก็วิวัฒนาการมาตามลำดับจนถึงปัจจุบัน จากข้อเขียนของบรรจบ บรรณรุจิ ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการของโลกไว้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าหลังพินาศแล้วโลกกลับเจริญขึ้นอีก เรียกยุค นี้ว่า "วิวัฎฎกัปป์" มีวิวัฒนาการ ๒ อย่างคือ

๑. วิวัฒนาการทางด้านวัตถุ เริ่มจากน้ำ ต่อมาบนผิวน้ำเกิดง้วนดิน เกิดดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ง้วนดินหายไปเกิดกระบิดิน จากกระบิดินเกิดเครือดินแทน จากเครือดินเกิดข้าวสาลีแทน ต่อมาเกิดรำและแกลบหุ้มข้าวสาลี พระอรรถกถาจารย์รุ่นต่อมาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อโลกก่อตัวขึ้นอีกมีเมฆใหญ่ปกคลุม เกิดฝนตกหนักท่วม จากนั้นเกิดพายุใต้น้ำผสมกับลมพัดน้ำจนงวดเกือบถึงพื้นดินเดิม แล้วเกิดลมพายุอีกช่วยกักน้ำให้อยู่ในระดับคงที่ไม่ไหลเรื่อยไป ลมอุ้มน้ำไว้และน้ำอุ้มแผ่นดินเอาไว้ ลมทำให้น้ำปั่นป่วน ซึ่งเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหว ทำให้เกิดเป็นแผ่นดินใหญ่ [พื้นผิวโลก] ส่วนน้ำนั้นมีรสอร่อย งวดเข้าเป็นง้วนดิน ซึ่งเป็นอาหารมนุษย์ในยุคแรก

๒. วิวัฒนาการทางด้านชีวิต ในทรรศนะของนักชีววิทยาซึ่งสรุปได้ว่า สิ่งที่มีชีวิตเกิดมาจากวิวัฒนาการทางด้านเคมีก่อน [สิ่งไร้ชีวิต] ครั้นแล้ววิวัฒนาการทางด้านเคมีนั้นก็แปรสภาพมาเป็นหน่วยชีวิตที่เรียกว่า “เซลล์” [สิ่งมีชีวิต] และเซลล์นั้นเองนับได้ว่าเป็นโครงสร้างขั้นมูลฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

ส่วนใน ทรรศนะของพระพุทธเจ้า จากอัคคัญญสูตร ทำให้ทราบว่าชีวิตของพืช และชีวิตของมนุษย์ เกิดมาพร้อมกับการเกิดขึ้นของโลกนั่นเอง เป็นมนุษย์พวกแรกในโลก เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ปัจจุบันมีลักษณะพิเศษคือ เกิดจากใจของตนเอง , มีแสงในตัวเอง มีปีติเป็นอาหาร ท่องไปในอากาศได้ อยู่วิมาน ไม่มีผู้หญิงผู้ชาย เป็นอาภัสสรพรหมจุติมาเป็นมนุษย์ ร่างกายของมนุษย์พวกนี้ วิวัฒนาการไปเป็นร่างกายที่หยาบ เนื่องจากอาหารและสภาพจิตที่เปลี่ยนไป บริโภคอาหารหยาบขึ้น ติดใจในรสอาหารนั้น (เกิดตัณหา) สภาพจิตใจก็หยาบขึ้นด้วย ร่างกายที่เคยละเอียดก็หยาบ จนกระทั่งมีลักษณะเพศปรากฏว่า เป็นหญิงหรือชาย สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้เป็นวิวัฒนาการทางด้านเคมีและทางด้านชีวภาพ เมื่อมีเพศจึงเสพเมถุนธรรมกัน จึงถูกสังคมลงโทษ แต่ในเวลาต่อมาถือเป็นเรื่องธรรมดา แล้วกำเนิดของมนุษย์ในแบบใหม่ ต้องอาศัยมารดาบิดาเป็นผู้ให้กำเนิดอย่างในปัจจุบันจึงเริ่มต้นมาด้วยประการฉะนี้

. . .

โพสโดย: www.facebook.com/watputtaprompanyo 4/25/2557
บทความจาก: http://www.dharma-gateway.com/misc/misc-90.htm
ภาพต้นฉบับจาก: http://junaidi.d


15


คติธรรมจากภาพ "ธรรมของพระพุทธเจ้า
เป็นอกาลิโก อยู่เหนือกาลเวลา"

บุญ ที่ถูกต้อง คืออย่าหลงบุญ ชาวพุทธเราส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องของ “บุญ” …คิดว่าการทำบุญก็คือเฉพาะ การตักบาตร, การถวายทรัพย์, ปัจจัย, การถวายสังฆทาน ฯลฯ เพียงเท่านี้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดีและควรทำอยู่เสมอก็จริงในฐานะชาวพุทธ แต่การสร้างบุญนั้นยังมีมากกว่านี้ เพราะเมื่อสร้างบุญเบื้องต้นพื้นฐานแล้ว ก็ต้องรู้จักต่อยอดสร้างบุญที่ละเอียดยิ่งขึ้น โดยไม่หลงอยู่กับบุญเพียงบางประเภทโดยไม่รู้จักต่อยอดจากฐานที่ควรทำประจำขึ้นไปเลย ยิ่งบางพุทธพาณิชย์ เน้นสอนให้บริจาคทรัพย์ หรือร่วมสร้างความยิ่งใหญ่อลังการเข้าวัดจนเกินตัว มียอดบริจาคมากเท่าไหร่ถือว่ายิ่งได้บุญหนักศักดิ์ใหญ่ รวยล้นฟ้าไม่รู้เรื่อง…

แท้จริงแล้ว “บุญ” หรือ “ปุญญ” แปลว่า “ชำระ” หมายถึง การทำให้หมดจดจากมลทิน เครื่องเศร้าหมอง อันได้แก่ โลภะ โทสะ และ โมหะ

ตามพระไตรปิฎก เราสามารถสร้าง “บุญ” ได้ ๓ อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา

๑. ทาน คือ การให้ เช่นที่กล่าวมาแล้ว คือ การตักบาตร บริจาคทรัพย์ ถวายสังฆทาน สร้างวิหาร หล่อพระ เป็นต้น ถือเป็น จาคะ หรือ การให้นับเป็น บุญอย่างหนึ่ง นับเป็นบุญที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่จะส่งเสริมบารมีบุญด้านอื่นๆไปด้วยกัน แต่มีการให้บางประการที่ไม่นับเป็นบุญ เช่น สุรา มหรสพ ให้สิ่งเพื่อกามคุณ เป็นต้น
๒. ศีล คือ ความประพฤติที่ไม่ละเมิด หรือรักษาความสำรวมทางกาย วาจา การรักษาศีลสำหรับฆราวาส ได้แก่ ศีล ๕ และอุโบสถศีล (มี ๘ ข้อ)
๓. ภาวนา คือ การอบรมจิตทางสมถะและทางวิปัสสนา การนั่งสมาธิ เรียกว่า สมถะภาวนา ส่วนการนั่งวิปัสสนา (สติรู้ถึงรูป–นาม) เรียกว่า วิปัสสนาภาวนา

“บุญ” ยังมีอีก ๗ อย่าง ตามคัมภีร์อรรถกถา หรือข้อปลีกย่อยที่อธิบายความจากพระไตรปิฎก นับถัดไปเป็นลำดับที่ ๔ ดังนี้

๔. อปจายนะ ความเป็นผู้นอบน้อม ต่อผู้ที่ควรนอบน้อม
๕. เวยยาวัจจะ ความขวนขวายในกิจ หรืองานที่ควรกระทำ
๖. ปัตติทาน การให้บุญที่ตนถึงแล้วแก่คนอื่น
เช่น การอุทิศส่วนกุศล การกรวดน้ำ
๗. ปัตตานุโมทนา คือการยินดีในบุญที่ผู้อื่นถึงพร้อมแล้ว เช่น เห็นผู้อื่นทำบุญตักบาตร เมื่อเราพลอยปลื้มปิติยินดี กล่าวอนุโมทนา
เพียงเท่านี้ ก็ได้บุญแล้ว
๘. ธัมมัสสวนะ หรือการฟังธรรม ไม่ว่าจะฟังธรรมโดยตรง
หรือจากสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ฯลฯ
๙. ธัมมเทศนา หรือการแสดงธรรมเมื่อได้ศึกษาธรรมะ
แล้วถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่น นับเป็นบุญประการหนึ่งด้วย
๑๐. ทิฏฐุชุกรรม คือการกระทำความเห็นให้ตรง
หรือ สัมมาทิฏฐิ นั่นเอง (เช่น เชื่อว่า บาป-บุญมี ,นรก-สวรรค์มี ,ชาตินี้-ชาติหน้ามี , เชื่อหลักไตรลักษณ์ อนิจจัง-ทุกข์ขัง-อนัตตา)

บุญทั้ง ๑๐ ประการนี้ บางที่เรียกกันว่า “บุญกิริยาวัตถุ ๑๐” จะเห็นว่าบุญทำได้ถึง ๑๐ อย่าง มีเพียงข้อแรกเท่านั้นที่ต้องใช้ทรัพย์ อีก ๙ ข้อล้วนไม่ต้องใช้ทรัพย์ . . .

หน้า: [1] 2 3 ... 27