เว็บพุทธภูมิ



กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
91
นานาสาระและเสวนาทั่วไป / Re: นานาสาระ
« กระทู้ล่าสุด โดย lovealone เมื่อ มกราคม 12, 2015, 06:37:21 AM »
สาธุค่ะ
92
ผมเป็นเด็กอายุ16ปีเมื่อก่อนปรารถนาหลายอย่างเช่นสาวกภูมิปัจเจกภูมิแต่มันก็รู้สึกว่ามันไม่ตรงกับเรามันไม่ใช่ปัจจุบันนี้ก็ปรารถนาพุทธภูมิประเภทศรัทธาธิกะ
ปล.ผมชื่อเอ็มนะครับ
93
ถ้าเรามีโอกาสหรือความสามารถเราจะ สร้างบ้าง
94
นานาสาระและเสวนาทั่วไป / Re: เข้าวัดไม่ต้องอายคนล้อนินทา
« กระทู้ล่าสุด โดย fontokma เมื่อ ธันวาคม 22, 2014, 10:52:14 AM »
มีปากก้อพูดไป ..
95
... ทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง หาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้
96
เป็นการบอกละเอียด ที่ดีมากเลยครับ เป็นความรู้ที่ดีมากครับ
97
ขอทราบหน่อยครับ ว่าวัดที่โพสมานี่ อยู่จังหวัดอะไรครับ อยากไปทำบุญ
98
      สวัสดีพี่น้องทุกท่านนะครับ ผมชื่อกอล์ฟนะคับ อายุ 23 ปี ก่อนอื่นก็ขอคารวะทุกคนนะครับ โดยเฉพาะลูกหลานของพ่อองค์ปฐม พ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่ปาน หลวงปู่ดู่ และศิษหลวงตาม้าทุกคนนะครับผมขอกราบคารวะเป็นพิเศษเพราะถือว่าเราเป็นพี่น้องกัน ตั้งแต่เด็กๆผมมักจะตั้งคำถามตัวเองเสมอว่าเราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เคยบวชเณรและสนใจพระธรรม โดยส่วนตัวจะเป็นคนขี้สงสารมาก ยิ่งเวลาเห็นขอทานหรือสัตว์ที่เจ็บป่วย(สงสารจนน้ำตาคลอเลย) พอโตมาก็เริ่มถูกกิเลสย้อมเมาจนเกือบจะเสียผู้เสียคน ห่างหายจากธรรมะไปอย่างสิ้นเชิง

      จนเข้ามหาวิทยาลัยก็ทำบาปกรรมเอาไว้เยอะเลย ศีล 5 ขาดสะบั้นเลย (ส่วนใหญ่คือกาเม และปานาติบาต) และกรรมก็ตามสนองมาเรื่อยๆ ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งผมย้ายหอใหม่ก็นึกอยากห้อยพระเครื่อง (ข่าวว่าหอนี้ผีดุมาก 555) เลยกลับบ้านมาหาพ่อและถามหาพระสักองค์ พ่อก็หาโน่นหานี่มาให้เลือก แต่ผมติดใจองค์ที่พ่อห้อยเลยถามว่านี่พระอะไร พ่อเลยบอกว่าเหรียญท้าวเวสสุวรรณของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตอนนั้นยังไม่รู้จักหลวงพ่อแต่เคยได้ยินชื่อมาบ้าง ประกอบกับอยากบูชาท้าวเวสสุวรรณด้วยเลยขอพระองค์ที่พ่อห้อยซะเลย(อยู่หอคนเดียวอยากมีท่านมาอยู่เป็นเพื่อน ซึ่งท่านปู่เวสสุวรรณจะช่วยปกป้องผู้ที่ปฏิบัติธรรมจากภูติผีปีศาจน่ะครับ) จนวันหนึ่งมีเหตุการณ์ที่ทุกข์หนักที่สุดในชีวิต (เด๋วค่อยเล่านะครับเพราะมันยาว ลองฟังเพลงความเจ็บยังคงหายใจของออฟ ปองศักดิ์ดูครับ อารมณ์ประมาณนั้น) ไม่รู้จะหันไปพึ่งใครก็มีเพื่อนคอยปลอบใจเป็นกำลังใจ จนเพื่อนก็ได้นำมาเข้าหาธรรมะอีกครั้งหนึ่ง และเพื่อนเป็นศิษย์พ่อฤาษี พอผมได้ลองฟังคำสอนของพ่อเท่านั้นล่ะผมติดใจเลย และตั้งใจศึกษาคำสอนของพ่อฤาษีมาตลอด จนได้เข้าใจเรื่องนิพพานมากยิ่งขึ้นและเริ่มสนใจทำกรรมฐานมาก ต่อมาไม่นานก็เริ่มสวดมนต์มากขึ้น และเกิดความศรัทธาพ่อองค์ปฐมมากตอนได้ฟังคำสอนที่พ่อฤาษีเล่าว่าได้เจอองค์ปฐมครั้งแรกเป็นอย่างไร (พ่อฤาษีเป็นลูกท่านองค์ปฐม) ก็ได้สนใจค้นคว้าหาข้อมูลขององค์ปฐม จนไปทำอีท่าไหนก็ไม่รู้ไปผมก็จำไม่ค่อยจะได้ แต่เอาเป็นว่าได้พบเจอเข้ากับบทสวดมหาจักรพรรดิ์ (น่าจะเป็นเพราะหารูปองค์ปฐมแล้วไปเจอรูปองค์พระปางมหาจักรพรรดิ์ เห็นสวยดีเลยคลิ๊กเข้าไปดู หลังจากนั้นก็ค้นกูเกิ้ลว่า องค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิ์ เลยเจอบทสวด) และรู้สึกชอบบทสวดบทนี้มาก อานิสงมากมายหลายประการ จึงจดจำมาสวด ต่อมาก็นึกอยากหาพระของหลวงปู่ดู่ เพราะเราสวดคาถาท่าน เลยอยากมีท่านมาบูชา แต่เอ๊ะ เราห้อยพระแล้วนี่ เลยนึกออกว่าตอนเด็กพ่อเคยให้แหวนพระมาใส่ จึงคิดว่าตอนนี้เราต้องการแหวนหลวงปู่ดู่ พอกลับมาบ้านถามพ่อว่ามีไหมก็ปรากฏว่ามี และใส่ได้พอดีนิ้วเลยก็เลยได้วัตถุมงคลอีกชิ้นมาบูชา (ซึ่งตอนหลังก็นึกอยากได้พระหลวงปู่ทวดมาก คิดถึงหลวงปู่ทวดทั้งวัน แล้วเย็นวันนั้นก็ได้มาทันทีเลยครับ เป็นพระจากงานตักไข่วันเกิดหลวงตาม้า พอดีร่วมบุญไว้ พอได้มาผมก็ซื้อลูกปัดใสแล้วมาร้อยกับเชือกสีทองเป็นประคำ 108 เม็ดทำเป็นสายห้อยพระหลวงปู่ทวด และใช้นับสวดมนต์ไปในตัว ส่วนเหรียญท้าวเวสสุสรรณก็พกติดตัวตลอด ใส่กระเป๋าไว้ไม่ได้ห้อย ต่อมาก็มีลูกแก้วจักรพรรดิ์ กับองค์พยาครุฑทองมาพกติดตัว)

      ซึ่งต่อมาผมก็สวดคาถามหาจักรพรรดิ์มาตลอดประกอบกับศึกษาธรรมะของหลวงพ่อฤาษีเป็นประจำ และหมั่นนั่งสมาธิสวดมนต์เป็นนิจ จนอยู่ดีๆดันนึกอธิษฐานหน้าพระพุทธรูปว่าอยากตรัสรู้ธรรมทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า "ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ขอให้ข้าพเจ้าตรัสรู้ธรรมนั้นด้วยเถิด" ไปๆมาๆได้ยินคนพูดว่าอยากเป็นพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก(คิดว่าเรื่องของเขา) ผมก็หมั่นทำบุญปล่อยปลา ทำทาน สวดมนต์นั่งสมาธิมาตลอด จนได้มาลองฟังคำสอนของหลวงตาม้า (ถาม-ตอบ) ก็ติดใจ ชอบฟังมาจนทุกวันนี้ อยู่มาวันหนึ่งในใจก็ดันคิดว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้า เราจะช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้น ทุกข์ (ผมมองไปทางไหนในโลกก็เจอแต่ความทุกข์) ทีนี้ก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับพุทธภูมิ ไปไปมามาก็อธิษฐานเลยว่า ขอให้ได้ตรัสรู้ ขอให้ได้เป็นพระพุทธเจ้า ก็เริ่มตั้งใจศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธภูมิมากขึ้นและศึกษาคำสอนของหลวงตาม้ามากขึ้น (สลับกับฟังคำสอนของท่านพ่อฤาษี) แต่อย่างที่รู้กันว่าพ่อฤาษีท่านลาพุทธภูมิ (ผมก็อธิษฐานว่า พ่อครับ พ่อลาแต่ผมไม่ลานะครับ ผมขอไปต่อนะ)     
 
       แรกๆก็คิดว่าเราไม่ต้องการไปนิพพาน เราต้องการบำเพ็ญบารมีและช่วยเหลือสัตว์โลก แต่อนิจจัง ด้วยความที่ร่างกายผมเจ็บป่วยอยู่เป็นนิจและผมรู้สึกเหนื่อยหน่ายและเบื่อกับร่างกายนี้มาก เพราะมันมีแต่ทุกข์ มันเจ็บมันปวดไปหมด (ตอนนี้ที่เป็นมากคืออาการปวดข้อทั้งร่างกาย) ประกอบกับชีวิตรักที่น้ำเน่าเหมือนละคร เล่าสั้นๆคือ "แฟนอายุเยอะกว่า แฟนเป็นคนมีเงินแต่ผมจน ก่อนมาเจอเธอผมต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมาตลอดครับ (เคยทำทั้งงานกลางวันและงานกลางคืน) แฟนท้อง ดีใจเรากำลังมีลูก แต่พอถึงวันคลอดกับมีผู้ชายอีกสองคนมาปรากฏตัวว่าเป็นพ่อของเด็ก เรื่องราวสุดดราม่าก็เกิดขึ้น และแล้วเรื่องราวก็ผ่านพ้นไป กว่าจะจบได้ก็นานพอดู สุดท้ายแฟนตัดชายอื่นได้ (ผมต้องอยู่เหมือนตายมานานเลยนี่ก็เวรกรรมผมทำบาปกับผู้หญิงไว้เยอะ) และผมเป็นพ่อเด็ก แต่ก็อนิจจังอีก ครอบครัวแฟนไม่ยอมรับผม ไม่ต้องการผม ซึ่งทุกวันนี้ผมยังไม่เคยเจอลูกตัวเองเลย ได้แต่เห็นในรูปที่แฟนส่งมา แฟนก็มาหาบ้างแต่ไม่ได้พาลูกมาด้วยเนื่องจากเหตุผลบางประการ (ผมเรียนยุ มข แฟนเป็นหมอเปิดคลินิกยุที่ขอนแก่น แต่พอท้องแก่ก็ต้องกลับไปอยู่บ้านที่ กทม ไม่ค่อยได้ลงมาขอนแก่น) ซึ่งทุกวันนี้แฟนก็กลับมาทำงาน แต่ไม่ได้เอาลูกมาด้วย อาศัยไปกลับ ขอนแก่น-กทมทุกวันศุกร์ กลับไปหาลูก แล้วกลับมาทำงานวันจันทร์ พวกผมก็อยู่ด้วยกัน 2 คน แต่ด้วยความที่ผมเด็กกว่ามากจึงโดนด่าเป็นประจำ แหะ แหะ" รวมความคือชีวิตผมตอนนี้ไม่มีความสุขจริงๆ มันเห็นแต่ทุกข์ แต่ก็มีธรรมะนี่ล่ะเป็นที่พึ่ง และด้วยร่างกายที่เจ็บป่วยนี่ด้วย (คือกายก็ทุกข์มากถึงขั้นเดินไม่ได้ ลุกจากที่นอนไม่ไหว ใจก็ทุกข์) ผมจึงเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างชัดเจน เห็นอริยสัจมากพอสมควร (เป็นทุกข์ผมเลยหาทางพ้นทุกข์ จึงศึกษาอริยสัจ 4) จนผมเข้าใจตามคำสั่งสอนของพ่อฤาษีอย่างชัดเจนว่าไอ้ขันต์ 5 นี่มันเลว ขึ้นชื่อว่าร่างกาย ขึ้นชื่อว่าการเกิดมันไม่มีอะไรดีเลย ต่อให้เป็นเทวดาก็ไม่แคล้วต้องมาเกิดใหม่ บางองค์ลงจากสวรรค์ไปนรกเลยก็มี ทุกวันนี้จึงเข้าใจเลยว่า นิพพาน คือบรมสุขอย่างแท้จริง "ผมต้องการไปนิพพานอย่างยิ่ง"

      บางทีผมก็เกิดเบื่อ อยากลาพุทธภูมิ อยากไปนิพพาน ไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดแล้ว แต่ใจก็คิดว่าเราคงจะเสียใจ เสียดายเป็นที่สุดถ้าเราไปโดยไม่ฉุดช่วยเหลือเหล่าสัตว์โลกทั้งหลาย เพราะยังมีอีกหลายคน หลายตน หลายตัว ที่ยังหลงอยู่ ยังไม่พบพระธรรม ผมจึงตัดสินใจเด็ดขาดเลยว่า "ต่อให้เราต้องทุกข์ ต้องเหนื่อยอีกสักแค่ไหนก็ตาม ก็จะอดทนเพื่อเหล่าพี่น้องสัตว์โลกทั้งหลาย เพื่อจะพาทุกคนไปด้วยกัน ความสุขของพี่น้องผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็คือความสุขของผม"

     กล่าวสรุปสำหรับเส้นทางสายพุทธภูมิของผมก็คือ มีคำสอนท่านพ่อฤาษี หลวงพ่อปาน และพ่อองค์ปฐมเป็นแนวทางเพื่อความหลุดพ้น ซึ่งพ่อองค์ปฐมท่านจะย้ำสอนเสมอว่าให้หมั่นระลึกใน อานาปานุสติ จิตตานุสติ และพรหมวิหาร 4 ซึ่งผมได้นำคำสอนนี้ล่ะมาเรียบเรียงเป็นคาถา 1 บท
" พุทโธ องค์ปฐม สัมมาสัมพุทธัสสะ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อานา จิตตัง สติเม เมกะมุอุ พระอรหัง พุทโธ นะโมพุทธายะ (เมกะมุอุ คือพรหมวิหาร 4) "
ซึ่งคาถานี้ทำการอธิษฐานจิตต่อหน้าองค์พระพุทธรูปแล้ว ต่อมาก็คือมีหลวงปู่ดู่และหลวงตาม้าเป็นครูด้านโพธิสัตว์และการบำเพ็ญบารมี ซึ่งผมก็ได้เรียบเรียงคาถาอัญเชิญเทวดาในแบบฉบับของตน เพื่อใช้สวดเอง โดยใช้คำสอนของหลวงปู่ที่ว่า พลังงานไม่เคยหายไปจากโลก และรูปเป็นสื่อของนาม คือรูปเป็นช่องทางการสื่อพลังของภพภูมิต่างๆทั้ง มนุษย์ วิญญาน เทวดา พรหม พระอรหัน พระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้า (คือแค่เรานึกถึงชื่อพวกท่าน ท่านก็มองเห็นเราแล้ว เพราะชื่อของท่านเป็นสื่อของท่าน) จึกเรียบเรียงคาถาดังนี้
"สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัตราคัจฉันตุ เทวะตา
 อะหัง วันทามิ เทวา จาตุมหาราชิกา มหาราชา ท้าวเวสสุวรรณโณ ท้าววิรุฬหโก ท้าววิรูปักโข ท้าวธตรโฐ พุทโธ นะโมพุทธยะ
 อะหัง วันทามิ เทวา จาตุมหาราชิกา ครุฑายักขะคันธัพพะนาคา
 อะหัง วันทามิ เทวา ดาวดึงสเทวโลก องค์อินทร์และเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา ยามา พระสยามเทวาธิราชและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา ดุสิตตา ท้าวสันดุสิตและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา นิมมานรดี ท้าวสุนิมมิตเทวาธิราชและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา ปรนิมมิตสวัสดี ท้าวปรนิมมิตเทวราช ท้าวปรนิมมิตสวัสดีมาราธิราชและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา พรหมา
 อะหัง วันทามิ พระอรหังสัมมา ปะรินิพพุตัมปิ
 อะหัง วันทามิ ทูระโต อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ
"
 คาถานี้ก็ทำพิธีอธิษฐานจิตแล้วเช่นกัน และเป็นคาถาบูชาเทวดา ที่ผมใช้เองเพื่อสื่อถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบเอ่ยนาม เอ่ยตำแหน่งท่านเลยโดยเฉพาะ ส่วนเรื่องการอธิษฐานจิตนี้ ลูกศิษย์สายหลวงปู่ดู่จะเข้าใจ หลักการเดียวกันกับการปลุกเสกพระของหลวงปู่ และการอธิษฐานจิตสร้างลูกแก้วจักรพรรดิ์ของท่าน ซึ่งลูกศิษย์ก็สามารถทำเองได้แต่ต้องอาราธนาบารมีหลวงปู่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดทั้งมวลอันมีบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภูติพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด ซึ่งหลวงปู่ท่านจะเมตตารวมบารมีให้เรา (พุทธมนต์แต่ละบทสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจของผู้สวด สำหรับผมถือว่าใช้ได้ดีเพราะผมศรัทธาในคาถา และศรัทธาในหลวงปู่ดู่มาก)

      แม้อาจเคยอยากลาพุทธภูมิแต่ก็ไม่คิดจะลา กลับยิ่งทำให้กำลังใจมากขึ้นด้วยซ้ำ ทุกวันนี้อธิษฐานออกเสียงต่อหน้าพระพุทธรูปตลอด ต่อหน้าผู้คนก็ออกเสียงตลอด ใครอาจมองว่าแปลกก็ช่าง ผมตั้งสัจจะอธิษฐานแน่วแน่ และให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมาร่วมเป็นพยานเสมอ(อธิษฐานหลังสวดคาถามหาจักรพรรดิ์) ส่วนแนวทางก็จะเป็นวิริยะธิกะ เพราะอยากจะเอาสัตว์โลกไปนิพพานด้วยให้มากที่สุด (และอยากเอาอย่างพ่อ 555 พ่อองค์ปฐม กับพ่อฤาษี รวมถึงหลวงปู่ดู่ด้วย) ทุกวันนี้ก็ภวานาไม่ขาด รักษาศีล 5 เป็นเบื้องต้นโดยระมัดระวังอย่างมาก และช่วงที่แฟนไม่อยู่ด้วยจะถือศีล 8 ทำบุญทำทานก็หมั่นทำสม่ำเสมอ ไหวว้พระบูชาข้าวพระทุกวัน คั้งใจไปกวาดพุทธสถานคือลานพระพุทธชินราชทุกวันมีแค่วันที่ติดธุระจริงๆถึงไม่ได้ไป(ถ้ามีเวลามากก็จะถูพื้นด้วย) แล้วก็โมทนาบุญกับคนบุญเป็นประจำ และวิชาโปรดของผมคือวิชาจักรพรรดิ์เปิดโลกของหลวงปู่ดู่ครับ แผ่เมตตาปรับภพภูมิ

     ท้ายที่สุดจะพูดถึงเรื่องการวางกำลังใจของผมนะครับ ทุกวันผมจะไหว้บูชาพระด้วยชีวิต และตั้งสัจจะว่าจะทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ต่อเทวดาและภพภูมิทั้งหลาย และต่อสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย ตั้งใจจะใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อพระศาสนา เพื่อเป็นสื่อให้เทวดาและภพภูมิทั้งหลายได้โมทนาบุญ โดยเน้นการสร้างบุญด้วยการภวนาแล้วแผ่เมตตาเป็นหลัก (แต่ก็ตั้งใจบำเพ็ญบารมี 10 ทัศให้ครบถ้วนเสมอ) คือเน้นปฏิบัติให้มากๆเข้าไว้ ตามคำสอนของหลวงปู่ดู่คือ "เวลาเหลือไม่มากแล้ว ให้เร่งปฏิบัติ" และ "ไม่ปฏิบัติแค่นาทีเดียวก็ถือว่าขาดทุนกับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์" รวมกับคำสอนของพ่อฤาษีคือ "ผู้ใดมีกรรมฐานอยู่ในทุกขณะชีวิต ผู้นั้นเป็นศิษเอกชั้น 1 ของข้า (อาจไม่ตรงตามที่ท่านว่าแต่ผมเข้าใจอย่างนี้) " และที่สำคัญผมไม่ยินดีในการเกิดในอบาย เกิดเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหมอีกแล้ว ผมต้องการไปนิพพานจุดเดียว (ถึงแม้จะยังต้องเกิดอีกก็เถอะ แต่ก็เกิดเพื่อสร้างบารมี)

     สรุปนะครับ การวางกำลังใจที่สำคัญของผมคือ ศึกษาให้มาก(คัดเฉพาะเรื่องที่คิดว่าจำเป็นสำหรับเราทั้งทางโลกและทางธรรม) ปฏิบัติธรรมให้มาก บำเพ็ญบุญบารมีให้มาก อธิษฐานทุกวันเพื่อโพธิญาน เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าจุดเดียว อธิษฐานออกเสียงให้ดัง ให้ฟังชัด ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยาน มอบชีวิตนี้แก่พระศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โพธิญานและพระนิพพาน (ย้ำว่าต้องวางกำลังใจด้วยชีวิตเลยนะครับ ผมค่อยๆทำมาจนมันซึมเข้าไปในจิตใต้สำนึกแล้ว) และสองสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญสำหรับผมนะครับ คือ

1.พระคาถามหาจักรพรรดิ์และศาสตร์ของหลวงปู่ดู่ (เป็นศาสตร์เร่งบุญบารมี ช่วยเหลือภพภูมิ ผูกมิตรและสร้างบริวารไปในคราวเดียวกัน) เราจะสัมผัสได้เลยครับว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวตอนสวด และยิ่งตอนสัพเพ แล้วบอกให้ภพภูมิโมทนาบุญนี่ยิ่งสัมผัสได้เลยครับแล้วพวกเขารับรู้และโมทนาบุญจากเรา

2.มุ่งไปนิพพานจุดเดียว ไม่ยินดีในการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วนอกจากนิพพาน (ถึงแม้จะยังต้องเกิดอยู่เพื่อบำเพ็ญเพียรแต่ผมก็วางกำลังใจอย่างนี้) คือตั้งใจปฏิบัติให้มันถึงนิพพานในชาตินี้เลย เข้าใกล้นิพพานให้ได้มากที่สุด คือเราจะเป็นพระพุทธเจ้านะ เราต้องจริงจังกับนิพพานเป็นที่สุด เพื่อที่เราจะได้ไปสั่งสอนผู้อื่นต่อไป โดยที่ผมวางกำลังใจแบบนี้ได้เพราะคำสอนของท่านพ่อฤาษีลิงดำ และบวกกับความทุกข์ทั้งหลายที่ได้รับ จนทำให้จิตมันเห็นธรรม มันเห็นอริยสัจของมันเองครับ เป็นปัจจัตตัง (ต้องขอบคุณความทุกข์จริงๆ)

ปล.ผมเชื่อว่ามีพี่น้องหลายคนที่มีกำลังใจเช่นเดียวกันกับผมและอาจมากกว่าผม ณ ที่นี้ผมมาเพื่อเล่าประสบการณ์ และแนะนำตัวเองให้รู้จักครับ หากพิมพ์อะไรผิดพลาดตกหล่นก็ขออภัยนะครับ สุดท้ายนี้ขอโมทนาบุญกับทุกท่าน ทุกรูป ทุกนาม ทุกประการ และประโยชน์สุขใดผมจักได้รับจากการบำเพ็ญบุญทั้งหลายจากอดีตชาติจนปัจจุบันชาติ ของท่านทั้งหลายจงโมทนา และได้รับประโยชน์สุขเช่นเดียวกับผมทุกประการ สาธุครับ
99
   สวัสดีพี่น้องทุกท่านนะครับ ผมชื่อกอล์ฟนะคับ อายุ 23 ปี ก่อนอื่นก็ขอคารวะทุกคนนะครับ โดยเฉพาะลูกหลานของพ่อองค์ปฐม พ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่ปาน หลวงปู่ดู่ และศิษหลวงตาม้าทุกคนนะครับผมขอกราบคารวะเป็นพิเศษเพราะถือว่าเราเป็นพี่น้องกัน ตั้งแต่เด็กๆผมมักจะตั้งคำถามตัวเองเสมอว่าเราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เคยบวชเณรและสนใจพระธรรม โดยส่วนตัวจะเป็นคนขี้สงสารมาก ยิ่งเวลาเห็นขอทานหรือสัตว์ที่เจ็บป่วย(สงสารจนน้ำตาคลอเลย) พอโตมาก็เริ่มถูกกิเลสย้อมเมาจนเกือบจะเสียผู้เสียคน ห่างหายจากธรรมะไปอย่างสิ้นเชิง

      จนเข้ามหาวิทยาลัยก็ทำบาปกรรมเอาไว้เยอะเลย ศีล 5 ขาดสะบั้นเลย (ส่วนใหญ่คือกาเม และปานาติบาต) และกรรมก็ตามสนองมาเรื่อยๆ ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งผมย้ายหอใหม่ก็นึกอยากห้อยพระเครื่อง (ข่าวว่าหอนี้ผีดุมาก 555) เลยกลับบ้านมาหาพ่อและถามหาพระสักองค์ พ่อก็หาโน่นหานี่มาให้เลือก แต่ผมติดใจองค์ที่พ่อห้อยเลยถามว่านี่พระอะไร พ่อเลยบอกว่าเหรียญท้าวเวสสุวรรณของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตอนนั้นยังไม่รู้จักหลวงพ่อแต่เคยได้ยินชื่อมาบ้าง ประกอบกับอยากบูชาท้าวเวสสุวรรณด้วยเลยขอพระองค์ที่พ่อห้อยซะเลย(อยู่หอคนเดียวอยากมีท่านมาอยู่เป็นเพื่อน ซึ่งท่านปู่เวสสุวรรณจะช่วยปกป้องผู้ที่ปฏิบัติธรรมจากภูติผีปีศาจน่ะครับ) จนวันหนึ่งมีเหตุการณ์ที่ทุกข์หนักที่สุดในชีวิต (เด๋วค่อยเล่านะครับเพราะมันยาว ลองฟังเพลงความเจ็บยังคงหายใจของออฟ ปองศักดิ์ดูครับ อารมณ์ประมาณนั้น) ไม่รู้จะหันไปพึ่งใครก็มีเพื่อนคอยปลอบใจเป็นกำลังใจ จนเพื่อนก็ได้นำมาเข้าหาธรรมะอีกครั้งหนึ่ง และเพื่อนเป็นศิษย์พ่อฤาษี พอผมได้ลองฟังคำสอนของพ่อเท่านั้นล่ะผมติดใจเลย และตั้งใจศึกษาคำสอนของพ่อฤาษีมาตลอด จนได้เข้าใจเรื่องนิพพานมากยิ่งขึ้นและเริ่มสนใจทำกรรมฐานมาก ต่อมาไม่นานก็เริ่มสวดมนต์มากขึ้น และเกิดความศรัทธาพ่อองค์ปฐมมากตอนได้ฟังคำสอนที่พ่อฤาษีเล่าว่าได้เจอองค์ปฐมครั้งแรกเป็นอย่างไร (พ่อฤาษีเป็นลูกท่านองค์ปฐม) ก็ได้สนใจค้นคว้าหาข้อมูลขององค์ปฐม จนไปทำอีท่าไหนก็ไม่รู้ไปผมก็จำไม่ค่อยจะได้ แต่เอาเป็นว่าได้พบเจอเข้ากับบทสวดมหาจักรพรรดิ์ (น่าจะเป็นเพราะหารูปองค์ปฐมแล้วไปเจอรูปองค์พระปางมหาจักรพรรดิ์ เห็นสวยดีเลยคลิ๊กเข้าไปดู หลังจากนั้นก็ค้นกูเกิ้ลว่า องค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิ์ เลยเจอบทสวด) และรู้สึกชอบบทสวดบทนี้มาก อานิสงมากมายหลายประการ จึงจดจำมาสวด ต่อมาก็นึกอยากหาพระของหลวงปู่ดู่ เพราะเราสวดคาถาท่าน เลยอยากมีท่านมาบูชา แต่เอ๊ะ เราห้อยพระแล้วนี่ เลยนึกออกว่าตอนเด็กพ่อเคยให้แหวนพระมาใส่ จึงคิดว่าตอนนี้เราต้องการแหวนหลวงปู่ดู่ พอกลับมาบ้านถามพ่อว่ามีไหมก็ปรากฏว่ามี และใส่ได้พอดีนิ้วเลยก็เลยได้วัตถุมงคลอีกชิ้นมาบูชา (ซึ่งตอนหลังก็นึกอยากได้พระหลวงปู่ทวดมาก คิดถึงหลวงปู่ทวดทั้งวัน แล้วเย็นวันนั้นก็ได้มาทันทีเลยครับ เป็นพระจากงานตักไข่วันเกิดหลวงตาม้า พอดีร่วมบุญไว้ พอได้มาผมก็ซื้อลูกปัดใสแล้วมาร้อยกับเชือกสีทองเป็นประคำ 108 เม็ดทำเป็นสายห้อยพระหลวงปู่ทวด และใช้นับสวดมนต์ไปในตัว ส่วนเหรียญท้าวเวสสุสรรณก็พกติดตัวตลอด ใส่กระเป๋าไว้ไม่ได้ห้อย ต่อมาก็มีลูกแก้วจักรพรรดิ์ กับองค์พยาครุฑทองมาพกติดตัว)

      ซึ่งต่อมาผมก็สวดคาถามหาจักรพรรดิ์มาตลอดประกอบกับศึกษาธรรมะของหลวงพ่อฤาษีเป็นประจำ และหมั่นนั่งสมาธิสวดมนต์เป็นนิจ จนอยู่ดีๆดันนึกอธิษฐานหน้าพระพุทธรูปว่าอยากตรัสรู้ธรรมทั้งหมดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า "ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ขอให้ข้าพเจ้าตรัสรู้ธรรมนั้นด้วยเถิด" ไปๆมาๆได้ยินคนพูดว่าอยากเป็นพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก(คิดว่าเรื่องของเขา) ผมก็หมั่นทำบุญปล่อยปลา ทำทาน สวดมนต์นั่งสมาธิมาตลอด จนได้มาลองฟังคำสอนของหลวงตาม้า (ถาม-ตอบ) ก็ติดใจ ชอบฟังมาจนทุกวันนี้ อยู่มาวันหนึ่งในใจก็ดันคิดว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้า เราจะช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้น ทุกข์ (ผมมองไปทางไหนในโลกก็เจอแต่ความทุกข์) ทีนี้ก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับพุทธภูมิ ไปไปมามาก็อธิษฐานเลยว่า ขอให้ได้ตรัสรู้ ขอให้ได้เป็นพระพุทธเจ้า ก็เริ่มตั้งใจศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธภูมิมากขึ้นและศึกษาคำสอนของหลวงตาม้ามากขึ้น (สลับกับฟังคำสอนของท่านพ่อฤาษี) แต่อย่างที่รู้กันว่าพ่อฤาษีท่านลาพุทธภูมิ (ผมก็อธิษฐานว่า พ่อครับ พ่อลาแต่ผมไม่ลานะครับ ผมขอไปต่อนะ)     
 
       แรกๆก็คิดว่าเราไม่ต้องการไปนิพพาน เราต้องการบำเพ็ญบารมีและช่วยเหลือสัตว์โลก แต่อนิจจัง ด้วยความที่ร่างกายผมเจ็บป่วยอยู่เป็นนิจและผมรู้สึกเหนื่อยหน่ายและเบื่อกับร่างกายนี้มาก เพราะมันมีแต่ทุกข์ มันเจ็บมันปวดไปหมด (ตอนนี้ที่เป็นมากคืออาการปวดข้อทั้งร่างกาย) ประกอบกับชีวิตรักที่น้ำเน่าเหมือนละคร เล่าสั้นๆคือ "แฟนอายุเยอะกว่า แฟนเป็นคนมีเงินแต่ผมจน ก่อนมาเจอเธอผมต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมาตลอดครับ (เคยทำทั้งงานกลางวันและงานกลางคืน) แฟนท้อง ดีใจเรากำลังมีลูก แต่พอถึงวันคลอดกับมีผู้ชายอีกสองคนมาปรากฏตัวว่าเป็นพ่อของเด็ก เรื่องราวสุดดราม่าก็เกิดขึ้น และแล้วเรื่องราวก็ผ่านพ้นไป กว่าจะจบได้ก็นานพอดู สุดท้ายแฟนตัดชายอื่นได้ (ผมต้องอยู่เหมือนตายมานานเลยนี่ก็เวรกรรมผมทำบาปกับผู้หญิงไว้เยอะ) และผมเป็นพ่อเด็ก แต่ก็อนิจจังอีก ครอบครัวแฟนไม่ยอมรับผม ไม่ต้องการผม ซึ่งทุกวันนี้ผมยังไม่เคยเจอลูกตัวเองเลย ได้แต่เห็นในรูปที่แฟนส่งมา แฟนก็มาหาบ้างแต่ไม่ได้พาลูกมาด้วยเนื่องจากเหตุผลบางประการ (ผมเรียนยุ มข แฟนเป็นหมอเปิดคลินิกยุที่ขอนแก่น แต่พอท้องแก่ก็ต้องกลับไปอยู่บ้านที่ กทม ไม่ค่อยได้ลงมาขอนแก่น) ซึ่งทุกวันนี้แฟนก็กลับมาทำงาน แต่ไม่ได้เอาลูกมาด้วย อาศัยไปกลับ ขอนแก่น-กทมทุกวันศุกร์ กลับไปหาลูก แล้วกลับมาทำงานวันจันทร์ พวกผมก็อยู่ด้วยกัน 2 คน แต่ด้วยความที่ผมเด็กกว่ามากจึงโดนด่าเป็นประจำ แหะ แหะ" รวมความคือชีวิตผมตอนนี้ไม่มีความสุขจริงๆ มันเห็นแต่ทุกข์ แต่ก็มีธรรมะนี่ล่ะเป็นที่พึ่ง และด้วยร่างกายที่เจ็บป่วยนี่ด้วย (คือกายก็ทุกข์มากถึงขั้นเดินไม่ได้ ลุกจากที่นอนไม่ไหว ใจก็ทุกข์) ผมจึงเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างชัดเจน เห็นอริยสัจมากพอสมควร (เป็นทุกข์ผมเลยหาทางพ้นทุกข์ จึงศึกษาอริยสัจ 4) จนผมเข้าใจตามคำสั่งสอนของพ่อฤาษีอย่างชัดเจนว่าไอ้ขันต์ 5 นี่มันเลว ขึ้นชื่อว่าร่างกาย ขึ้นชื่อว่าการเกิดมันไม่มีอะไรดีเลย ต่อให้เป็นเทวดาก็ไม่แคล้วต้องมาเกิดใหม่ บางองค์ลงจากสวรรค์ไปนรกเลยก็มี ทุกวันนี้จึงเข้าใจเลยว่า นิพพาน คือบรมสุขอย่างแท้จริง "ผมต้องการไปนิพพานอย่างยิ่ง"

      บางทีผมก็เกิดเบื่อ อยากลาพุทธภูมิ อยากไปนิพพาน ไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดแล้ว แต่ใจก็คิดว่าเราคงจะเสียใจ เสียดายเป็นที่สุดถ้าเราไปโดยไม่ฉุดช่วยเหลือเหล่าสัตว์โลกทั้งหลาย เพราะยังมีอีกหลายคน หลายตน หลายตัว ที่ยังหลงอยู่ ยังไม่พบพระธรรม ผมจึงตัดสินใจเด็ดขาดเลยว่า "ต่อให้เราต้องทุกข์ ต้องเหนื่อยอีกสักแค่ไหนก็ตาม ก็จะอดทนเพื่อเหล่าพี่น้องสัตว์โลกทั้งหลาย เพื่อจะพาทุกคนไปด้วยกัน ความสุขของพี่น้องผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็คือความสุขของผม"

     กล่าวสรุปสำหรับเส้นทางสายพุทธภูมิของผมก็คือ มีคำสอนท่านพ่อฤาษี หลวงพ่อปาน และพ่อองค์ปฐมเป็นแนวทางเพื่อความหลุดพ้น ซึ่งพ่อองค์ปฐมท่านจะย้ำสอนเสมอว่าให้หมั่นระลึกใน อานาปานุสติ จิตตานุสติ และพรหมวิหาร 4 ซึ่งผมได้นำคำสอนนี้ล่ะมาเรียบเรียงเป็นคาถา 1 บท
" พุทโธ องค์ปฐม สัมมาสัมพุทธัสสะ พุทโธ ธัมโม สังโฆ อานา จิตตัง สติเม เมกะมุอุ พระอรหัง พุทโธ นะโมพุทธายะ (เมกะมุอุ คือพรหมวิหาร 4) "
ซึ่งคาถานี้ทำการอธิษฐานจิตต่อหน้าองค์พระพุทธรูปแล้ว ต่อมาก็คือมีหลวงปู่ดู่และหลวงตาม้าเป็นครูด้านโพธิสัตว์และการบำเพ็ญบารมี ซึ่งผมก็ได้เรียบเรียงคาถาอัญเชิญเทวดาในแบบฉบับของตน เพื่อใช้สวดเอง โดยใช้คำสอนของหลวงปู่ที่ว่า พลังงานไม่เคยหายไปจากโลก และรูปเป็นสื่อของนาม คือรูปเป็นช่องทางการสื่อพลังของภพภูมิต่างๆทั้ง มนุษย์ วิญญาน เทวดา พรหม พระอรหัน พระโพธิสัตว์ พระปัจเจกพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้า (คือแค่เรานึกถึงชื่อพวกท่าน ท่านก็มองเห็นเราแล้ว เพราะชื่อของท่านเป็นสื่อของท่าน) จึกเรียบเรียงคาถาดังนี้
"สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัตราคัจฉันตุ เทวะตา
 อะหัง วันทามิ เทวา จาตุมหาราชิกา มหาราชา ท้าวเวสสุวรรณโณ ท้าววิรุฬหโก ท้าววิรูปักโข ท้าวธตรโฐ พุทโธ นะโมพุทธยะ
 อะหัง วันทามิ เทวา จาตุมหาราชิกา ครุฑายักขะคันธัพพะนาคา
 อะหัง วันทามิ เทวา ดาวดึงสเทวโลก องค์อินทร์และเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา ยามา พระสยามเทวาธิราชและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา ดุสิตตา ท้าวสันดุสิตและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา นิมมานรดี ท้าวสุนิมมิตเทวาธิราชและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา ปรนิมมิตสวัสดี ท้าวปรนิมมิตเทวราช ท้าวปรนิมมิตสวัสดีมาราธิราชและเทพยดาทั้งหลาย
 อะหัง วันทามิ เทวา พรหมา
 อะหัง วันทามิ พระอรหังสัมมา ปะรินิพพุตัมปิ
 อะหัง วันทามิ ทูระโต อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ
"
 คาถานี้ก็ทำพิธีอธิษฐานจิตแล้วเช่นกัน และเป็นคาถาบูชาเทวดา ที่ผมใช้เองเพื่อสื่อถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบเอ่ยนาม เอ่ยตำแหน่งท่านเลยโดยเฉพาะ ส่วนเรื่องการอธิษฐานจิตนี้ ลูกศิษย์สายหลวงปู่ดู่จะเข้าใจ หลักการเดียวกันกับการปลุกเสกพระของหลวงปู่ และการอธิษฐานจิตสร้างลูกแก้วจักรพรรดิ์ของท่าน ซึ่งลูกศิษย์ก็สามารถทำเองได้แต่ต้องอาราธนาบารมีหลวงปู่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดทั้งมวลอันมีบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภูติพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด ซึ่งหลวงปู่ท่านจะเมตตารวมบารมีให้เรา (พุทธมนต์แต่ละบทสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจของผู้สวด สำหรับผมถือว่าใช้ได้ดีเพราะผมศรัทธาในคาถา และศรัทธาในหลวงปู่ดู่มาก)

      แม้อาจเคยอยากลาพุทธภูมิแต่ก็ไม่คิดจะลา กลับยิ่งทำให้กำลังใจมากขึ้นด้วยซ้ำ ทุกวันนี้อธิษฐานออกเสียงต่อหน้าพระพุทธรูปตลอด ต่อหน้าผู้คนก็ออกเสียงตลอด ใครอาจมองว่าแปลกก็ช่าง ผมตั้งสัจจะอธิษฐานแน่วแน่ และให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมาร่วมเป็นพยานเสมอ(อธิษฐานหลังสวดคาถามหาจักรพรรดิ์) ส่วนแนวทางก็จะเป็นวิริยะธิกะ เพราะอยากจะเอาสัตว์โลกไปนิพพานด้วยให้มากที่สุด (และอยากเอาอย่างพ่อ 555 พ่อองค์ปฐม กับพ่อฤาษี รวมถึงหลวงปู่ดู่ด้วย) ทุกวันนี้ก็ภวานาไม่ขาด รักษาศีล 5 เป็นเบื้องต้นโดยระมัดระวังอย่างมาก และช่วงที่แฟนไม่อยู่ด้วยจะถือศีล 8 ทำบุญทำทานก็หมั่นทำสม่ำเสมอ ไหวว้พระบูชาข้าวพระทุกวัน คั้งใจไปกวาดพุทธสถานคือลานพระพุทธชินราชทุกวันมีแค่วันที่ติดธุระจริงๆถึงไม่ได้ไป(ถ้ามีเวลามากก็จะถูพื้นด้วย) แล้วก็โมทนาบุญกับคนบุญเป็นประจำ และวิชาโปรดของผมคือวิชาจักรพรรดิ์เปิดโลกของหลวงปู่ดู่ครับ แผ่เมตตาปรับภพภูมิ

     ท้ายที่สุดจะพูดถึงเรื่องการวางกำลังใจของผมนะครับ ทุกวันผมจะไหว้บูชาพระด้วยชีวิต และตั้งสัจจะว่าจะทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ต่อเทวดาและภพภูมิทั้งหลาย และต่อสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย ตั้งใจจะใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อพระศาสนา เพื่อเป็นสื่อให้เทวดาและภพภูมิทั้งหลายได้โมทนาบุญ โดยเน้นการสร้างบุญด้วยการภวนาแล้วแผ่เมตตาเป็นหลัก (แต่ก็ตั้งใจบำเพ็ญบารมี 10 ทัศให้ครบถ้วนเสมอ) คือเน้นปฏิบัติให้มากๆเข้าไว้ ตามคำสอนของหลวงปู่ดู่คือ "เวลาเหลือไม่มากแล้ว ให้เร่งปฏิบัติ" และ "ไม่ปฏิบัติแค่นาทีเดียวก็ถือว่าขาดทุนกับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์" รวมกับคำสอนของพ่อฤาษีคือ "ผู้ใดมีกรรมฐานอยู่ในทุกขณะชีวิต ผู้นั้นเป็นศิษเอกชั้น 1 ของข้า (อาจไม่ตรงตามที่ท่านว่าแต่ผมเข้าใจอย่างนี้) " และที่สำคัญผมไม่ยินดีในการเกิดในอบาย เกิดเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหมอีกแล้ว ผมต้องการไปนิพพานจุดเดียว (ถึงแม้จะยังต้องเกิดอีกก็เถอะ แต่ก็เกิดเพื่อสร้างบารมี)

     สรุปนะครับ การวางกำลังใจที่สำคัญของผมคือ ศึกษาให้มาก(คัดเฉพาะเรื่องที่คิดว่าจำเป็นสำหรับเราทั้งทางโลกและทางธรรม) ปฏิบัติธรรมให้มาก บำเพ็ญบุญบารมีให้มาก อธิษฐานทุกวันเพื่อโพธิญาน เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าจุดเดียว อธิษฐานออกเสียงให้ดัง ให้ฟังชัด ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยาน มอบชีวิตนี้แก่พระศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โพธิญานและพระนิพพาน (ย้ำว่าต้องวางกำลังใจด้วยชีวิตเลยนะครับ ผมค่อยๆทำมาจนมันซึมเข้าไปในจิตใต้สำนึกแล้ว) และสองสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญสำหรับผมนะครับ คือ

1.พระคาถามหาจักรพรรดิ์และศาสตร์ของหลวงปู่ดู่ (เป็นศาสตร์เร่งบุญบารมี ช่วยเหลือภพภูมิ ผูกมิตรและสร้างบริวารไปในคราวเดียวกัน) เราจะสัมผัสได้เลยครับว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวตอนสวด และยิ่งตอนสัพเพ แล้วบอกให้ภพภูมิโมทนาบุญนี่ยิ่งสัมผัสได้เลยครับแล้วพวกเขารับรู้และโมทนาบุญจากเรา

2.มุ่งไปนิพพานจุดเดียว ไม่ยินดีในการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วนอกจากนิพพาน (ถึงแม้จะยังต้องเกิดอยู่เพื่อบำเพ็ญเพียรแต่ผมก็วางกำลังใจอย่างนี้) คือตั้งใจปฏิบัติให้มันถึงนิพพานในชาตินี้เลย เข้าใกล้นิพพานให้ได้มากที่สุด คือเราจะเป็นพระพุทธเจ้านะ เราต้องจริงจังกับนิพพานเป็นที่สุด เพื่อที่เราจะได้ไปสั่งสอนผู้อื่นต่อไป โดยที่ผมวางกำลังใจแบบนี้ได้เพราะคำสอนของท่านพ่อฤาษีลิงดำ และบวกกับความทุกข์ทั้งหลายที่ได้รับ จนทำให้จิตมันเห็นธรรม มันเห็นอริยสัจของมันเองครับ เป็นปัจจัตตัง (ต้องขอบคุณความทุกข์จริงๆ)

ปล.ผมเชื่อว่ามีพี่น้องหลายคนที่มีกำลังใจเช่นเดียวกันกับผมและอาจมากกว่าผม ณ ที่นี้ผมมาเพื่อเล่าประสบการณ์ และแนะนำตัวเองให้รู้จักครับ หากพิมพ์อะไรผิดพลาดตกหล่นก็ขออภัยนะครับ สุดท้ายนี้ขอโมทนาบุญกับทุกท่าน ทุกรูป ทุกนาม ทุกประการ และประโยชน์สุขใดผมจักได้รับจากการบำเพ็ญบุญทั้งหลายจากอดีตชาติจนปัจจุบันชาติ ของท่านทั้งหลายจงโมทนา และได้รับประโยชน์สุขเช่นเดียวกับผมทุกประการ สาธุครับ
100
สมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้า
     
... อุบาสกชาวรัมมนครเหล่านั้น ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานแล้ว ก็บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเสวยเสร็จชักพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว ด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้นอีก ถวายบังคมแล้วอยากจะฟังอนุโมทนาทาน จึงเข้าไปนั่งใกล้ๆ ลำดับนั้น พระศาสดาได้ทรงทำอนุโมทนาทานไพเราะอย่างยิ่ง จับใจของอุบาสกเหล่านั้นว่า
     
... “ ธรรมดาทาน ท่านกล่าวว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของความสุขเป็นต้น และยังกล่าวว่าเป็นที่ตั้งแห่งบันไดทั้งหลายที่นำไปสู่พระนิพพาน
     ทานเป็นเครื่องป้องกันของมนุษย์ ทานเป็นเผ่าพันธุ์ เป็นเครื่องนำหน้า ทานเป็นคติสำคัญของสัตว์ที่ถึงความทุกข์
     
... ทาน ท่านแสดงว่า เป็นดังเรือ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องช่วยข้ามทุกข์ และทานท่านสรรเสริญว่า เป็นดังนคร เพราะป้องกันภัย
     
... ทาน ท่านกล่าวว่า เป็นดังอสรพิษ เพราะอรรถว่า เข้าใกล้ได้ยาก ทานเป็นดังดอกปทุม เพราะมลทิน คือ โลภะเป็นต้นฉาบไม่ได้
     
... ที่พึ่งพาอาศัยของบุรุษเสมอด้วยทานไม่มีในโลก  เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงบำเพ็ญทานด้วยการทำตามอัธยาศัย นรชนคนไรเล่า ผู้มีปัญญาในโลกนี้ ผู้ยินดีในประโยชน์เกื้อกูล จะไม่พึงให้ทานทั้งหลาย ที่เป็นเหตุแห่งโลกสวรรค์
     
... นรชนคนไรเล่า ได้ยินว่าทานเป็นแดนเกิดสมบัติในเทวดาทั้งหลาย จะไม่พึงให้ทานอันให้ถึงซึ่งความสุข ทานเป็นเครื่องยังจิตให้ร่าเริง
     
... นรชนบำเพ็ญทานแล้ว ก็เป็นผู้อันเทพอัปสรห้อมล้อม อภิรมย์ในนันทนวัน แหล่งสำเริงสำราญของเทวดาตลอดกาลนาน
     
... ผู้ให้ย่อมได้ปีติอันโอฬาร ย่อมประสบความเคารพในโลกนี้ ผู้ให้ย่อมประสบเกียรติเป็นอันมาก ผู้ให้ย่อมเป็นผู้อันมหาชนไว้วางใจ
     
... นรชนนั้นให้ทานแล้ว ย่อมถึงความมั่งคั่งแห่งโภคะและมีอายุยืน ย่อมได้ความมีเสียงไพเราะและรูปสวยอยู่ในวิมานทั้งหลายในสวรรค์
     
... ทานเป็นทรัพย์ไม่ทั่วไปแก่ภัยทั้งหลาย คือ โจรภัย อริภัย ราชภัย อุทกภัยและอัคคีภัย
     
... ทานนั้นย่อมให้สาวกญาณภูมิ ปัจเจกพุทธภูมิ ตลอดถึงพุทธภูมิ ”

     
... ครั้นทรงทำอนุโมทนาทาน ประกาศอานิสงส์แห่งทาน โดยนัยดังกล่าวมาอย่างนี้เป็นต้นแล้ว ก็ตรัสศีลกถาในลำดับต่อจากทานนั้น
     
... “ ธรรมดาศีลนั้นเป็นมูลแห่งสมบัติในโลกนี้และโลกหน้า ศีลเป็นต้นเหตุสำคัญของสุขทั้งหลาย
     
... ผู้มีศีลย่อมไปไตรทิพย์สวรรค์ด้วยศีล ศีลเป็นเครื่องป้องกัน เครื่องเร้น เครื่องนำหน้าของผู้เข้าถึงสังสารวัฏฏ์
     
... ก็ที่พึ่งพาอาศัยของชนทั้งหลายในโลกนี้หรือในโลกหน้าอย่างอื่น ที่เสมอด้วยศีลจะมีแต่ไหน
     
... ศีลเป็นที่ตั้งสำคัญของคุณทั้งหลาย เหมือนแผ่นดินเป็นที่ตั้งแห่งสิ่งที่อยู่กับที่และสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ ฉะนั้น
     
... ศีลเท่านั้นเป็นกรรมดี ศีลยอดเยี่ยมในโลก ผู้ประพฤติชอบในธรรมจริยาของพระอริยะ ท่านเรียกว่า ผู้มีศีล 
     
... เครื่องประดับเสมอด้วยเครื่องประดับคือศีลไม่มี

... กลิ่นเสมอด้วยกลิ่นคือศีลไม่มี

... เครื่องชำระมลทินคือกิเลสเสมอด้วยศีลไม่มี

... เครื่องระงับความเร่าร้อนเสมอด้วยศีลไม่มี

... เครื่องให้เกิดเกียรติเสมอด้วยศีลไม่มี

... บันไดขึ้นสู่สวรรค์เสมอด้วยศีลไม่มี

... ประตูในการเข้าไปยังนครคือพระนิพพาน เสมอด้วยศีลไม่มี
     
... พระราชาทั้งหลาย ทรงประดับด้วยแก้วมุกดาและแก้วมณี ยังงามไม่เหมือนนักพรตทั้งหลาย ผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีล ย่อมงามสง่า
     
... กลิ่นที่หอมไปทั้งตามลมทั้งทวนลมเสมอ ที่เสมอด้วยกลิ่นคือศีล จักมีแต่ไหนเล่า
     
... กลิ่นดอกไม้ไม่หอมทวนลม หรือกลิ่นจันทน์ กฤษณามะลิ ก็ไม่หอมทวนลม ส่วนกลิ่นของสัตบุรุษย่อมหอมทวนลม สัตบุรุษย่อมหอมไปทุกทิศ
     
... กลิ่นคือศีล เป็นยอดของคันธชาติเหล่านี้ คือจันทน์ กฤษณา อุบล มะลิ
     
... มหานที คือ คงคา ยมุนา สรภู สรัสวดี นินนคา อจิรวดี มหี ไม่สามารถชำระมลทินของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ แต่น้ำคือศีล ชำระมลทินของสัตว์ทั้งหลายได้
     
... อริยศีลนี้ ที่รักษาดีแล้ว เยือกเย็นอย่างยิ่ง ระงับความเร่าร้อนอันใดได้ ส่วนจันทน์เหลือง สร้อยคอแก้วมณีและช่อรัศมีจันทร์ ระงับความเร่าร้อนไม่ได้
     
... ศีลของผู้มีศีล ย่อมกำจัดภัยมีการติตนเองเป็นต้นได้ทุกเมื่อ และให้เกิดเกียรติและความร่าเริงทุกเมื่อ
     
... สิ่งอื่นซึ่งเป็นบันไดขึ้นสวรรค์ที่เสมอด้วยศีลจะมีแต่ไหน ก็แลว่าศีลเป็นประตูเข้าไปยังนครคือพระนิพพาน
     
... ท่านทั้งหลาย จงรู้อานิสงส์อันยอดเยี่ยมของศีล ซึ่งเป็นมูลแห่งคุณทั้งหลาย กำจัดกำลังแห่งโทษทั้งหลาย ดังกล่าวมาฉะนี้ ”

     
... พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงอานิสงส์แห่งศีลอย่างนี้แล้ว เพื่อทรงแสดงว่า อาศัยศีลนี้ย่อมได้สวรรค์นี้ จึงตรัสสัคคกถาในลำดับต่อจากศีลนั้น
     
... “ ธรรมดาสวรรค์นี้น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ มีแต่สุขส่วนเดียว เทวดาทั้งหลายย่อมได้การเล่นในสวรรค์นั้นเป็นนิตย์ ได้สมบัติทั้งหลายเป็นนิตย์
     
... เหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชย่อมได้สุขทิพย์ สมบัติทิพย์ตลอดเก้าล้านปีเทวดาชั้นดาวดึงส์ได้สามโกฏิหกล้านปี ”

     
... ตรัสกถาประกอบด้วยคุณแห่งสวรรค์ดังกล่าวมานี้เป็นต้น ครั้นทรงประเล้าประโลมด้วยสัคคกถาอย่างนี้แล้ว ก็ทรงประกาศโทษต่ำทราม ความเศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในเนกขัมมะว่า
     
... “ สวรรค์และพรหมโลกแม้นี้ก็ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่ควรทำความยินดีด้วยอำนาจความพอใจในสวรรค์หรือพรหมนั้น แล้วตรัสธรรมกถาที่จบลงด้วยอมตธรรมคือพระนิพพาน ”
     
... ครั้นทรงแสดงธรรมแก่มหาชนนั้นอย่างนี้แล้ว ยังชนทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในอริยมรรคอริยผลเป็นอันมาก เสด็จออกจากรัมมนครกลับไปยังสุทัสสนมหาวิหารนั่นแล
     
... พระศาสดาทีปังกรทรงบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ณ โคนโพธิพฤกษ์ ในสัปดาห์ที่ ๘ ก็ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ สุนันทาราม ตามปฏิญญาที่ทรงรับอาราธนาแสดงธรรมของท้าวมหาพรหม ทรงยังเทวดาและมนุษย์ร้อยโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม นี้เป็นอภิสมัย คือการตรัสรู้ธรรมครั้งแรก
     
... ต่อมา พระศาสดาทรงทราบว่า พระโอรสผู้มีลำพระองค์กลมเสมอกัน พระนามว่าอุสภักขันธะ มีญาณแก่กล้าจึงทรงทำพระโอรสนั้นให้เป็นหัวหน้า ทรงแสดงธรรมเช่นเดียวกับราหุโลวาทสูตร ทรงยังเทวดาและมนุษย์ถึงเก้าสิบโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรมนี้เป็นอภิสมัย คือการตรัสรู้ธรรมครั้งที่สอง
     
... ต่อมา พระศาสดาทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนต้นซึกใหญ่ใกล้ประตูพระนครอมรวดี ทรงทำการเปลื้องมหาชนจากเครื่องผูกพัน อันหมู่เทพห้อมล้อมแล้ว ประทับนั่งเหนือพื้นบัณฑุกัมพลศิลาซึ่งเย็นอย่างยิ่ง ใกล้โคนต้นปาริฉัตต-กะ ในภพดาวดึงส์ ทรงเทศน์โปรดพระนางสุเมธาเทวีพระชนนีของพระองค์ พร้อมหมู่เทวดาและพรหมทั้งปวง ทรงแสดงพระอภิธรรมปิฏก ๗ ปกรณ์ อันทำความบริสุทธิ์แห่งความรู้ อันสุขุมลุ่มลึกอย่างยิ่ง กระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง ยังเทวดาเก้าหมื่นโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม นี้เป็นอภิสมัยคือการตรัสรู้ธรรมครั้งที่สาม
     
... สมัยต่อๆ มา พระทศพลอันภิกษุสี่แสนรูปแวดล้อม ทรงทำการอนุเคราะห์มหาชน ตามลำดับ ตามนิคมและนคร เสด็จจาริกมาโดยลำดับ ก็ลุถึงภูเขาลูกที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่งชื่อนารทกูฏ มียอดสูงจรดเมฆ มียอดอบอวลด้วยไม้ต้นไม้ดอกส่งกลิ่นหอมนานาชนิด มียอดที่ฝูงมฤคนานาพันธุ์ท่องเที่ยวกันอันอมนุษย์หวงแหน น่ากลัวอย่างยิ่ง เลื่องลือไปในโลกทั้งปวง ที่มหาชนเซ่นสักการะในประเทศแห่งหนึ่ง เขาว่าภูเขาลูกนั้น ยักษ์มีชื่อนารทะหวงแหน ณ ที่นั้น มหาชนนำมนุษย์มาทำพลีสังเวยแก่ยักษ์ตนนั้นทุกๆ ปี
     
... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติของมหาชน แต่นั้นก็ทรงส่งภิกษุไปสี่ทิศ ไม่มีเพื่อน ไม่มีสหาย มีพระหฤทัยอันมหากรุณามีกำลังเข้ากำกับแล้ว เสด็จขึ้นภูเขานารทะลูกนั้น เพื่อทรงแนะนำยักษ์ตนนั้น
     
... ลำดับนั้น ยักษ์ที่มีมนุษย์เป็นภักษา ไม่เล็งประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ขยันแต่ฆ่าผู้อื่นตนนั้น ทนการลบหลู่ไม่ได้ มีใจอันความโกรธครอบงำแล้ว ประสงค์จะให้พระทศพลกลัวแล้วหนีไปเสีย จึงเขย่าภูเขาลูกนั้น เล่ากันว่า ภูเขาลูกนั้นถูกยักษ์ตนนั้นเขย่า ก็มีอาการเหมือนจะหล่นทับบนกระหม่อมยักษ์ตนนั้นนั่นแหละ เพราะอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า
     
... แต่นั้น ยักษ์ตนนั้นก็กลัว คิดว่า เอาเถิด เราจะใช้ไฟเผาสมณะนั้น แล้วก็บันดาลกองไฟที่ดูน่ากลัวยิ่งกองใหญ่ ไฟกองนั้นกลับทวนลมก่อทุกข์แก่ตนเอง แต่ไม่สามารถจะไหม้แม้เพียงชายจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้
     
... ฝ่ายยักษ์ตรวจดูว่า ไฟไหม้สมณะหรือไม่ไหม้ ก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทศพล เหมือนประทับนั่งเหนือกลีบบัว ที่อยู่บนผิวน้ำเย็นดุจดวงจันทร์ ส่องแสงนวลในฤดูสารททำความยินดีแก่ชนทั้งปวง จึงคิดได้ว่า โอ! พระสมณะ ท่านนี้มีอานุภาพมาก เราทำความพินาศใดๆ แก่พระสมณะท่านนี้ ความพินาศนั้นๆ กลับตกลงเหนือเราผู้เดียว แต่ปล่อยพระสมณะท่านนี้ไปเสีย เราก็ไม่มีที่พึ่งที่ชักนำอย่างอื่น คนทั้งหลายที่พลั้งพลาดบนแผ่นดิน ยังต้องยันแผ่นดินเท่านั้นจึงลุกขึ้นได้ เอาเถิด จำเราจักถึงพระสมณะท่านนี้แหละเป็นสรณะ
     
... ดังนั้น ยักษ์ตนนั้นครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงหมอบศีรษะลงแทบเบื้องยุคลบาทที่ฝ่าพระบาทประดับด้วยจักรของพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์สำนึกผิดในความล่วงเกิน ขอลุกะโทษพระเจ้าข้า แล้วได้ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสรณะ
     
... ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสอนุปุพพิกถาโปรดยักษ์ตนนั้น จบเทศนา ยักษ์ตนนั้นก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วยยักษ์หนึ่งหมื่น
     
... ในวันนั้น มนุษย์สิ้นทั้งชมพูทวีปทำบุรุษแต่ละหมู่บ้านๆ ละคนมาเพื่อพลีสังเวยยักษ์ตนนั้น และนำสิ่งอื่นๆ มีงา ข้าวสาร ถั่วพู ถั่วเขียวและถั่วเหลืองเป็นต้นเป็นอันมาก และมีเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น
     
... ขณะนั้น ยักษ์ตนนั้นก็ให้ของทั้งหมดที่นำมาวันนั้นคืนแก่ชนเหล่านั้น แล้วมอบมนุษย์ที่เขานำมาเพื่อพลีสังเวยเหล่านั้นถวายพระทศพล
     
... ครั้งนั้น พระศาสดาทรงให้มนุษย์เหล่านั้นบวชด้วยเอหิภิกษุอุปสัมปทา ภายใน ๗ วันเท่านั้น ก็ทรงให้เขาตั้งอยู่ในพระอรหัตทั้งหมด ประทับท่ามกลางภิกษุร้อยโกฎิ ทรงยกโอวาทปาติโมกข์ขึ้นแสดงในที่ประชุมอันประกอบด้วยองค์ ๔ ณ วันเพ็ญมาฆบูรณมีองค์ ๔ เหล่านี้คือ ทุกรูปเป็นเอหิภิกขุ, ทุกรูปได้อภิญญา ๖, ทุกรูปมิได้นัดหมายกัน มาเอง, และเป็นวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ ชื่อว่ามีองค์ ๔ นี้เป็นสันนิบาต การประชุมครั้งที่ ๒
     
... ก็ครั้งใด พระทีปังกรผู้นำโลกเสด็จจำพรรษา ณ ภูเขาชื่อสุทัสสนะ ได้ยินว่า ครั้งนั้น มนุษย์ชาวชมพูทวีปจัดงานมหรสพกัน ณ ยอดเขา ทุกๆ ปี
     
... เล่ากันว่า มนุษย์ที่ประชุมในงานมหรสพนั้น พบพระทศพลแล้วก็ฟังธรรมกถา เลื่อมใสในธรรมกถานั้น ก็พากันบวช ในวันมหาปวารณา พระศาสดาตรัสวิปัสสนากถาที่อนุกูลแก่อัธยาศัยของภิกษุเหล่านั้น ภิกษุเหล่านั้นฟังวิปัสสนากถานั้นแล้ว พิจารณาสังขารแล้วบรรลุพระอรหัต โดยลำดับวิปัสสนาและโดยลำดับมรรคทุกรูป ครั้งนั้น พระศาสดาทรงปวารณาพร้อมด้วยภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ นี้เป็นการประชุม ครั้งที่ ๓
     
... เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรทรงแสดงธรรม ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรมก็ได้มีแก่สัตว์หนึ่งหมื่นและสองหมื่น แต่ที่สุดแห่งการตรัสรู้ มิได้มีโดยจำนวนหนึ่งคน สองคน สามคนและสี่คนเป็นต้น เพราะฉะนั้น ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร จึงแผ่ไปกว้างขวาง มีคนรู้กันมาก
     
... ก็ในกาลนั้นแล สมเด็จพระศรีศากยมุนีพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นพราหมณ์มหาศาลมีนามว่า สุเมธพราหมณ์ ได้พบสมเด็จพระพุทธทีปังกร ได้นอนลงเป็นสะพานให้องค์พระทีปังกรและพระอรหันตสาวกได้ข้ามร่องน้ำที่เป็นเลนแล้วกระทำความปรารถนาขอเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต
     
... ในครั้งนั้นพระบรมศาสดาทีปังกรเจ้าจึงตรัสพยากรณ์ว่า
     
... “ นับจากกัปป์นี้ไป ๔ อสงไขยกับแสนกัปป์ ท่านจะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ชื่อว่า พระสมณโคดมพุทธเจ้า ”
     
... แล้วองค์สมเด็จพระทีปังกรจึงตรัสพระสัทธรรมเทศนาความว่า
     

     ... “ ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านปรารถนาพุทธภูมิ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตแล้วไซร้ ท่านจงบำเพ็ญทานบารมีเถิด ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุโพธิญาณ ท่านเห็นยาจกทั้งชั้นต่ำ ปานกลางและชั้นสูงแล้ว จงให้ทานอย่าให้เหลือ ดังหม้อที่เขาคว่ำไว้ เปรียบเหมือนหม้อที่เต็มด้วยน้ำ ผู้ใดผู้หนึ่งจับคว่ำลงแล้ว น้ำย่อมไหลออกหมด ไม่ขังอยู่ในหม้อนั้น ฉะนั้น     
     
... ท่านจงบำเพ็ญศีลบารมีเถิด ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุโพธิญาณ ท่านจงบำเพ็ญศีลในภูมิ ๔ ให้บริบูรณ์ จงรักษาศีลในกาลทั้งปวง ดังจามรีรักษาขนหาง เปรียบเหมือนดังจามรีย่อมรักษาขนหางอันติดในที่ไรๆ ยอมตายในที่นั้น ไม่ยอมทำขนหางให้เสีย ฉะนั้น
     
... ท่านจงบำเพ็ญเนกขัมมะบารมีเถิด ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุโพธิญาณ ท่านจงเห็นภพทั้งปวงดังเรือนจำ ท่านจงมุ่งหน้าต่อเนกขัมมะ เพื่อหลุดพ้นไปจากภพ เปรียบเหมือนบุรุษที่ถูกขังในเรือนจำ ได้รับทุกข์มานาน ย่อมไม่ยังความยินดีให้เกิดในเรือนจำนั้น แสวงหาความพ้นไป ฉะนั้น
     
... ท่านจงบำเพ็ญปัญญาบารมีเถิด ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุโพธิญาณ ท่านได้สอบถามคนมีปัญญาตลอดกาลทั้งปวง บำเพ็ญปัญญาบารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ เปรียบเหมือนภิกษุ เมื่อเที่ยวภิกษา ไม่เว้นตระกูลต่ำ ปานกลางและสูงย่อมได้อาหารเครื่องเยียวยาอัตภาพ ฉะนั้น
     
... ท่านจงบำเพ็ญวิริยบารมีเถิด ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุโพธิญาณ ท่านประคองความเพียรให้มั่นไว้ทุกภพ บำเพ็ญวิริยบารมีแล้ว จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ เปรียบเหมือนสีหมฤคราช มีความเพียรไม่ย่อหย่อนในที่นั่งที่ยืนและที่เดินประคองใจไว้ทุกเมื่อ ฉะนั้น
     
... ท่านจงยึดขันติบารมีข้อนี้ให้มั่น ท่านมีใจแน่วแน่ในขันตินั้น จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ ท่านจงอดทนต่อคำยกย่องและคำดูหมิ่นทั้งปวง บำเพ็ญขันติบารมี เปรียบเหมือนแผ่นดินอดทนสิ่งที่เขาทิ้งลงทุกอย่างทั้งสะอาดและไม่สะอาด ไม่แสดงความยินดียินร้ายฉะนั้น
     
... ท่านจงยึดสัจจะบารมีข้อนี้ให้มั่น ท่านมีใจแน่วแน่ในสัจจะนั้น จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ ดาวประกายพรึก เป็นดาวนพเคราะห์ ประจำอยู่ในมนุษย์โลกไม่หลีกไปจากทางเดิน ทุกสมัยฤดูหรือปี ฉันใด แม้ท่านก็ฉันนั้น อย่าหลีกไปจากแนวในสัจจะ
     
... ท่านจงยึดอธิษฐาน(ความตั้งใจ)บารมีข้อนี้ให้มั่น ท่านไม่หวั่นในอธิษฐานบารมีนั้น จักบรรลุสัมโพธิญาณได้ ท่านจงเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในการอธิษฐานในการทั้งปวง บำเพ็ญอธิษฐานบารมี เปรียบเหมือนภูเขาหินไม่หวั่นไหว ตั้งมั่น ไม่สะท้านสะเทือนเพราะลมจัด คงอยู่ในที่เดิม ฉะนั้น
     
... ท่านจงยึดเมตตาบารมีข้อนี้ให้มั่น ท่านจงเป็นผู้ไม่มีใครเสมอด้วยเมตตา ถ้าท่านปรารถนาจะบรรลุสัมโพธิญาณ ท่านจงมีเมตตาจิตให้เสมอกันในสัตว์ทั้งปวงทั้งที่เป็นมิตรและเป็นศัตรู เปรียบเหมือนน้ำย่อมแผ่ความเย็น ชำระล้างมลทินธุลี เสมอกันทั้งในคนดีและคนชั่ว ฉะนั้น
     
... ท่านจงยึดอุเบกขาบารมีข้อนี้ให้มั่น ท่านเป็นผู้มีอุเบกขามั่นคงดังตราชั่งจักบรรลุโพธิญาณได้ ท่านจงมีใจเที่ยงตรงดังตราชั่งในสุขและทุกข์ในกาลทุกเมื่อ เปรียบเหมือนแผ่นดินย่อมวางเฉย ในสิ่งที่เขาทิ้งลงทั้งที่สะอาดและไม่สะอาดทั้งสองอย่าง ฉะนั้น
     
... ธรรมอันเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณ มีอยู่เพียงเท่านี้ ท่านจงตั้งมั่นอยู่ในธรรมทั้ง ๑๐ ประการนี้เถิด ”
     
 

     
... ท่านสุเมธพราหมณ์ได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาดังนี้ มีจิตยินดียิ่งนัก ดุจจะบรรลุพระโพธิญาณในวันพรุ่งนี้ สรรเสริญพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าและได้กราบนิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสาวกไปรับบิณฑบาตเป็นนิตย์ และได้ทำบุญทานการกุศลต่างๆ ในพระศาสนาพระพุทธเจ้าทีปังกรอีกหลายประการ เมื่อสิ้นอายุขัยก็ไปสู่สุคติ ฯ.
     
... องค์พระพุทธทีปังกรมหามุนี ทรงมีพระนครชื่อว่ารัมมวดี พระชนกพระนามพระเจ้าสุเทวะ พระชนนีพระนาม พระนางสุเมธา
     
... พระพิชิตมารทรงครอบครองอาคารสถานอยู่หมื่นปี ทรงมีปราสาทอันอุดม ๓ หลัง ชื่อว่า หังสาปราสาท โกญจาปราสาท และมยุราปราสาท
     
... มีสนมนารี ๓ แสนนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่า ปทุมา พระโอรสพระนามว่า อุสภักขันธกุมาร
     
... พระชินเจ้าทรงเห็นนิมิต ๔ ประการแล้ว ออกผนวชด้วยคชยานคือพระยาช้างต้น ทรงบำเพ็ญเพียรรวบรวมบารมีอยู่ ๑๐ เดือนเต็ม
     
... ครั้นทรงบำเพ็ญเพียรแล้ว ก็ได้ตรัสรู้พระสัมโพธิญาณ พระมหามุนีทีปังกร มหาวีรเจ้าอันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ประทับอยู่ ที่นันทาราม ประทับนั่งที่ควงไม้ซึก ทรงปราบปรามเดียรถีย์
     
... พระทีปังกรศาสดา ทรงมีพระอัครสาวก ชื่อว่า พระสุมังคละเถระ และ พระติสสะเถระ มีพุทธอุปัฏฐาก ชื่อว่า พระสาคตะเถระ
     
... พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระแม่นันทาเถรี และ พระแม่สุนันทาเถรี
     
... ต้นไม้ตรัสรู้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกกันว่า ต้นเลียบ
     
... พระทีปังกรมหามุนี สูง ๘๐ ศอก สง่างามเหมือนต้นไม้ประจำทวีป เหมือนต้นพระยาสาละออกดอกบานเต็มต้น
     
... พระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระองค์นั้น มีพระชนมายุแสนปี พระองค์พระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสารแล้ว ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ทั้งพระสาวก เหมือนกองไฟลุกโพลงแล้วก็ดับไป
     
... พระวรฤทธิ์ด้วย พระยศด้วย จักรรัตนะที่พระยุคลบาทด้วย ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทุกอย่างก็ว่างเปล่า แน่แท้
     
... พระทีปังกรชินศาสดา เสด็จปรินิพพาน ณ นันทาราม พระสถูปของพระชินเจ้าพระองค์นั้น ที่นันทารามสูง ๓๖ โยชน์
     
... พระสถูปบรรจุบาตร จีวร บริขารและเครื่องบริโภคของพระศาสดา ประดิษฐานอยู่ที่โคนโพธิพฤกษ์ในกาลนั้นสูง ๓ โยชน์
หน้า: 1 ... 8 9 [10]