เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: หนีนรก  (อ่าน 2612 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Wisdom

  • สมาชิก
  • ***
  • กระทู้: 242
  • ใครจะใหญ่เกินกรรม
    • ดูรายละเอียด
หนีนรก
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2012, 06:36:35 PM »
จงเห็นว่าไม่มีอะไรเหลือเลยในโลกนี้ เห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสมมุตคิทั้งสิ้น แปรปรวน เสื่อมไป สลายไป ทุกอย่างไม่มีอะไรควรยึดถือทั้งสิ้น

(พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี)

การปฎิบัติตนเพื่อการหนีบาป ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ต่อไปนี้อาตมาจะขอปรารภ เรื่อง การปฏิบัติตนหนีบาป คำว่า "บาป" นี่บรรดาท่านพุทธบริษัท ซึ่งแปลว่า "การกระทำความชั่ว" ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงยืนยันว่า บุคคลใดถ้าตกเป็นทาสของความชั่วคือ บาป เวลาก่อนจะตาย ถ้ากำลังจิตเศร้าหมองมีกำลังใจกังวลอยู่กับบาป ตายแล้วก็ต้องตกนรก ความจริงที่บางท่านคิดว่า การตายแล้วไม่เกิด คือว่าตายแล้วมีสภาพสูญ อย่างไรก็ตามเถอะพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า คนเราตายแล้วต้องมีการเกิด แต่การเกิดนั้นจะเกิดเป็นมนุษย์ หรือเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ถือว่าเกิดทั้งหมด ถ้าส่วนดีก็ไปเกิดเป็นเทวดาบ้าง เป็นพรหมบ้าง ถ้าดีถึงที่สุดก็ไปเกิดเป็นพระอรหันต์เข้านิพพานไป เป็นอันว่าอาตมาเองก็ขอยืนยันตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า การตายแล้วเกิดนั้นมีจริง ซึ่งบรรดาท่านพุทธบริษัทชายและหญิง ส่วนใหญ่เวลานี้ก็ปฏิบัติในหลักสูตรของวิชชาสามบ้าง ในหลักสูตรของอภิญญาหกบ้าง สามารถระลึกชาติได้ว่าก่อนจะเกิดเราเคยเกิดเป็นอะไรบ้าง ตายเป็นอะไรมาบ้าง อย่างนี้ทราบกันอยู่แล้วก็เป็นอันว่ายืนยันตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วได้ว่าการตายแล้วต้องเกิดจริง การที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องของบุญและบาปการกลับมาเกิดเป็นมนุษย์นี่ก็ไม่แน่นักว่ามาจากบุญฝ่ายเดียวส่วนใหญ่การกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็นำมาทั้งเศษบุญและเศษบาป เศษบุญ เป็นปัจจัยให้ทุกคนมีความสุขตามสมควรกับบุญนั้น เศษบาป เข้ามาครอบงำจิตเมื่อไหร่ ทุกคนที่รับผลนั้นก็จะมีแต่ความทุกข์ ความเร่าร้อน ถ้าหากว่าเราคิดว่าตายแล้วไม่เกิด จิตจะมีความประมาทพลาดจากความเป็นจริงถ้าคิดอย่างนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัทชายและหญิง ก็จะมีความประมาทในชีวิต คิดว่าการเกิดมาแล้วตายก็สูญ เมื่อมันจะสูญไปจากโลกนี้ไม่มีการเกิดต่อไป
การกระทำความดีหรือการกระทำความชั่วใด ๆ ย่อมมีผลเฉพาะในชาติปัจจุบันเท่านั้น เพราะชาติข้างหน้าไม่มี ถ้าคนที่มีกำลังใจดีก็จะสั่งสมความดี เพื่อความสุขของตน คนที่มีจิตหยาบบาปอกุศลก็ครอบงำ ก็จะทำแต่ความชั่ว สร้างความเร่าร้อนให้แก่ตัวและบุคคลอื่นถ้าตายแล้วบังเอิญที่ต้องเกิดจริง ๆ ความจริงอาตมาใช้คำว่าบังเอิญเฉพาะบุคคลที่คิดว่าตายแล้วสูญ สำหรับอาตมาเองจริง ๆ ขอยืนยันว่าตายแล้วเกิดแน่ การระลึกชาติเราสอนกันได้แล้วมีญาติโยมพุทธบริษัททำได้นับแสน ถ้าเราไม่มีการเกิดเราจะรู้ชาติที่แล้วมาได้อย่างไร ก็รวมความว่า ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าการเกิดต่อไปมีจริง ๆ ใครท่านจะว่าไม่มีก็ช่างท่านเถอะ เรื่องความเห็นนี่อย่าไปถือว่าเป็นเรื่องผิดเรื่องถูก ของใครก็ของมันอาตมาบวชมาตามหลักสูตรในพระไตรปิฎก ซึ่งบรรดาพระทั้งหลายยอมรับว่าเป็นถ้อยคำที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอน และก็ปฏิบัติตามพระไตรปิฎกก็มีผลตามนั้นจึงหมดสงสัย ในเมื่อเรามาพูดกันถึงเรื่องเกิดพอสมควร เพราะว่าเมื่อเกิดแล้วตายแล้วจะต้องไปนรกบ้าง จะพบกับแดนของความทุกข์ ต้องการอย่างเดียวคือ ต้องการพบกับแดนของความสุข เราจะทำอย่างไรกัน? ข้อนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ที่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า ฟังคำแนะนำของพระพุทธเจ้าสักหน่อยหนึ่ง แล้วลองไปปฎิบัติตาม ถ้าทุกท่านที่ฟังแล้วนำไปปฏิบัติตามได้จริง อาตมาก็ขอยืนยันว่าการเกิดต่อไปข้างหน้าของท่าน ที่มีกี่ครั้งก็ตามกี่ชาติก็ตาม ขอยืนยันว่าทุกท่านจะไม่พบกับอบายภูมิทั้ง ๔ คือการเกิดเป็นสัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสุรกายก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี จะไม่มีแก่ท่านทุกชาติที่เกิดต่อไปและการเกิดของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ก็จะจำกัดการเกิด เอาเฉพาะการปฏิบัติอย่างหยาบๆท่านทั้งหลายถ้าจะมีการเกิดจริง ถ้ากำลังใจของท่านย่อหย่อนปฏิบัติได้แต่ว่าไม่เคร่งเครียดนัก คือปฏิบัติได้ไม่ละเอียดนัก พอทำกันได้ เรียกว่าประเภท"เช้าชามเย็นชาม"แต่ก็สามารถทรงความดีไว้ได้
อย่างนี้ถ้าหากว่าท่านจะเกิดใหม่ก็เกิดเป็นเทวดาหรือพรหม ๗ ชาติ และกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ๗ ชาติตามหลักวิชาหลังจากนั้นก็เป็นพระอรหันต์เข้านิพพาน ถ้ามีกำลังใจอย่างกลางคือไม่เก่งเกินไป ไม่เก่งจนถึงที่สุดและก็ไม่ล่าถึงที่สุดคือว่าประเภท "ทำได้แต่ทำได้อย่างเชื่องช้า"กำลังใจอ่อน ๆ ไม่ถึงอย่างนั้น มีกำลังใจกลางๆ ที่เรียกว่า "มีบารมีอย่างกลาง"อย่างนี้ท่านจะเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม ๓ ชาติ จะเกิดเป็นมนุษย์อีก ๓ ชาติ เท่านี้ก็สามารถเป็นพระอรหันต์เข้านิพพาน ถ้ามีกำลังใจเข้มแข็งทำได้แบบละเอียดจริง ๆ อารมณ์สุขุมทรงตัวได้อย่างดีถ้ากำลังใจประเภทนี้เราทำได้จะเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมอีกชาติเดียวเท่านั้น กลับลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ๑ ชาติเป็นพระอรหันต์เข้านิพพาน หลักสูตรนี้มีในพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกคนใหัตัดสังโยชน์ สังโยชน์นี่ถ้าตัดได้ ๓ จะเป็นพระโสดาบัน หรือสกิทาคามี เพียงแต่เป็นพระโสดาบันอย่างหยาบที่เรียกว่า สัตตักขัตตุง ต้องเกิดอีก ๗ ชาติ เพียงเท่านี้บรรดาท่านพุทธบริษัทอบายภูมิทั้ง ๔ จะเข้าไม่ถึงและก็ไม่พบหน้ากันแล้วก็ขอลาอบายภูมิได้ สังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการนี้มีอะไรบ้าง? ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สีลัพพตปรามาส สามข้อนี้อาตมาจะสอนญาติโยมพุทธบริษัทปฏิบัติกัน ถ้าตัด ๓ ข้อนี้ได้ อย่างหยาบก็สามารถหลีกนรกได้แน่นอน ไม่พบหน้ากันอีกแล้ว ข้อที่ ๑ ที่เรียกว่า สักกายทิฏฐิ ซึ่งมีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา หรือเรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา อย่างนี้เป็นต้น หรือว่ามีความรู้สึกว่าร่างกายนี้มีสภาพไม่ตาย มันจะทรงตัวอยู่ตลอดกาลตลอดสมัย ไม่เสื่อมไม่ตายไปจากโลกนี้หรือว่ามีความเห็นว่าร่างกาย ไปสวรรค์บ้าง คือไปสู่แดนของความสุขบ้าง แดนของความทุกข์บ้าง ทุกคนก็ไม่มีใครอยากนี้นอกจากจะไม่ตายแล้ว มันก็มีแต่ความสะอาด เรียกว่ามีความสะอาดน่ารัก น่าชม น่านิยมทุกอย่าง ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นของโสโครกแล้วก็มีความรู้สึกว่าร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา ความรู้สึกในสักกายทิฏฐิ อาตมาตั้งไว้ ๓ ระดับก็เพราะอารมณ์อย่างนี้มีความรู้สึกไม่เสมอกัน ถ้าอารมณ์ขั้นพระโสดาบันหรือสกิทาคามี จะมีความรู้สึกเป็นแต่เพียงว่าร่างกายนี้ต้องตายถ้าอารมณ์ของพระอนาคามี จะมีความรู้สึกว่าร่างกายนี้นอกจากจะตายแล้วมีสภาพเสื่อม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และสลายตัวไปในที่สุด ร่างกายของคนก็ดี ของสัตว์ก็ดี วัตถุธาตุใด ๆ ก็ดี ไม่มีคำว่าสะอาด มีแต่คำว่าสกปรก น่าเกลียด น่าชังอย่างยิ่งมีความรังเกียจในการที่จะมีร่างกายต่อไปอีก
อันนี้เป็นอารมณ์ของพระอนาคามี ถ้าเป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ จะมีความรู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ฉะนั้นจึงขอชวนบรรดาท่านพุทธบริษัทปฏิบัติแค่เบื้องต้น ยึดอารมณ์ของพระโสดาบันเข้าไว้ เราจะเป็นพระโสดาบันหรือสกิทาคามีหรือไม่นั้นไม่สำคัญ อย่าคำนึงถึงว่าเราจะต้องเป็นพระโสดาบันบ้าง เป็นสกิทาคามีบ้าง ถ้ามีความรู้สึกอย่างนั้นความประมาทจะเกิดแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทคิดว่า "เราดีแล้ว" ถ้าบังเอิญเราไม่ได้เป็นจริง ๆ ถ้าพลาดพลั้งตายลงไปอาจจะไปอบายภูมิได้ ฉะนั้นการปฏิบัติจริง ๆ ให้ต้องการแต่ผล อย่าคิดว่าตนเป็นอย่างนั้น คิดว่าตนเป็นอย่างนี้ จะกลายเป็นคนมีมานะทิฏฐิ ซึ่งเป็นกิเลสหยาบทำปัญญาให้ถอยหลัง รวมความว่าสังโยชน์ ๑๐ ประการก็คือ
๑. สักกายทิฏฐิ มีความรู้สึกว่าร่างกายนี่มันจะไม่ตาย ร่างกายสะอาด ร่างกายเป็นเราเป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา
๒. วิจิกิจฉา มีความสงสัยในพระพุทธเจ้า ในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระอริยสงฆ์ ไม่ตกลงว่าเราจะยอมรับนับถือหรือไม่
๓. สีลัพพตปรามาส ไม่ตั้งใจรักษาศีลอย่างจริงจัง รักษาศีลประเภทศีลหัวเต่าคือ ผลุบเข้าผลุบออก ประเดี๋ยวก็ทรงตัวบ้าง ประเดี๋ยวก็ไม่ทรงตัวบ้าง สังโยชน์
ข้อที่ ๔ กามฉันทะ มีความหลงใหลใฝ่ฝันในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ นี่เรียกว่าติดหลงใหลใฝ่ฝันอยู่ในกามารมณ์ สังโยชน์
ข้อที่ ๕ ปฏิฆะ มีอารมณ์ข้องใจไม่พอใจ คือ มีความโกรธ มีความไม่พอใจอยู่เป็นปกติยังเหลืออย สังโยชน์
ข้อที่ ๖ รูปราคะ มีความหลงใหลใฝ่ฝันในรูปที่เป็นวัตถุ หรือรูปฌาน สังโยชน์
ข้อที่ ๗ สงสัยใฝ่ฝันในอรูป หรือสิ่งที่ไม่มีรูป หรือ อรูปฌาน ว่าดีเลิศประเสริฐแล้ว สังโยชน์
ข้อที่ ๘ มานะ ยังมีการถือตัวถือตน ว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขา สังโยชน์
ข้อที่ ๙ อุทธัจจะ ยังมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ไม่มั่นใจในตัวเองว่าเราจะไปนิพพานดีหรือไม่ไปนิพพานดี ไปได้แน่หรือไปไม่ได้แน่ เอาแน่นอนไม่ได้ คือจิตใจขาดความเข้มแข็ง สังโยชน์
ข้อที่ ๑๐ อวิชชา อวิชชานี้ยังมีความหลงใหลใฝ่ฝันในมนุษย์โลก เทวโลกและพรหมโลก ยังเห็นว่ามนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลกเป็นของดี ต้องการเวียนว่ายตามเกิดในวัฏฏะ
รวมความว่าสังโยชน์ ๑๐ ประการนี้เป็นเครื่องดึงเราให้เวียนว่ายตายเกิด ตายแล้วเกิด เกิดแล้วก็ตาย ไม่ใช่เกิดจากมนุษย์ตายเป็นมนุษย์ ตายจากมนุษย์เกิดเป็นมนุษย์ไม่ใช่อย่างนั้น ตายจากมนุษย์แล้วอาจจะเป็นสัตว์นรกก็ได้ เปรตก็ได้ อสุรกายก็ได้ สัตว์เดรัจฉานก็ได้ เป็นเทวดาหรือพรหมก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ สุดแล้วแต่ความดีหรือความชั่ว ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัท หรือบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรสามารถตัดสังโยชน์ได้ถึง ๑๐ ประการ พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า "พระอรหันต์" เป็นผู้ตัดกิเลสเป็น "สมุจเฉทปหาน" ก็รวมความว่าเราจะไม่พบกับคำว่าการเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน การเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือพรหมไม่มีอีกแล้ว ไปอยู่นิพพานแห่งเดียวมีแต่ความสุขสำราญ ไม่มีความทุกข์เป็นที่ไป ก็รวมความว่าวันนี้หรือวันต่อไป ก็ยังไม่ชวนบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและเพื่อนภิกษุสามเณร เป็นพระอนาคามี หรือเป็นพระอรหันต์ ก็ยังไม่ชวนทุกท่านเป็นพระโสดาบัน หรือสกิทคามี และชวนแต่เพียงว่า เรามาเอากันอย่างนี้ดีกว่า ในเมื่อพระโสดาบัน ก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี ท่านสามารถหลีกนรกได้เด็ดขาด ถึงอย่างไรก็ตามท่านไม่มีโอกาสลงนรกได้อีก นรกก็ไม่เกิด เป็นเปรตก็ไม่เกิด อสุรกายก็ไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ไม่เกิด จะมีแดนที่ไปที่มาระหว่างมนุษย์โลกกับเทวโลกเท่านั้นเป็นอันว่า "ตัดอบายภูมิได้เด็ดขาด" เราต้องการกันแค่นี้ก่อน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทก็ดี เพื่อนภิกษุสามเณรก็ดี อาตมาเองก็ตาม สำหรับอาตมาจริง ๆ มีความรู้สึกว่าเวลานี้เป็นเด็กอ่อน ยังเป็นเด็กอ่อนอยู่ ยังไม่กล้าต่อสู้อารมณ์ที่เข้าไปถึงความเป็นพระอรหันต์ เราเป็นเด็กเล็กมีกำลังน้อย ๆ ยกของเบา ๆ ก่อน
อันดับแรก ลองยกสังโยชน์ทั้ง ๓ ประการออกจากใจ ก็คิดว่ายังไง ๆ เราก็ไม่ไปนรกกันก่อน ไม่เป็นเปรต ไม่เป็นอสุรกาย ไม่เป็นสัตว์เดรัจฉานกันก่อนดีกว่าเอายังไงก็ดี ตั้งต้นกันจุดนี้เถอะบรรดาท่านพุทธบริษัทผู้ปฏิบัติพระกรรมฐาน การปฏิบัติพระกรรมฐานในหลักสูตรของวิชชาสามก็ดี อภิญญาก็ดี ปฏิสัมภิทาญาณก็ดี หากว่าท่านได้ ๒ ในวิชชาสาม, ๕ ในอภิญญาหก หรือสมาบัติ ๘ แต่ว่าท่านไม่สามารถจะตัดสังโยชน์ ๓ ประการให้พ้นจากใจได้ ท่านก็ยังเป็นเหยื่อของอบายภูมิ มีนรกเป็นต้น เราก็มาลองดูมันยากนักไหม ยากหรือไม่ยากก็ลองพิจารณากันดู ๑. สักกายทิฏฐิ เอาตัวนี้เข้ามาตั้งต้นก่อน อารมณ์ขั้นต้นของพระโสดาบันกับสกิทาคามท่านมีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตายและบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรก็ดี ญาติโยมพุทธบริษัทก็ดี มีความรู้สึกเหมือนพระโสดาบัน สกิทาคามีไหม ท่านมีความรู้สึกตัวท่านเองท่านจะตายไหม แต่ก็บางทีหลาย ๆ ท่านอาจจะลืม คิดว่าเราจะต้องตายเป็นปี ๆ ก็ได้ บางทีเกิดมา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ลืมนึกถึงว่าชีวิตมันจะต้องตาย อันนี้เป็นของธรรมดาของพวกเรา ญาติโยมก็เหมือนกัน เพื่อนภิกษุสามเณรก็เหมือนกัน อาตมาก็เช่นเดียวกัน เราก็พวกขี้หลงขี้ลืมเหมือนกัน ต่อแต่นี้ไปเรามาตั้งต้นกันใหม่ดีไหม ว่าต่อนี้ไปก่อนจะหลับเราจะคิดไว้ว่าหลับคราวนี้จะได้ตื่นเห็นพระอาทิตย์วันใหม่หรือไม่ก็ไม่ทราบ เราอาจจะต้องตายระหว่างการหลับหรือก่อนสว่างก็ได้ พอสว่างแล้วตื่นขึ้นมา ก็มีความรู้สึกว่าเราจะได้เห็นกลางคืนของคืนวันนี้หรือไม่ก็ไม่ทราบ เพราะชีวิตในช่วง ๑๒ ชั่วโมงของกลางวันเราอาจจะตายก่อนก็ได้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง" เรื่องความตายนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทจงอย่าคิดว่าคนคิดถึงความตายนี้ ต้องงอมืองอเท้าไม่ทำมา หากิน ไม่สั่งสมความดี อันนั้นผิด องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรทรงแนะนำว่าคนที่นึกถึงความตายนี่ เขาเป็นคนที่มีความแกล้วกล้า ประกอบกิจการงานทุกอย่างตามหน้าที่ครบถ้วน เพราะไม่แน่ใจว่าจะตายเมื่อไร สมมุติว่า ท่านมีสามีหรือภรรยา และมีบุตร ธิดาอยู่ด้วย มีคนที่ต้องอุปถัมภ์ ถ้าเราประมาทในชีวิต คิดว่าแก่สัก ๖๐ ปีหรือ ๗๐ ปี ๘๐ ปี หรือ ๑๐๐-๒๐๐ ปี จะต้องตายเราก็ไม่สั่งสมทรัพย์สินไว้เพื่อลูกเพื่อหลาน ยังคิดว่าอีกนานเราจะตายไม่เป็นไร ระหว่างนี้ทำกินพอกินไปวัน ๆ หนึ่งก็ได้ ถ้าเผอิญมันปุ๊บปั๊บตายไปก่อนล่ะ ลูกหลานไม่ลำบากหรือ เราเองก็ลำบาก เพราะเรามีทรัพย์น้อย พอจะตายขึ้นมาจริง ๆ จิตก็มีความกังวลถึงลูกถึงหลาน ตัวจิตกังวลนี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท จะทำให้เราต้องลงอบายภูมิ หากว่าเราไม่ประมาทในชีวิต คิดว่าอาจจะตายวันนี้ไว้เสมอ
เราก็หาทางรวบรัดสิ่งใดที่จะสร้างทรัพย์สมบัติได้ให้เกิดขึ้น สำหรับทำทุนทำรอนไว้เพื่อเราในยามป่วยหรือยามแก่ ถึงเวลาที่มันตายไปแล้วลูกหลานไม่ลำบากในการจัดการศพ หรือการเป็นอยู่ในเบื้องหน้าเราก็หาทรัพย์สมบัติมาตามกำลังที่จะพึงหาได้ หาจนเต็มความสามารถด้วยความไม่ประมาทในชีวิต อย่างนี้ถ้าบังเอิญมันยังไม่ตาย ทรัพย์สินที่เราหาได้ก็จะสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับเราในปัจจุบัน ในเมื่อเราคิดว่าเราจะตายแล้ว รู้ว่าตายแล้วถ้าทำความชั่ว จิตชั่วเราต้องไปอบายภูมิ มีการเกิดเป็นสัตว์นรกเป็นต้น เราก็จะละจากความชั่วนั้น ตั้งหน้าตั้งทำดี พูดดี คิดดี คนที่ทำดีพูดดีและคิดดี คนประเภทนี้เป็นที่รักของคนทุกคนในโลก ไม่มีคนเลวที่ ไหนที่เห็นว่าคนพูดดี ทำดี คิดดี เป็นคนที่น่าเกลียด ที่ต้องการประกาศเป็นศัตรู ถ้าคนที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ บรรดาท่านพุทธบริษัทใครเขาก็รักทุกคนที่ทำดี พูดดี และคนคิดดี เพราะการทำดีเป็นการกระทำที่ไม่เบียดเบียนบุคคลอื่นให้มีความทุกข์ คนก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่มีความทุกข์ เพราะการกระทำของเรา การพูดดี คนก็ดี สัตว์ก็ดีในโลกจะไม่เกิดความลำบากเดือดร้อนจากคำพูดของเราคนที่คิดดี คนและสัตว์ในโลกจะไม่เกิดความลำบากยากแค้นไม่มอันตรายเพราะความคิดดีของเรา เราเองก็มีแต่ความสดชื่น คนอื่นเห็นเข้าก็มีการชื่นอกชื่นใจ อยากคบหาสมาคม ไปที่ไหนก็มีแต่มิตรเป็นที่รัก ถ้าอย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท คนที่คิดว่าจะต้องตายและเกรงว่าจะไปอบายภูมิต่างคนต่างทำดี ต่างคนต่างพูดดี ต่างคนต่างคิดดี อย่างนี้เจอะหน้ากันก็มีแต่ความเป็นมิตร ไม่มีใครคิดเป็นศัตรูต่อกัน พูดก็พูดวาจาที่เป็นที่รักซึ่งกันและกัน การกระทำก็ไม่ขัดใจกัน ไม่ขัดขวาง ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน ช่วยเหลือกัน ความคิดก็ไม่หมกมุ่นไปด้วยอารมณ์ที่เศร้าหมอง
อย่างนี้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท รวมทั้งเพื่อนภิกษุสามเณรเห็นด้วยไหม ว่าก่อนจะตายหรือไม่ทันจะตายเราก็มีความสุขแล้ว ความสุขเกิดจากการเห็นหน้าและยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน ทุกคนก็มีแต่ความสดชื่น ถ้ามีการขัดข้องในทรัพย์สินหรือสิ่งของต่าง ๆ ต่างคนต่างยื่นโยนซึ่งกันและกัน สงเคราะห์ซึ่งกันและกันอย่างนี้ความทุกข์ยากมันก็ไม่มี กำลังใจก็ดีมีแต่คิดถึงความเป็นมิตรซึ่งกันและกัน อย่างนี้แหละบรรดาท่านภิกษุสามเณรทั้งหลายและญาติโยมพุทธบริษัทควรคิดไหมว่าเราจะตาย ในเมื่อเราคิดว่าจะต้องตายแล้ว เราก็ตั้งใจว่าการตายของเราคราวนี้จะตายเมื่อไรก็ตามที จะตายระยะไหนก็ตามคิดว่าพร้อมที่จะตายวันนี้ไว้เสมอ เราก็ทำดีทุกจุด ความดีอันดับแรกบรรดาท่านพุทธบริษัทจะทำอะไรดี จะทำอะไรเป็นจุดแรกดีก็ขอยืนยันยึดเอาสังโยชน์ข้อที่ ๒ ที่เราเรียกว่า "วิจิกิจฉา" ทำลายวิจิกิจฉาให้พ้นจากกำลังใจของเรา คำว่า "วิจิกิจฉา" นี่แปลว่า "สงสัย" คือสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระอริยสงฆ์ มีพระอรหันต์ เป็นต้น สงสัยว่าพระพุทธเจ้าน่ะมีจริงหรือไม่จริง ถ้ามีจริง ๆ พระพุทธเจ้าน่ะดีไหม คำสอนของพระองค์ดีจริง ๆ หรือเปล่า นี่สงสัย สงสัยคำสอน นี่สงสัยพระธรรมเลย แล้วสงสัยว่าพระอริยสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี่มีหรือไม่มี หนัก ๆ เข้าก็เลยคิดว่าไม่มี เพราะตัวสงสัย พระพุทธเจ้าจริง ๆ ก็ไม่มี พระไตรปิฎกที่มีอยู่อ่านกันอยู่ ก็เป็นพระไตรปิฎกโกหกมดเท็จ ใครเขียนขึ้นมาก็ไม่รู้ก็เขียนแบบโกหกขึ้นมาว่าโลกนั้นมีโลกนี้มี ระลึกชาติได้ไม่ได้ จิปาถะกันไป เลยสงสัยพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่เขาบอกว่าพระสงฆ์ พระสงฆ์น่ะเป็นพระสงฆ์จริง ๆ หรือว่าเป็นตัวเบียดเบียนประชาชน ทำให้สังคมมีความทุกข์ มีความเร่าร้อน เพราะพระไม่เห็นจะทำอะไรได้แต่บิณฑบาตแล้วก็กิน กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็บิณฑบาตแล้วก็บอกบุญบ้าง ขอบุญบ้างเรี่ยไรกันบ้างจิปาถะ มีแต่พูดไปพูดมาแล้วก็พูดไป ไม่เห็นมีอะไรให้เกิดประโยชน์ นี่ไม่สงสัยนะเลยไม่เชื่อเสียเลย ลักษณะอย่างนี้เป็นสังโยชน์ ข้อที่ ๒ ที่ทำให้คนเราต้องลงอบายภูมิ
ขอยืนยันว่าถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ต้องลงอบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน แน่นอน ถ้าถามว่าคนที่เขามีความรู้สึกอย่างนี้แล้วไม่ไปนรกมีไหม ? ก็ต้องตอบว่าไม่มี เว้นไว้แต่ว่าจะมีเวลาส่วนใดส่วนหนึ่ง แม้แต่เป็นเวลาน้อยมีความเชื่อมีความเลื่อมใสเข้ามาเพียงเล็กน้อย ตายปุ๊บปั๊บในขณะนั้นอาศัยที่จิตมีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เป็นต้น แล้วก็ไปสวรรค์ชั่วคราว ใช้เวลาไม่นานก็ลงป๋อมลงนรกไป เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายสำหรับเบื้องต้นวันนี้ก็พูดกันมากไปกว่านี้ไม่ได้ เพราะเวลาหมดแล้ว ก็ต้องขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่านสวัสดี

ลักษณะแห่งการหนีบาป

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้เป็นตอนที่ ๒ ก็มาพูดถึงลักษณะแห่งการหนีบาปกันต่อไป แต่ขอย้ำไว้ก่อนว่าการที่จะหนีอบายภูมิทั้ง ๔ คือการไม่เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัชฉาน ต่อไปนั้น ต้องกำจัดสังโยชน์ คือ อารมณ์ชั่ว ๓ ประการ ให้พ้นจากใจ อารมณ์ชั่วทั้ง ๓ ประการ ขอย้ำไว้ตอนนี้ก่อนตอนต้นจะได้ไม่เฝือ

๑. ที่มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ตายตัดทิ้งไป ให้มีความรู้สึกว่ามันจะต้องตายแน่และไม่ประมาทในชีวิต คิดทำความดีต่อไป
๒. วิจิกิจฉา ความสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ตอนนี้ตัดทิ้งไป ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์
๓. สีลัพพตปรามาส มีการปฏิบัติในศีลไม่แน่นอน ไม่จริงจัง อันนี้ต้องทิ้งไปหันมากลับมาปฎิบัติในศีลให้แน่นอนและจริงจัง ฆราวาสเพียงแค่ศีลห้า หรือว่ากรรมบถ ๑๐ ใช้ได้แล้ว สำหรับภิกษุสามเณรก็มีศีลของท่าน ถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ทุกคน
ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนมีความมั่นใจได้ว่าจะตายเมื่อไหร่ก็ตามที เราไม่ลงอบายภูมิกันแน่ ที่หันมาพูดอย่างนี้ก็ย่ำไว้แต่ตอนต้น เพราะว่าบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนจะงงเพราะในตอนต่อไปนี้พูดเรื่องตายจำให้ได้ว่าชาตินี้ทั้งชาติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราจะไม่ประมาทเรื่องความตายของชีวิต และคนที่เกิดทีหลังเราเด็กเล็กตายก่อนเราไปเยอะแยะเราต้องตายแน่ พยายามรวบรัดความดีเข้าไว้ บาปเก่า ๆ ที่ทำไว้แล้วช่างมัน มันจะไปไหนก็ช่างมันมันตามเราไม่ทันด้วยอาศัยเคารพพระพุทธเจ้า เคารพพระธรรม เคารพพระอริยสงฆ์ และปฏิบัติศีลให้บริสุทธิ์ อย่าลืมว่าฆราวาสศีลห้า อาจจะหยาบไปนิดหนึ่งแต่ก็พ้นอบายภูมิแล้ว ถ้าทางที่ดีได้กรรมบถ ๑๐ จะดีมาก เรื่องนี้รายละเอียดเป็นอย่างไรอ่านต่อไปข้างหน้า สำหรับตอนนี้ก็มาขอต่อตอนต้นที่ผ่านมาก็คือ ตอนที่ ๑ ว่าในเมื่อเรานึกถึงความตายแล้วเราก็เข้ามาไม่สงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า ในความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และความดีของพระอริยสงฆ์ ตอนนี้ก็มาว่าถึงความดีของพระพุทธเจ้าก่อน พระพุทธเจ้ามีความดีเหลือหลาย อาตมาเองก็ไม่สามารถจะพรรณนาความดีของพระพุทธเจ้าให้ครบถ้วนได้ แต่ขืนพรรณนาไปมาก บรรดาท่านพุทธบริษัทก็จะเบื่อเอากันตอนต้นน้อย ๆ ก็แล้วกัน เพียงแค่เรายอมรับนับถือความจริงของท่าน ที่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาแล้วในโลก พระองค์ไม่ได้หวังประโยชน์ความสุขส่วนตัวเลย คือว่าไม่หวังเฉพาะความสุขส่วนตัว ต้องการแจกจ่ายความสุขให้แก่บุคคลทั้งโลกตามที่พระองค์จะพึงทำได้ ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยความเชื่อความเลื่อมใสในพระองค์ ถ้าขาดความเลื่อมใสพระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน เพราะคนที่ไม่เชื่อกันแล้วนี่พูดเท่าไรก็ไม่ยอมรับฟังฟังแล้วก็ไม่ยอมเชื่อและก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม อย่างนี้ก็ไม่มีทางจะช่วยได้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อักขาตาโร ตถาคตา" ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกเท่านั้น บอกแล้วจะทำตามหรือไม่ทำตามเป็นหน้าที่ของท่าน ถ้าทุกคนทำตามได้ บุคคลนั้นก็พ้นจากอบายภูมิได้ เอาแค่เบื้องต้นนะ ถ้าเราสามารถปฏิบัติตามได้พ้นได้แน่ นี่เราจะปฏิบัติตามท่าน จะเอาอย่างไร ในตอนนี้เรายังไม่พูดถึงศีลก่อน เอาแค่ความดีของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามีกฎแห่งการสอนอยู่ว่า
๑. สัพพปาปัสสะ อะกะระณัง ให้บรรดาพระสงฆ์และพระองค์เองก็เช่นเดียวกัน พยายามสอนให้ทุกคนละจากความชั่วทุกประเภท คือไม่ทำความชั่วทุกประเภทไม่ทำ ไม่พูด และก็ไม่คิดซะด้วย
๒. กุสลัสสูปสัมปทา แนะนำให้ทำความดีทุกประการ
๓. สจิตตะปริโยทะปะนัง แนะนำสั่งสอนให้มีจิตใจผ่องใส คือไม่มีอารมณ์มัวหมองมีอารมณ์สดชื่นอยู่เสมอ
๔. เอตัง พุทธานะสาสะนัง ท่านยืนยันว่าพระพุทธเจ้าทุกองค์ตรัสอย่างนี้เหมือนกันหมด มาตอนนี้ทุกท่านจะสงสัยไหม ก็ไม่ขอพูดให้มันเลอะ สงสัยหรือไม่สงสัยก็ช่าง เอาคนเข้านับถือพระพุทธเจ้าแบบย่อ ๆ เอาประเภทย่อ ๆ ที่ทำแบบง่ายที่สุด แล้วตายจากความเป็นคนก็ยังไม่มาเกิดเป็นคน และก็ไม่ลงนรก ไปเกิดเป็นเทวดา เอากันอย่างย่อ ๆ ง่าย ๆ นะ ยังไม่ต้องปฏิบัติตามมากเอาแค่นึกถึง แค่นึกถึงพระพุทธเจ้าเท่านี้ แล้วเขาผู้นั้นก็ตายจากความเป็นคนแล้วไม่ยอมลงนรกด้วย แล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก หลังจากนั้นเมื่อเป็นเทวดาแล้วได้พบพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ฟังเทศน์อีกครั้งเดียวย่อ ๆ สั้น ๆ ท่านผู้นั้นก็เป็นพระโสดาบัน

ออฟไลน์ Wisdom

  • สมาชิก
  • ***
  • กระทู้: 242
  • ใครจะใหญ่เกินกรรม
    • ดูรายละเอียด
Re: หนีนรก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2012, 06:36:57 PM »
นี่เป็นอันว่าปฏิบัติยังไม่ถึงขั้นเข้าถึงครึ่งหลักสูตรนะ เข้ามานิดเดียวเท่านั้นนะและใช้เวลาน้อยเหลือเกิน ใช้เวลาแค่นึกประเดี๋ยวเดียว นึกถึงพระพุทธเจ้า ตายจากความเป็นคนแล้วก็เป็นเทวดา เมื่อเป็นเทวดาแล้วฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าจบเดียวเป็นพระโสดาบัน ที่มีนักเทศน์หรือคนบางคนพูดว่าการบำเพ็ญบารมีต้องอาศัยชาติมนุษย์ เป็นเทวดาหรือพรหมบำเพ็ญบารมีต่อไม่ได้ อันนั้นไม่จริง เทวดาหรือพรหมที่เป็นพระอนาคามี ไม่มีใครกลับมาอีก บำเพ็ญตนให้เป็นพระอรหันต์ไปนิพพานเลย อย่างท่านที่พูดนี่ก็เช่นเดียวกัน เป็นมนุษย์ที่มีความดีนิดเดียวเวลาน้อย ๆ เมื่อเป็นเทวดาแล้วฟังเทศน์อีกครั้งเดียว เป็นพระโสดาบัน นี่เขาต่อกันได้แบบนี้ เรื่องนี้มีมาในพระไตรปิฎิก จะขอเล่าเรื่องสู่กันฟัง จะได้เบื่อน้อย พูดกันแต่ธรรมะนี่มันเบื่อนาน ยิ่งฟังยิ่งเบื่อๆ ยิ่งฟังยิ่งเบื่อ ธรรมะมันไม่ค่อยจะซึ้งใจ ฟังไม่เพลิน สำหรับท่านที่นึกถึงพระพุทธเจ้านิดเดียว ยอมรับนับถือชั่วขณะจิตเดียวคือไม่นานนัก ถ้าใช้เวลาก็ไม่ถึงชั่วโมง ตายไปเป็นเทวดา ท่านผู้นี้มีมาในพระธรรมบท ท่านให้ชื่อว่า "มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร" ท่านผู้นี้เป็นลูกของพราหมณ์ ๆ ที่ไม่เคารพในพระพุทธเจ้าและก็เป็นพราหมณ์ขั้นพิเศษเสียด้วย ที่เรียกว่า"ขั้นพิเศษ"ก็เพราะว่าแกไม่เคยให้อะไรใครเลยในชีวิต ชื่อว่า "อทินนกปุพพกพราหมณ์" พ่อของเขานะ "อทินนกะ"แปลว่า "ผู้ไม่เคยให้" "ปุพพกะ" "ในกาลก่อน" ในชีวิตในกาลก่อนที่จะพบพระพุทธเจ้านี่เขาไม่เคยให้อะไรใครเลย จะพูดว่าก่อนพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ จะต้องว่าก่อนที่พบลูกชายที่เป็นเทวดาความจริงการพบพระพุทธเจ้านี่เขาพบกันมานาน ไม่เคยแม้แต่ยกมือไหว้ ไม่เคยมีความเคารพสักนิดหน่อย ตัวเองก็มีความรู้สึกว่าการเป็นเศรษฐีของตัว พระพุทธเจ้าไม่ได้หาทรัพย์สมบัติมาให้ พระอรหันต์ไม่ได้หาทรัพย์สมบัติมาให้ คนอื่นไม่ได้ให้ทรัพย์สมบัติ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หาไว้ให้ ในเมื่อคนอื่นไม่เกี่ยวข้องกับฐานะก็เลยไม่ยื่นโยนฐานะสงเคราะห์ใครต่อใครทั้งหมด ก็มีกินมีใช้แต่เฉพาะในครอบครัวเท่านั้น พราหมณ์คนนี้จึงมีฉายาว่า "อทินนกปุพพกพราหมณ์" แปลว่า พราหมณ์ผู้ไม่เคยให้อะไรใครมาในกาลก่อนเลย

มาให้ตอนหลังที่พบลูกชายตายแล้วเป็นเทวดา นี่เขาให้กัน นี่ท่านที่เคยได้ฟังใครเขาพูดมา ว่าตายแล้วไม่มีการเกิด เรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัส พระพุทธเจ้าทรงยืนยันและอาตมาเองก็ยืนยันด้วย ว่าการตายแล้วมีการเกิดแน่ ถ้าทำดีแม้แต่น้อยแต่ก่อนจะตายนึกถึงความดีเกิดเป็นเทวดาได้ ก็ขอยืนยันด้วยเหมือนกัน ถ้าถามว่าเอาอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ก็ต้องตอบว่าลูกศิษย์ลูกหาเป็นแสนเขาสามารถทำกันได้ แล้วระลึกชาติก็ได้ อตีตังสญาณ เหตุการณ์ในอดีตสามารถทำได้ อนาคตังสญาณ เหตุการณ์ข้างหน้าในอนาคตสามารถทำได้ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ ญาณนอกจากนี้เขาก็ทำกันได้หมด ทำกันได้เป็นแสน ๆ คนแล้ว กล้ายืนยันคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเดี๋ยวมันจะเลอะไป ขอพูดต่อไปว่าพราหมณ์ผู้นี้ก็มีลูกชายอยู่หนึ่งคน ลูกชายคนนี้ตามบาลีก็ไม่ปรากฏชื่อชัด ไม่ได้บอกชื่อไว้ว่าชื่ออะไร ตัวแกเองจริง ๆ บาลีก็ไม่บอกชื่อ บอกแต่เพียงนิสัยว่าไม่ชอบให้อะไรใครเท่านั้น ต่อมาลูกชายป่วย เป็นหนุ่มแล้ว ลูกชายป่วย เวลานั้นพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปเมืองนั้น เดินผ่านมาผ่านไป ตอนเช้าบิณฑบาตพระเดินผ่านมาผ่านไป จะไปไหนก็เชิญไป ฉันไม่นับถือนายเสียก็แล้วกัน รวมความพ่อลูกชายป่วย ไอ้ความรู้สึกของแก ว่าไอ้ลูกป่วยนี่ถ้าไปหาหมอมันก็เสียสตางค์ ถ้าจะไปซื้อยามันก็เสียเงิน เอ๊ะ....เงินกับสตางค์มันก็เหมือนกัน ถ้าเป็นเวลานี้นะ ถ้าไปโรงพยาบาลดี ๆ นี่ ที่เขามีชื่อเสียงเข้าไปวันแรกเพียงวันเดียวก็เสียเงินเป็นหมื่น ลูกชายคงจะตาย ช๊อคตายแน่ในวันแรก แกไม่ยอมเสียเงินเสียทองแน่ ถึงเวลานั้นมีแพทย์แผนโบราณเยอะ เสียเงินไม่มาก แกก็ยังไม่ยอมเสีย เมื่อลูกชายป่วยหนักเข้าแกก็ไปถามหมอว่า "อาการของลูกแบบนี้เป็นโรคผอมเหลือง กินก็ไม่ได้ นอนก็ไม่หลับ อาการอึดอัดอยู่เสมอ ฟัดหน้าเหวี่ยงหลังเป็นปกติ อยากจะทราบว่าอาการอย่างนี้จะใช้ยาอะไรหนอรักษาจึงจะหาย" นี่ความขี้เหนียวของแกรักทรัพย์สินมากกว่ารักลูก ตามธรรมดาหมอเขาก็ต้องปิดบังความรู้ของเขาเป็นของธรรมดา เพราะเขามีอาชีพหมอ ถ้าเราไปเป็นหมอแข่งกับเขาหมอก็หากินไม่ได้ เขาบอกตำรายากลางบ้านให้ คำว่า "ยากลางบ้าน" ไม่ไช่ยาในหลักสูตร ที่คนนิยมใช้กันเองตามชาวบ้าน สมัยนี้เขาใช้ยาหมอตี๋ ความจริงหมอตี๋จะโทษว่าไม่ดีก็ไม่ได้ มีแพทย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอาตมา ท่านยังไปซื้อยาหมอตี๋ ให้หมอตี๋จัดยาให้ ท่านก็กินตาม นั้น ถามว่าหมอเป็นผู้ใหญ่ขนาดนี้ทำไมกินยาหมอตี๋เพราะว่าเข้าไปหมอตี๋ไม่รู้ว่าคนนี้เป็นแพทย์ที่มีความสำคัญมาก ท่านไปบอกอาการท่านเป็นอาการอย่างนี้มียาอะไรขายบ้าง หมอตี๋ก็จัดยามาให้ ท่านดูแล้วไอ้ยานั้นมันตรงกับอาการของท่าน ตรงกับโรค ท่านก็เอามาบริโภคแล้วมันก็หาย นี่จะหาว่าหมอตี๋ไม่สำคัญก็ไม่ได้นะ หมอตี๋ซะอีก หมอตี๋คือโตกว่าหมอตี๋ บางทีก็ให้ยาไม่ตรงกับโรคเหมือนกัน อันนี้ว่าไปว่ามาไม่ได้นินทาหมอนะ พูดตามความเป็นจริง
ก็เป็นอันว่าเวลานั้นหมอก็บอกยากลางบ้าน เป็นยาสมุนไพร แกก็มาเก็บยาเอง ให้ลูกกินไอ้ยานี่กับถูกลูกจริง ๆ คือยานี่ถูกลูก ลูกกินแล้วก็ถูกยา แต่ไม่ตรงกับโรคไม่สามารถรักษาโรคได้ แต่คนกินถูกยา คือกินเข้าไปปากมันก็ชนยา คือยาถูกลูกแต่ยาไม่ถูกโรค หรือยาไม่สามารถกำจัดโรคได้ ก็ป่วยหนักลงไปทุกที ตาพราหมณ์ก็มานั่งคิดว่าเวลานี้ลูกของเราป่วยอยู่ในห้อง ห้องมีเครื่องประดับประดามาก เป็นเครื่องมีราคาแพงมาก ถ้าอาการไข้มันหนักมากขึ้นมาเมื่อไหร่ หนักไปกว่านี้ ญาติทั้งหลายรู้เข้าก็จะมีความห่วงใย เดี๋ยวคนนั้นก็จะมาเยี่ยม เดี๋ยวคนนี้ก็จะมาเยี่ยม ไอ้การจะห้ามญาติเยี่ยมนี่ก็เป็นการไม่ดี เมื่อเข้ามาเยี่ยมในห้องเห็นของมีค่ามาก ๆ ก็จะขอโน่นขอนี่เราก็จะเสียของเปล่า ๆ อย่ากระนั้นเลย ชวนเมียช่วยกันอุ้มลูกชาย ลูกชายเดินไม่ไหวแล้ว ป่วยหนักมาก เอามานอนไว้ที่ระเบียงเรือนซึ่งไม่มีเครื่องประดับ แล้วก็เอายาประเภทนั้นให้ลูกกิน ลูกก็หนักขึ้นมาทุกที ในที่สุดชีวิตก็ใกล้จะหมด เรียกว่าใกล้จะเลิกหายใจจะตายกันแล้ว ลูกชายเมื่อถูกทุกข์ทรมานมากจากโรคก็มานึกในใจว่า พ่อก็ดี แม่ก็ดี ทรัพย์มากมายมีอยู่ในฐานะมหาเศรษฐีก็ดี ของเหล่านี้ไม่เกิดประโยชน์กับเราเลย พ่อกับแม่ไม่มีความรักเราจริง เราป่วยพ่อจะหาหมอมารักษาพ่อก็กลัวเสียเงิน จะซื้อยาที่เขาปรุงดีแล้วพ่อก็กลัวเสียเงิน เอายาที่ไปเก็บเองจากป่ามาให้เรากินก็ไม่ถูกกับโรค อาการร่อแร่ทุกขเวทนาหนักอย่างนี้ ก็รวมความว่าพ่อก็ไม่ใช่ที่พึ่ง แม่ก็ไม่ใช่ที่พึ่ง ทรัพย์สินทั้งหลายก็ไม่ใช่ที่พึ่ง เราไม่มีที่พึ่ง ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร คิดมาคิดไปก็ฟังข่าวเล่าลือ เขาลือว่าพระสมณโคดมบรมครูที่สอนคนทั่ว ๆ ไปท่านมีฤทธิ์ และท่านก็ใจดีมีความเมตตาไม่เลือกบุคคล จึงตั้งใจของตนว่าขอพระสมณโคดมบรมครูมาโปรดข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด ขอให้ช่วยให้หายโรคเป็นปกติ ความจริงเขาไม่เลื่อมใสพระพุทธเจ้าในเรื่องอื่นเลย ในกาลก่อนนั้น แม้แต่ยกมือไหว้ก็ไม่มี พ่อสอนไม่ให้เขาไหว้ เธอก็นั่งนึกนอนนึก นั่งไม่ได้ นั่งไม่ได้แล้วได้แต่นอน นอนหายใจแรงก็ไม่ได้เพราะไม่มีแรงจะหายใจ หายใจเบา ๆ ขยับกายก็เกือบจะไม่ไหว ได้แต่กรอกหน้าไปกรอกหน้ามา พลิกซ้ายพลิกขวาก็แสนจะลำบาก นึกถึงองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า คือพระพุทธเจ้าว่าขอมาโปรดให้หายโรคเสียทีเถิด มันเจ็บเหลือเกิน มันปวดเหลือเกิน เวลานี้แรงก็ไม่มีแล้ว
ปรากฏว่าตอนเช้ามืด องค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงใช้อำนาจพระพุทธญาณเห็นทุกขเวทนาของลูกชายของมหาเศรษฐี คืออทินนกปุพพกพราหมณ์ (ตอนนี้ก็ยังไม่รู้จักชื่อเขาเหมือนกันว่าเขาชื่ออะไร บาลีไม่ได้บอก) ว่าเธอมีทุกข์ทรมานมากต้องการให้ตถาคตไปช่วย ในตอนเช้า องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระอานนท์เสด็จเดินไปบิณฑบาตผ่านบ้านนั้นพอดี องค์สมเด็จพระชินสีห์จึงเปล่งฉัพพรรณรังสีพุ่งไปให้เห็นคนเดียวคือเฉพาะลูกชายท่านเศรษฐี คืออทินนกปุพพกพราหมณ์ เวลานั้นก็หันหน้าเข้าข้างฝาแสงสว่างพุ่งเข้าตาเขาด้วยกำลังฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า เขาก็แปลกใจว่าแสงอะไรเข้าตาเขา พลิกกายกลับมาเห็นพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์กำลังเดินบิณฑบาต มือยกไหว้ไม่ไหวแล้ว แต่ใจยอมรับนับถือองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ตั้งใจว่าขอพระองค์ได้โปรดช่วยข้าพระพุทธเจ้าให้หายจากโรคเถิด พระพุทธเจ้าข้า แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงเหลียวไป ท่านก็เดินของท่านเรื่อย ๆ ไป พระอานนท์ก็เดินตาม เขาก็นึกถึงพระพุทธเจ้าไปก็เป็นการพอดีใกล้เวลานั้นนึกถึงพระพุทธเจ้าเห็นพระพุทธเจ้าไม่นาน เขาก็ต้องสิ้นลมปราณ คือตายจากความเป็นคน การตายนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท มันตายเฉพาะร่างกายเท่านั้น จิตใจหรือที่นักปฏิบัติเขาเรียกว่า "อทิสสมานกาย" คือกายที่ไม่สามารถเห็นด้วยตาเนื้อ มันก็ออกจากร่างเนื้อนี้ไป ไอ้ร่างเนื้อนี้ก็หมดลมหายใจ หมดลมปราณทั้งหมด ธาตุไฟดับ ธาตุลมหมด เหลือแต่ธาตุดินกับธาตุน้ำอยู่ด้วยกันสองนาย นาน ๆ เข้าธาตุดินก็ทนธาตุนํ้าไม่ไหวนํ้าละลายดินเน่าขึ้นมา เหม็นคลุ้ง แต่เนื้อแท้จริง ๆ อทิสสมานกายคือกายของเขาจริง ๆ ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีนามว่า "มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร" คำว่า "มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร" นี่ท่านแปลว่า "เป็นเทพบุตรที่มีต่างหูเกลี้ยง" คือต่างหูไม่มีเครื่องประดับด้วยเพชร ตามธรรมดาเทวดานี่เขามีเครื่องประดับเป็นเพชรแพรวพราวเป็นระยับ คนนี้ทำบุญนิดเดียว ขอโทษเถอะ คำว่าทำบุญก็ถูกจะเรียกว่าทำก็ทำด้วยใจ ต้องนึกถึงบุญนิดเดียว คือนึกถึงพระพุทธเจ้า ตายแล้วเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก หลังจากนั้นเขาก็มานั่งพิจารณา ว่าวิมานของเราเป็นวิมานทองคำ ทองคำทั้งหลัง ร่างกายเรามีเครื่องทิพย์ประดับ ร่างกายก็เป็นทิพย์
เขาก็ถอยหลังคิดว่าก่อนที่มาเกิดเป็นเทวดานี่เราอยู่ที่ไหน ความเป็นทิพย์ของกาย ความเป็นทิพย์ของใจ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เขาก็รู้ตัวทันทีว่าเราเป็นลูกชายของพราหมณ์ มีนามว่า "อทินนกปุพพกพราหมณ์" เป็นพราหมณ์ที่เป็นพาล คำว่า "พาล" แปลว่า "โง่" ไม่รู้จักทำความดีแม้แต่การให้ทาน พระพุทธเจ้ากับบรรดาพระสาวกหลายท่าน มากท่าน ท่านเดินผ่านบ้านเสมอ ๆ แม้แต่ยกมือไหว้ก็ไม่มี แต่สำหรับเรานี้มาเป็นเทวดาได้เพราะอาศัยความดีที่นึกถึงพระพุทธเจ้า คือใช้เวลานิดเดียว ยอมถวายความเคารพท่านจึงมาเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานก็วิมานทองคำ จะเปรียบเทียบกับบ้านเก่า ๆ ก็สู้กันไม่ได้เลย บ้านสู้ไม่ได้ ร่างกายก็เป็นร่างกายเป็นทิพย์ ดูร่างกายเก่าเวลานี้พ่อกำลังนำไปฝังไว้ในป่าช้า เมื่อฝังแล้วพ่อก็ยืนร้องไห้อยู่ใกล้หลุม บนบานศาลกล่าวขอให้ลูกชายลงมาเกิดมาเกิดเป็นลูกใหม่ เธอก็คิดในใจว่าพ่อของเราจอมโง่แสนโง่ จอมพาลแสนพาล เราจะต้องไปดัดสันดานพ่อให้รู้จักสร้างความดี วันรุ่งขึ้น พอพราหมณ์ผู้เป็นพ่อของเธอนี้ไปยืนร้องไห้ใกล้หลุมฝังศพ และก็บนบานศาลกล่าวไหว้หน้าไหว้หลังตามแบบฉบับของพราหมณ์ ขอพระพรหมผู้เป็นเจ้าช่วยลูกชายมาเกิดเป็นลูกชายใหม่ เธอก็แปลงกายของเธอคล้ายคนเดิม แต่สวยกว่าเก่าไปยืนในป่าช้าใกล้ ๆ กับพ่อเก่าของเธอ เธอก็ยืนร้องไห้ พราหมณ์เห็นชายคนนี้เข้าก็เข้าใจว่าเป็นลูกชาย เพราะคล้ายคลึงกันมาก แต่ไม่ถือว่าไม่เป็นลูกชายก็เหมือนลูกชายจึงเดินเข้าไปใกล้แล้วก็แปลกใจว่าทำไมหนอเราร้องไห้ถึงลูกชายของเราที่ตายไปแล้วต้องการให้กลับมาเกิด ชายหนุ่มคนนี้ยังหนุ่มอยู่ ยังไม่น่าจะมีเมียเหมือนเรา ไม่น่าจะมีลูก เธอมายืนร้องไห้เพราะอะไร จึงเดินเข้าไปใกล้ถามว่า "โภ ปุริสะ ดูก่อนท่านผู้เจริญ (หรือบุรุษผู้เจริญ) เธอร้องไห้เพราะอะไร" มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ก็ถามพ่อว่า "ลุงร้องไห้เพราะอะไร " เธอก็เล่าให้ฟังว่า ร้องไห้เพราะลูกชายตาย ลูกชายหน้าตาคล้ายเธอน่ะ รูปร่างทรวดทรงเหมือนกัน แต่เธอสวยกว่า ตายไปแล้วอยากให้กลับมาเกิดใหม่ เมื่อบอกแล้วก็ถามว่า "เธอร้องไห้เพราะอะไร" ชายหนุ่มก็บอกว่า "ผมมีรถทองคำอยู่คันหนึ่ง มันสวยมากครับ แต่ไม่มีล้อ ที่ร้องไห้เพราะอยากได้ล้อ" พราหมณ์ก็คิดว่าชายคนนี้เหมือนลูกชายของเรา เราต้องการเอาไว้เป็นลูกเป็นที่ระลึก อย่างน้อยที่สุดก็มีความรู้สึกว่ารักแทนลูกได้ ก็ถามว่า "เธอต้องการล้อเงินหรือล้อทอง หรือล้อแก้วมณี ฉันจะหาให้ แต่ว่าต้องเป็นลูกฉันนะ" มัฎฐกุณฑลีเทพบุตรก็คิดว่าพ่อของเราเมื่อเราป่วย ขี้เหนียวแม้แต่ค่ายาก็ไม่ยอมซื้อ ค่าหมอไม่ยอมจ้าง เวลานี้จะให้เงินให้ทองให้แก้วมณีเป็นล้อรถราคาแพงกว่าตั้งมากทีก่อนไม่คิด จึงคิดจะดัดสันดาน ก็บอกว่า "ผมไม่ต้องการประเภทนั้นครับ เพราะรถของผมสวยมาก ต้องการดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์มาเป็นล้อรถอย่างละข้าง" ตาพราหมณ์โมโหบอกว่า" ไอ้บ้า มันจะมีมาได้อย่างไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ใครต้องการมันไม่ได้หรอก มันอยู่สูงเกินไป" มัฎฐกุณฑลีเทพบุตรก็ถามว่า "แล้วท่านต้องการลูกชายของท่าน เวลานี้ท่านทราบไหมว่าลูกชายอยู่ที่ไหน" พราหมณ์บอกว่า "ไม่รู้" เธอก็เปรียบเทียบว่า "การที่ผมต้องการสิ่งที่ผมเห็นกับที่ลุงต้องการสิ่งที่ลุงไม่เห็น อย่างไหนจะบ้ามากกว่ากัน" พราหมณ์ยอมแพ้ ก็รวมความว่าในที่สุดมัฎฐกุณฑลีเทพบุตรก็บอกให้พราหมณ์ทราบว่าเธอน่ะก็คือมัฏฐกุณฑลีลูกชาย เวลานี้ไปเกิดเป็นเทวดา เพราะอาศัยมีความเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็แนะนำให้พ่อไปพบพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็รีบกลับไปที่วิมานของตน พราหมณ์ออกจากที่นั่นแล้วก็ไปบ้าน บอกให้เมียจัดอาหารเป็นพิเศษ วันนี้จะอาราธนาองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์กับพระสาวกมาฉันที่บ้าน และไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถามว่า "พระสมณโคดมอยากจะทราบว่าคนที่ไม่เคยถวายทาน ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยยกมือไหว้ท่าน นึกถึงท่านอย่างเดียวไปเกิดเป็นเทวดามีไหม" พระพุทธเจ้าบอก "มีเยอะแยะไป" ไม่ใช่นับหมื่นนับแสน นับเป็นโกฏิ ๆ" แล้วก็ถามว่า "เมื่อเช้านี้ท่านได้พบแล้วใช่ไหม" หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงเรียก มัฎฐกุณฑลีเทพบุตรให้มาพร้อมวิมาน เมื่อมัฏฐกุณฑลีมาแล้วก็ลงจากวิมานมาไหว้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงเทศน์โปรด พอเทศน์จบเธอก็เป็นพระโสดาบัน เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เวลาจะหมดแล้วก็ต้องรีบรวบรัดกันเพียงเท่านี้ ก็เป็นอันว่าการนึกถึงพระพุทธเจ้านั้น อย่างน้อยที่สุดบรรดาท่านพุทธบริษัท แม้แต่เล็กน้อยอย่างมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร เมื่อตายจากความเป็นมนุษย์ก็พ้นจากการเป็นคนไปเกิดเป็นเทวดาได้ หลังจากนั้นก็เป็นพระโสดาบัน ตัดบาปอกุศลทั้งหมด บรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคต และญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายเวลานี้ก็หมดเวลาแล้วก็ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่าน สวัสดี