เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: ทุกวันนี้เป็นอะไรก็ได้ครับ ถ้าสามารถนำธรรมะของพระพุทธเจ้าโปรดสัตย์โลก  (อ่าน 25 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออนไลน์ as9888

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 3
  • ญาติธรรม
    • ดูรายละเอียด
ชีวิตผมค่อนข้างลำบากมาก ครับ  แต่เกิดมาอายุได้สองเดือน  ก็มีเหตุให้ตาย เป็นโรคปอดบวมเพราะเกิดทางภาคเหนืออากาศปีนั้นหนาวมาก พ่อเล่าว่า ตอนนั้นแม่ติดการพนัน พ่อก็ไปทำงานนอนบ้าน แม่ทิ้งผมไว้ในบ้าน ผมคงนอนดิ้นตกลงมาจากเตียง นอนอยู่บนพื้นซีเม็นเย็นๆ พ่อผมปกติจะไม่กลับบ้าน แต่วันนั้นพ่อเล่าว่า ทำงานไม่ได้อยากกลับบ้าน ก็เลยลางานรีบเดินทางกลับบ้าน มาถึงบ้านมืดหมดไม่มีใครอยู่ พ่อเดินมาเหยียบผม พ่อก็ตกใจ รีบเอามือคลำๆอุ้มผมขึ้นมา รีบเปิดไฟ ตอนนั้นผมตัวเขียวเย็นเฉียบ ก็รีบพาไปคลีนิค พอไปถึง คุณหมอเห็นผมแล้ว ก็รีบบอกให้ ปิดคลีนิคทันที รีบเอาผมส่งโรงพยาบาลใหญ่ทันที พ่อเล่าว่า หมอบอกว่ายังงัยก็ไม่รอดแล้ว เพราะ เด็กไม่หายใจแล้วมาหลาย ชั่วโมงและ ตกลงมาจากที่สูง กลับ อากาศที่หนาวเย็นมาก ไม่มีเสื้อผ้าไส่ หมอก็เลย บอกให้พ่อทำใจ เอาเครื่องช่วยหายใจออก แต่ มันเกิดอัศจรรย์พอร่างกายผมปรับอุณภูมิได้ ก็กลับมาหายใจเริ่มมีการขยับ ดื่มนมได้ หายเป็นปกติ ชีวิตก็ดำเนินเรื่อยมา ไม่ถึงกลับลำบากอดอยาก พ่อผมค่อยข้างมีฐานะ ประสปการณ์ตอนเด็ก เด็กอื่นอาจจะชอบ ของเล่น แต่ผม ชอบแอบเข้าไปในห้องพระ ท่องบทสวดมนต์คาถาอาคม ชอบเอาพระเครื่องของขลังมาห้อยคอติดตัว จำได้ว่า ท่องคาถาชินบัญชรได้ครบหมด ตอนเจ็ดขวบ ชอบเล่นสักยันตืลงยันต์ ในห้องเรียน สมัยนั้นแถวบ้านผมมี พวก ทรงเจ้าเข้าผี เวลาพวกทรงเจ้าเห็นผม ก็ชอบลงกราบเอาผมไปนั่งบูชา พ่อผมยิ่งไม่พอใจใหญ่เลย เวลาวันเกิดพ่อผมถามอยากได้อะไร ผมก็ชอบขอพระพุทธรูปเป็นของขวัญ แต่ ว่าตัวพ่อผมเอง ไม่ชอบพระเอาซะเลย จนปัจจุบัน ชอบด่าพระ ลบหลู่พระ ผมเตือนท่านไม่ฟัง ในใจก็คิดสังเวช อยู่ว่า พ่อเราตายไป จะพ้นอเวจได้อย่างไรน้อ  สมัยเด็กผมจึงต้องแอบ เข้าห้องพระไม่ให้พ่อเห็น จะโดนพ่อตีตลอดเวลา ชีวิตผมก็ พลิกผัน ลำบากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องออกจากบ้าน ตอนอายุ 13 ปี เพราะผมเองเป็นคน ดื้อรั้นเองด้วย ทุกครั้งที่มีเหตุก็จะแคล้วคลาด เหมือนมีอะไรคอยช่วย จนชีวิตหันเห ได้เข้ามาบวช เณรตอน 13 ได้ถูกนิมนต์เข้าไปรับบาตรในโรงพยาบาล ได้เห็นคนเจ็บ ป่วย ตาย บางครั้งก็ตายกันคาบาตรพระ หมายถึงคนที่กำลังจะตาย พยามเอากำลังสุดท้ายไส่บาตร แล้ว ก็สิ้นใจไปมือยังไม่ทันออกจากบาตรผมเลย ผมก็เกิดสังเวชใจ เกิดอารมณ์พิณา เราจะทำอย่างไรให้ คนทั้งหลาย พ้นจาก ทุกขเวทนา เกิดความสงสารคนทั้งหลาย ก็พยามหาทางหลุดพ้นทางพระพุทธศาสนา ตอนนั้น ความปราถนายังไม่เด่นชัดมาก แค่มีใจเมตาสงสาร จะทำอย่างไรให้คนหลุดพ้น จาก เวียนไหว้ตายเกิด ก็หลงเข้าไปทางไสยศาตร์ คาถาอาคม เพราะ ว่าผมได้ ปรนิบัติ พระอาจารย์อ้าย ท่านใช้คาถาอาคมช่วยคน ทั้งรักษาโรค ไสยศาตร์ ทั้งทำให้คนแคล้วคลาดปลอดภัย คงกระพันชาตรี จนอาจารย์อ้ายเมตา สอนให้ผม จนจบหมด ท่านก็แนะนำผมให้กลับ อาจารย์คมซึ่งเป็น ครูของอาจารย์อ้ายอีกที ผมก็เรียนวิชาจากอาจารย์คม จนจบตรบตำรา และ ก็ได้ภพเจอกลับ อาจารย์อีกหลายท่าน ทั้งเรียนรุ้ และ แลกเปลี่ยน จนมีชื่อเสียงอยุ่บ้าง เป็นที่รู้จัก แต่ผมกลับมองว่า มันไม่มีอะไรจีรัง เลขยันต์คาถาอาคมที่เรียนมามากมาย สุดท้ายมันก็ไม่พ้นกฎของกรรม ไม่ทำให้พ้นอเวจีมหานรก ไม่สามรถทำให้พ้นความเกิดแก่เจ็บตายได้ ทุกวันนี้ เรื่องคาถาอาคมจึงคลายตัวลง เน้นไปทางกรรมฐานอย่างเดียว ย้อนไปตอน อาคมเข้าตัว ปวดหน้าผาก กินไม่ได้ นอนไม่ได้ อยู่สามวัน จึงทำการจุดธูปกลางแจ้ง หากจะตายก็ขอให้ตาย หากยังไม่ถึงตายก็ขอให้หาย วันนั้นมีอาจารย์คนหนึ่ง ขี่มอไซเข้ามาในวัด บอกว่าจะมาหาคนแต่ผม ปวดหน้าผากมากไมไ่ด้สนใจ พอเข้าอีกวัน อาจารย์ท่านนี้ก็เอารถยนต์ ก็ตรงมาหาผมเลยแล้วบอกว่า เณรๆ แต่งตัวเดี๋ยวจะพาไปหาพระอาจารย์ เมื่อวานมาหาแล้วแต่ไม่รู้ว่าคนไหน เมื่อคืนเลยนั่งกรรมฐานถาม พระอาจารย์ ท่านเลยนิมิตรให้เห็นรูปเณรบอกว่า ให้พาเณรคนนี้ มาพระอาจารย์จะช่วยสงเคราะห์ ต่อบุญให้เขา เขาเป็นคนสำคัญมากต่อไปจะช่วยคนหมู่มาก ผมไม่ได้สนใจอะไรมาก รู้ว่าปวดหน้าผากมาก เขาบอกจะช่วยก็เลยตามไป อาจารย์ท่านนี้ชื่อ สหัสนัย ตอนเดินทางก็ก็พูด ทำนองว่า ท่านดูอดีตได้เจ็ดชาติ มีญาณแบบนั้น แบบนี้ สำเร็จกรรมฐานกองนั้นนี้ ผมก็ฟังแล้ว นิ่งเฉยๆไม่ค่อยเชื่อ ท่านก็บอกว่า ที่จะพาไปหา ท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านมีรัศมีรอบกายเป็นรูปใข่สีทอง เวลากรรมฐานนิมิตรหาท่าน แสงรอบกายท่านสวยมาก ท่านก็จะคอยสอนธรรมะ สอนเรื่องพระนิพพาน สอนกรรมฐาน ผมก็ฟังแล้ว รู้สึกเจือนๆ ไม่เชื่อเท่าไหร่ เพราะเราไม่เห็นแบบเขา เลยไม่เข้าใจเขาพูดไม่รุ้เรื่องกับเขา ทางเข้าไปนี่ ทุระกันดารมาก อยู่บนเขา ดินแดง พอใกล้ๆไปถึง ผมเห็น รถเปิดประทุน รถตู้ รถคนรวย จอดเต็มไปหมด วันน้นเป็นวันพระ ที่นั่น มีพระธาตุ1เจดีย์ แล้ว กุฎิไม้ ด้านหน้าเป็นศาลาใหญ่ๆ ผมก็คิดในใจ ถ้าพระที่นี่ไม่เก่งจริง คนคงไม่บุกน้ำลุยเขาเดินทางยากลำบากมาหาท่านมั้ง พอเข้าไปถึง เห็นแต่ คนสวยหล่อดูดี ดูแล้วเป็นคนรวย มีชาติตะกูล สะอาดดูเป็นคนชั้นสูง มหาเศษฐี อะไรทำนองนั้น นั่งเต็มไปหมด ด้านในมองเข้าไปเห็นพระรูปหนึ่ง นั่งอยุ่บนเก้าอี้ไม้ คงนั่งเทศนา พอผมเดินเข้าไป พระก็บอกให้โยมๆ หลีกทาง ให้ลูกเณรเข้ามา ผมก็เข้าไป กราบท่านสามที ผมแทบไม่ได้พูดอะไรเลย ท่านก็บอกว่า คาถาอาคมให้เลิกก่อนแต่ไม่ใช่เอาไปทิ้งนะ เก็บขึ้นหิ้งไว้ก่อน อนาคตจะได้ใช้ ให้ลูกเณรมาศึกษาธรรมวินัย พระเกจิี่ท่านเก่งๆ ท่านกรรมฐานกันนะ ถึงจะเก่ง ท่านก็บอกว่า อาการที่เป็นอยู่ ท่านจะช่วย ท่านก็เทศนาสอน ธรรมวินัย สอนกรรมฐาน แล้วท่านก็บอกว่า กลับไปแล้วหมดธุระแล้ว ผมก็กราบท่านลากลับ ท่านก็เอ่ยขึ้นมาด้านหลังว่า ลูกเณรอนาคตชาตินี้ เราจะเด่นกว่าคนอื่น อย่าทิ้งกรรมฐาน เมื่อถึงเวลานั้น ลูกเณรต้องกลับมาช่วยหลวงพ่อสร้างที่นี่ต่อนะ มาช่วยสร้างที่นี้ให้เป็นวัด บูรณะ ผมก้รับคำท่าน ว่า ครับ ผมก็เดินผ่าน ญาติโยม ญาติโยมก็ ยกมือสาธุที่ผมเดินผ่าน ทุกวันนี้ผมยังไม่ได้กลับไปทำตามสัญญาเลย อาการปวดหน้าผากก็หาย หายไปอนไหนไม่ทราบ รู้ตัวอีกทีก็ไม่มีแล้ว หลังจากนั้นผมก็ มีหลงทางบ้าง ไปศึกษา คาถาอาคม แต่ไม่เคยทิ้งกรรมฐาน แต่ผมมีคำอธิฐานในใจเสมอๆว่า ธรรมใดที่พระพุทธเจ้าเห็นแล้ว ข้าพเจ้าขอเห็นด้วย จะนำธรรมนั้นไปช่วยคนทั้งหลายให้ พ้นจากเกิดแก่เจ็บตาย จนตอนนี้ คำปราถนาพุทธภูมิ วิริยะธิกะ ก็เด่นชัดขึ้นในใจ เวลาไมไ่ด้นั่งกรรมฐานก็อยากไปพระนิพพาน ดูว่าการเกิดมันเป็นทุกขเวทนา ยิ่งอ่านธรรมะต่างๆ จาก หลวงพ่อฤษีลิงดำ เราอยากไปพระนิพพานแล้ว เห็นการเกิดมันเป็นทุก แต่พอกลับไปนั่งกรรมฐานมันไม่เป็นแบบนั้น คำปราถนาพุทธภูมิมันยิ่งเด่นชัดขึ้นมา พอไม่นั่งกรรมฐานกำลังใจยากไปพระนิพพานมันหนักแน่ กลับกัน พอนั่งกรรมฐานกำลังใจอยากเป็นพระพุทธเจ้ายิ่งหนักแน่นขึ้น แต่อยากไปพระนิพพานยังอยู่นะ เคยกล่าวลาพุทธภูมิแล้วหลายหน  แต่ก็ทำไมไ่ด้ เพราะ ผมเป็นคนเสพติดกรรมฐานมาก ยิ่งกรรมฐานมาก กำลังใจตรงอยากเป็นพระพุทธเจ้ายิ๋งแน่นหนักเข้าทุกวันๆ.... ครับ หลังจากกล่าวลาพุทธภูมิมาหลายหน ไม่เป็นผล ทุกวันนี้ก็คิดว่า จะเป็นอะไรก็ได้ พระโพธิสัตย์ก็ดี พระอรหันต์ก็ได้ พระปัจเจกกะพุทธเจ้าก็ได้ หรือ พระพุทธเจ้าก็ได้ ขอแค่ ได้นำธรรมขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์มาแสดง ช่วยพาสัตว์โลกทั้งหลาย พ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็สมปราถนาผมแล้ว หากคณะพระพุทธเจ้าเดินทางไปโปรดสัตย์ ไปที่แห่งใด ทางนั้นเกิดขาด ผมก็ขอเอาร่างกายนี้นอนขึง เป็นทางให้คณะพระพุทธเจ้าเดินเหยียบเป็นทางเดินข้าม หากคณะเดินทางของพระพุทธเจ้าขาดแสงสว่างนำทาง ผมจำเป็นต้องเอาชีวิตนี้เข้าแลก ก็พร้อมที่จะเอาผ้าชุบน้ำมันพันรอบตัวแล้วจุดเป็นไฟส่องทางให้แก่ คณะพระพุทธะเจ้า ให้คณะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินทางไปเผยแพร่ธรรมะโปรสัตย์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ ผมก็จะทำ