เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องของอาม่ากับหลวงปู่ดู่และเจ้าแม่กวนอิม  (อ่าน 2975 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด


เคยมีผู้กล่าวถึงเจ้าแม่กวนอิมให้หลวงปู่ฟัง
หลวงปู่ดู่ท่านพูดยิ้ม ๆ ว่า “อ้อ เจ๊นะเหรอ”
ท่าน ว่าเพียงเท่านี้

เมื่อกล่าวถึงเจ้าแม่กวนอิมหรือพระ โพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ตามประวัติแล้วก็ต้องนับว่าท่านตั้งความปรารถนาไว้สูงยิ่ง คือปรารถนาจะรื้อขนสัตว์โลกไปจนกระทั่งไม่มีเหลือ แต่ถึงกระนั้น ด้วยเพศภาวะที่เป็นหญิงจึงทำให้สันนิษฐานว่าท่านยังมิได้รับพุทธพยากรณ์จาก พระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง (เพราะหากได้รับการพยากรณ์แล้ว ย่อมจะเที่ยงแท้ว่าอีกกี่อสงไขยจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า รวมทั้งย่อมจะเกิดเป็นชายเท่านั้น เป็นต้น)

มีอาม่าท่านหนึ่ง (อาม่าท่านที่เป็นที่รู้จักในฐานะที่สัมผัสเหรียญหลวงปู่ดู่ รุ่นกระโดดบาตร ดังที่มีคนอ้างอิงอย่างกว้างขวาง) ซึ่งปฏิบัติภาวนามากว่า ๕๐ ปี โดยมีเจ้าแม่กวนอิมเป็นสรณะในใจตลอดมา ได้กล่าวยืนยันให้ลูกชายฟังว่า เจ้าแม่กวนอิมมีจริง แต่ก็นึกไม่ถึงว่าในแผ่นดินไทยผืนเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับประเทศจีน จะมีพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีมากกว่าเจ้าแม่กวนอิมที่อาม่านับถืออยู่ (อาม่าทราบจากการสัมผัสพลังพระที่หลวงปู่ดูเสก)



อาม่าบอกให้ลูกชายไปตามหาและกราบ สักการะผู้ที่เสกเหรียญดังกล่าว (เหรียญที่หลวงปู่ดู่เสก) ผ่านไปไม่นาน ลูกชายก็เอารูปหลวงปู่ดู่มาให้อาม่าดู อาม่าพูดทันทีว่าองค์นี้แหละที่เป็นผู้เสกเหรียญดังกล่าว เพราะอาม่าเห็นท่านนั่งอยู่ในเหรียญ แต่อาม่าไม่รู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ (ช่วงนั้นหลวงปู่ยังไม่ละสังขาร) จากการปฏิบัติภาวนาสม่ำเสมอมาอย่างยาวนาน ทำให้อาม่ามีความรู้อะไรแปลก ๆ แต่แทบไม่ได้เล่าให้ใครฟัง กระทั่งใกล้จะละสังขาร

วกกลับมาเรื่องเจ้าแม่กวนอิม อาม่าบอกว่าองค์จริงของท่านที่บนสวรรค์นั้นเป็นผู้ชาย และส่วนใหญ่ท่านก็เกิดเป็นผู้ชาย มีเพียงชาติที่เป็นเจ้าแม่กวนอิมนี้แหละที่มีเหตุปัจจัยบางอย่างทำให้เกิด เป็นหญิง (ข้อนี้สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของท่านผู้รู้ที่ว่าเจ้าแม่กวนอิมแท้จริง เป็นชาย ซึ่งก็คือพระอวโลกิเตศวรนั่นเอง แต่การที่สร้างรูปเคารพในสมัยหลังเป็นหญิง ก็อาจเป็นเพราะเพศหญิงเป็นเพศแม่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นใจมากกว่า หรือไม่ก็เพราะพระโพธิสัตว์สามารถแปลงร่างไปสงเคราะห์ผู้คนให้เหมาะกับ สถานการณ์ เช่น เวลาไปสงเคราะห์ผู้หญิงก็จะแปลงเป็นหญิง เป็นต้น – ข้อสันนิษฐานของอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาในช่วงกึ่งพุทธกาล)

อาม่ายืนยันว่าบารมีของผ่อสัก (พระโพธิสัตว์) ในเมืองไทย (หมายถึงหลวงปู่ทวด/หลวงปู่ดู่) นั้นมากกว่าเจ้าแม่กวนอิมที่อาม่านับถือ และอาม่ายังบอกกับลูกชายอีกว่าเจ้าแม่กวนอิมยังจะไม่เป็นพระพุทธเจ้า แต่ผ่อสักเมืองไทยใกล้จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว (บารมีเต็มแล้ว) ซึ่งเรื่องนี้ ตัวลูกชายอาม่ารู้สึกแปลกใจเพราะโดยปรกติครูบาอาจารย์ใคร ก็มักได้รับการยกไว้สูงสุด เป็นการยากมากที่อยู่ ๆ จะยกใคร โดยเฉพาะผู้ที่ตนไม่รู้จักให้มาอยู่เหนือครูอาจารย์ของตน ทั้ง ๆ ที่อาม่าเองก็ปฏิบัติภาวนาถือเจ้าแม่กวนอิมเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจว่ากว่า ๕๐ ปีแล้ว นี่น่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่าอาม่าสัมผัสรู้ภายในได้จริง ๆ และอย่างผู้ไม่มีอคติ

หากเป็นดังที่อาม่าเล่ามาก็ช่วยให้ พอสันนิษฐานได้ว่า การที่หลวงปู่ดู่ท่านเรียกเจ้าแม่กวนอิมว่า “เจ๊” อาจเป็นเพราะเจ้าแม่กวนกิมนั้นเป็นพระโพธิสัตว์ที่อยู่เมืองจีน ประกอบกับยังอยู่ระหว่างการบำเพ็ญบารมี คือยังเป็นน้องในทางพระโพธิญาณ ท่านจึงพูดหยอกเอานั่นเอง

มีเรื่องที่น่าพิจารณาเกี่ยวกับปาง ต่าง ๆ ของเจ้าแม่กวนอิม อาจารย์เสถียร โพธินันทะ ผู้แตกฉานในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน และเป็นผู้ริเริ่มแปลพระสูตรทางฝั่งมหายานให้ชาวพุทธเถรวาทเราได้รู้จัก ท่านได้ให้ความรู้ไว้ว่า ในลัทธิมหายานนิกายพุทธตันตระหรือมนตรยาน ซึ่งเป็นลักทธิมหายานรุ่นหลัง เอาคติทางลัทธิฮินดูตันตระมาแทรก จำแนกปางอวตารต่าง ๆ ของพระอวโลกิเตศวรออกเป็น ๓๓ ปาง ที่รู้จักก็เช่น ปางพันพระหัตถ์ และปางทรงเครื่อง (อลังการภูษิต) เป็นต้น

อาจารย์เสถียร ยังบอกอีกการนับถือพระโพธิสัตว์ขึ้นอยู่กับวุฒิปัญญาและฐานะของผู้นับถือ คือจะนับถืออย่างเทพเจ้าที่คอยประทานอะไรต่อมิอะไรเหมือนอย่างเทพเจ้าของ ฮินดู หรือจะนับถือบูชาด้วยการเข้าถึงแก่นแห่งธรรมะในองค์พระโพธิสัตว์ คือพระปัญญาคุณ พระสันติคุณ และพระกรุณาธิคุณ ให้มาประทับอยู่ในดวงจิต ก็ขึ้นอยู่ที่ผู้บูชา

หมายเหตุ อาจารย์เสถียรละสังขารเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ ด้วยวัยเพียง ๓๘ ปี เท่านั้น ประวัติความมีอัจฉริยภาพของท่านน่าสนใจอย่างยิ่ง ท่านเกิดมาเพื่อทำงานในทางพระพุทธศาสนาโดยแท้