เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: พระศรีอาริยเมตไตรย์ ตามคำบอกเล่าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  (อ่าน 9775 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด



พระศรีอาริยเมตไตรย์
ตามคำบอกเล่าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย เป็นผู้บำเพ็ญพระบารมีอย่างยาวนาน
จนปรากฏเป็นยอดปรมัตถบารมีอันประเสริฐ
เกิดสำเร็จผล ทรงพระอภินิหาร ประกอบด้วยพระเดชามหานุภาพ
เป็นพุทธสมบัติที่จะมาอุบัติตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธ

พระอนาคตวงศ์นี้มาอุบัติตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิบพระองค์ในโลก
ณ อนาคตกาลภายหน้า นั้น มี 10 พระองค์ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสอธิบายถึง


- พระศรีอาริยเมตไตรย์ พระองค์หนึ่ง
- พระราม พระองค์หนึ่ง
- พระธรรมราช พระองค์หนึ่ง
- พระธรรมสามี พระองค์หนึ่ง
- พระนารท พระองค์หนึ่ง
- พระรังสีมุนีนาถ พระองค์หนึ่ง
- พระเทวเทพ พระองค์หนึ่ง
- พระนรสีหะ พระองค์หนึ่ง
- พระติสสะ พระองค์หนึ่ง
- พระสุมงคล พระองค์หนึ่ง


ซึ่งต่อจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราไป
โดยลำดับกัปป์ นับตั้งแต่ภัทรกัปป์นี้เป็นต้นไป
พระพุทธเจ้าสิบพระองค์นี้ ทรงสร้างพระบารมีสิบทัศครบบริบูรณ์แล้ว
จึงทรงพระคุณ มีอภินิหารต่างๆ ยิ่งหย่อนกว่ากัน
ด้วยสามารถพระบารมีนั้นๆของพระองค์
อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ตรัสไว้แก่พระสารีบุตร
โดยพุทธภาษิตบรรยาย จัดเป็นพุทธประวัติกาลอนาคตเรื่องหนึ่งฯ

โดย บัดนี้จะขอกล่าวถึงพระพุทธเจ้าลำดับถัดไปจาก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเราๆท่านๆ ซึ่งพระนามว่า

พระศรีอาริยเมตไตร

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระสรรเพ็ชญ์พุทธเจ้าเสด็จยับยั้งอาศัยใกล้กรุงสาวัตถีมหานคร วสนฺโต เมื่อสมเด็จพระชินวรผู้ทรงญาณสำราญพระอิริยาบถ เข้าพรรษาอยู่ในบุพพาราม อันพระวิสาขา สร้างถวายสิ้นทรัพย์ ๒๗ โกฏิฯ

ครั้งนั้น พระองค์ทรงปรารภซึ่งพระอชิตเถระ ผู้หน่อบรมพุทธางกูรอริยเมตไตรยเจ้าให้เป็นเหตุ พระโลกเชษฐ์จึงตรัสพระธรรมเทศนา สำแดงซึ่งพระโพธิสัตว์ทั้ง ๑๐ องค์ อันจะมาตรัสเป็น องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลฯ ครั้งนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถรเจ้า จึงกราบทูลอาราธนา พระองค์ก็นำมาซึ่งอดีตนิทาน แห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๐ พระองค์ ที่จะลงมาตรัสในอนาคตกาลเบื้องหน้าต่อไป

เป็นใจความว่า เมื่อศาสนาพระตถาคตครบ ๕๐๐๐ ปีแล้ว ฝูงสัตว์ก็มีอายุถอยลง คงอยู่ ๑๐ ปีเป็นอายุขัย ครั้งนั้นแล จะบังเกิดมหาภัยเป็นอันมาก มีสัตถันตะระกัปป์ มนุษย์ทั้งหลายจะวุ่นวายเป็นโกลาหล เกิดรบพุ่งฆ่าฟันซึ่งกันและกัน จะจับไม้และใบหญ้าก็กลับกลายเป็นหอก ดาบ แหลน หลาว อาวุธน้อยใหญ่ ไล่ทิ่มแทงกัน ถึงซึ่งความฉิบหายเป็นอันมาก ฝูงมนุษย์ทั้งหลายที่มีปัญญา ก็หนีไปซุกซ่อนตัวอยู่ในซอกห้วย หุบเขา เมื่อพ้น ๗ วันล่วงไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายที่เร้นซ่อนอยู่นั้น เห็นสงบสงัดเสียงคนก็ออกมาจากที่ซ่อนเร้น ครั้นเห็นซึ่งกันและกัน ก็มีความสงสารรักใคร่เป็นอันมาก เข้าสวมสอดกอดรัดร้องไห้กันไปมา บังเกิดมีความเมตตากรุณากันมากขึ้นไป ครั้นตั้งอยู่ในเมตตาพรหมวิหาร แล้วก็อุตสาหะรักษาศีล ๕ จำเริญกรรมฐานภาวนาว่า อยํ อตฺตภาโว อันว่าร่างกายของอาตมานี้ อนิจฺจํ หาจริงมิได้ ทุกฺขํ เป็นกองแห่งทุกข์ฝ่ายเดียว อนตฺตา หาสัญญา สำคัญมั่นหมายมิได้ ด้วยกายอาตมาไม่มีแก่นสารฯ
…..เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย ปลงสัญญาเห็นในกระแสพระกรรมฐานภาวนาดังนี้เนืองๆ อายุของมนุษย์ทั้งหลายก็วัฒนาจำเริญขึ้นไป ที่มีอายุ ๑๐ ปีเป็นอายุขัยนั้น ค่อยทวีขึ้นไปถึง ๒๐ ปีเป็นอายุขัย ค่อยทวีขึ้นไปทุกชั้นทุกชั้น จนอายุได้ ร้อย พัน หมื่น แสน โกฏิ จนถึงอสงไขยหนึ่ง ครั้นนานไปเห็นว่าไม่รู้จักความตายแล้ว ก็มีความประมาท มิได้ปลงใจลงในกอง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา อายุก็ถอยน้อยลงมาทุกทีจนถึง ๘ หมื่นปี ฝนก็ตกเป็นฤดูคือ ๕ วันตก ๑๐ วันตก ในชมพูทวีปทั้งปวงมีพื้นแผ่นดินราบคาบสม่ำเสมอเป็นอันดีฯ

ครั้งนั้น กรุงพาราณสีเปลี่ยนนาม ชื่อว่า เกตุมมะดี โดยยาวได้ ๑๖ โยชน์ โดยกว้างได้ ๑ โยชน์ มีไม้กัลปพฤกษ์เกิดทั้ง ๔ ประตูเมือง มีแก้ว ๗ ประการ ประกอบเป็นกำแพงแก้ว ๗ ชั้นโดยรอบพระนคร ครั้งนั้น มหานฬกาลเทวบุตร ก็จุติลงมาเกิดเป็นสมเด็จบรมจักรพรรตราธิราช ทรงพระนามว่า พระยาสังขจักร เสวยศิริราชสมบัติในเกตุมมะดีมหานคร ในท่ามกลางเมืองนั้นมีปรางค์ปราสาททองอันแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ ผุดขึ้นมาแต่มหาคงคา ลอยมายังนภาดลอากาศเวหา มาตั้งอยู่ในท่ามกลางพระนคร ปรางค์ปราสาทนี้ แต่กาลก่อนเป็นปรางค์ปราสาทแห่งสมเด็จพระเจ้ามหาปะนาท ครั้นสิ้นบุญพระเจ้ามหาปะนาทแล้ว ปรางค์ปราสาทนั้นก็จมลงไปในคงคา เมื่อสมเด็จบรมจักรจอมทวีปผู้ทรงพระนามว่า พระยาสังขจักร ได้เสวยราชสมบัติในเกตุมมะดีนั้น ปรางค์ปราสาทก็ผุดขึ้นมาแต่มหาคงคาด้วยอานุภาพแห่งบรมจักร ประดับไปด้วยหมู่พระสนมแสนสาวสุรางค์ทั้งหลายประมาณ ๘ หมื่น ๔ พัน พระองค์มีพระราชโอรสประมาณพันพระองค์ พระราชโอรสผู้ใหญ่นั้น ทรงพระนามว่า อชิตราชกุมาร เจ้าอชิตราชกุมารนั้น เป็นปรินายกแก้ว แห่งสมเด็จพระราชบิดาผู้เป็นพระยาบรมสังขจักร อันบริบูรณ์ไปด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ

จักรแก้ว ๑
นางแก้ว ๑
แก้วมณีโชติ ๑
ช้างแก้ว ๑
ม้าแก้ว ๑
คฤหบดีแก้ว ๑
ปรินายกแก้ว ๑

อันว่าสมบัติบรมจักรนั้นย่อมมีทุกสิ่งทุกประการ
เป็นที่เกษมสานต์ยิ่งนัก เหลือที่จะพรรณนาในกาลนั้นฯ

ฝ่ายว่า มหาปุโรหิตผู้ใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าสังขจักรนั้น เป็นมหาพราหมณ์ประกอบไปด้วยอิสริยยศเป็นอันมาก หาผู้จะเปรียบเสมอมิได้ มีนามปรากฏว่า สุตพราหมณ์ นางพราหมณีผู้เป็นภรรยานั้นมีนามว่า นางพราหมณวดีฯ ในกาลนั้น สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า รับอาราธนานิมนต์แห่งฝูงเทพยดาทั้งหลาย ก็จุติลงมาจากสวรรค์เทวโลก ลงมาถือเอาปฏิสนธิในครรภ์แห่งนางพราหมณวดี ภรรยาแห่งมหาปุโรหิตพราหมณ์ผู้ใหญ่ ในวันบัณณสี อุโบสถ เพ็ญเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาปัจจุสสมัยใกล้รุ่ง พร้อมด้วยอัศจรรย์ทั้งหลาย ๑๒ ประการ เทพยดาพากันกระทำสักการบูชาดังห่าฝนตกลงในกลางอากาศ แล้วก็มีปรางค์ปราสาททั้ง ๓ ผุดขึ้นมา เพื่อจะให้เป็นที่สำราญ แห่งพระบรมโพธิสัตว์เจ้า


ปราสาท ๑ ชื่อว่า ศิริวัฒนะ
ปราสาท ๑ ชื่อว่า สิทธัตถะ
ปราสาท ๑ ชื่อว่า จันทกะ

ปรางค์ปราสาททั้ง ๓ นี้เป็นที่จำเริญพระศิริสวัสดิมงคล ควรจะให้สำเร็จประโยชน์ทุกประการ ปรากฏงามดังดวงพระจันทร์ แล้วหอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นอันหอมมิรู้ขาด เดียรดาษไปด้วยนางนาฏพระสนมประมาณ ๗ แสน ส่วนสมเด็จพระอัครมเหสีแห่งสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย บรมโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงพระนามว่า พระจันทมุขี เป็นประธานแห่งนางบริวารทั้ง ๗ แสน มีพระราชโอรสองค์ ๑ ทรงพระนามว่า พราหมณ์วัฒนกุมาร เมื่อพระมหาบุรุษผู้ประเสริฐ ทรงพระสำราญแรมอยู่ในปรางค์ปราสาททั้ง ๓ ควรแก่ฤดูโดยนิยมดังนี้ฯ จนพระองค์มีพระชนม์ได้ ๘ หมื่นปี แล้วจึงเสด็จขึ้นสู่รถแก้วอันเป็นทิพย์วิมานมีศิริหาเสมอมิได้ เสด็จไปประพาสอุทยานทอดพระเนตรเห็นจตุรนิมิตทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นเทวทูตยังธรรมสังเวชให้เกิดขึ้น ก็มีพระทัยน้อมไปในบรรพชา พิจารณาเห็นเพศสมณะนั้นเป็นอารมณ์ ในขณะนั้นอันว่าปรางค์ปราสาทแก้วซึ่งทรงพระสำราญยับยั้งอยู่นั้น ก็ลอยไปในอากาศเวหา พร้อมทั้งพระราชโอรส และหมู่นิกรอนงค์นางกัลยาทั้งหลายก็ไปกับปรางค์ปราสาทนั้น

ครั้งนั้นเปรียบประดุจดังว่า พระยาสุวรรณราชหงส์ทองอันบินไปในอากาศเวหา ฝ่ายฝูงเทพยดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล ก็ชวนกันถือเครื่องสักการบูชา เหาะตามกันมากระทำสักการบูชาในอากาศเวหา แน่นเนื่องกันมาเป็นอเนกอสงไขย ทั้งท้าวพระยามหากษัตริย์ทั้งหลาย ๘ หมื่น ๔ พัน พระนครก็ดี และชาวนิคมประจันตประเทศชนบททั้งหลายก็ดี ก็ชวนกันมากระทำสักการบูชาด้วยดอกไม้และของหอม มีประการต่างๆเต็มเดียรดาษกลาดเกลื่อนไปทั้งชมพูทวีป เหล่าพวกอสูรทั้งหลาย ก็เข้าแวดล้อมพิทักษ์รักษาปรางค์ปราสาทฯ ฝ่ายพระยานาคราชนั้น กระทำสักการบูชาด้วยแก้วมณี พระยาสุวรรณราชปักษีกระทำสักการบูชาด้วยแก้ว อันเป็นเครื่องประดับตน พระยาคนธรรพ์ทั้งหลายนั้น กระทำสักการบูชาด้วยเครื่องทิพย์ดุริยางค์ ฟ้อนรำ มีประการต่างๆฯ

ปางเมื่อองค์สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยเจ้าเสด็จออกบรรพชานั้น ฝูงเทพยดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ และ มนุษย์ นาค ครุฑ คนธรรพ์ทั้งหลาย กระทำสักการบูชา ทั้งพระยาบรมจักรพรรตราธิราชเจ้าผู้ประเสริฐ ก็พร้อมด้วยแสนสาวสนมในทั้งปวง และโยธาหาญ หมู่จตุรงค์องค์พยุหะเสนาอเนกนับมิได้ เสด็จไปที่ใกล้แห่งสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์

ครั้งนั้นมหาชนทั้งหลายทั้งปวง มีความปรารถนาจะทรงบรรพชาแล้วก็ลอยไปในอากาศ กับด้วยพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ด้วยเดชานุภาพแห่งบรมจักร และอานุภาพแห่งพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์นั้น ครั้นเสด็จถึงควงไม้พระศรีรัตนมหาโพธิ์ คือไม้กากะทิงแล้ว ปรางค์ปราสาทแก้วก็เลื่อนลอยลงจากอากาศใกล้ในที่ปริมณฑลไม้มหาโพธินั้น ฝ่ายท้าวมหาพรหมก็เชิญซึ่งพานผ้ากาสาวพัสตร์ กับเครื่องบริขารทั้ง ๘ น้อมเข้าไปถวายสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ แล้วพระองค์จึงชักเอาพระแสงดาบแก้วตัดพระเกศเกล้าให้ขาด แล้วก็โยนขึ้นไปในอากาศเวหา ถือเครื่องบริขารทั้ง ๘ ประการ ทรงเพศบรรพชาเสร็จแล้ว ส่วนว่าบริวารทั้งหลายทั้งปวงนั้น ก็ชวนกันบรรพชา บวชตามสมเด็จพระโพธิสัตว์เจ้าเป็นอันมาก ฝ่ายพระมหาบุรุษราช องค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้านั้น กระทำความเพียรอยู่ที่ใกล้พระศรีมหาโพธิสิ้นประมาณ ๗ วัน ในเมื่อเวลาเย็นพระองค์ก็เสด็จเข้าไปสู่ควงไม้พระมหาโพธิ ขึ้นทรงนั่งเหนือรัตนอปราชิตบัลลังค์พระที่นั่งแก้ว แล้วทรงพระคำนึงระลึกถึงบุพพชาติของพระองค์ด้วย บุพเพนิวาสานุสติญาณ ทรงเห็นโดยลำดับกัน ประจักษ์แจ้งในปฐมยามฯ ครั้นล่วงเข้ามัชฌิมยามทรงเห็นซึ่ง จุติ-ปฏิสนธิ แห่งสัตว์ทั้งหลาย ด้วยทิพย์จักษุญาณฯ ครั้นล่วงไปในปัจฉิมยามที่สุดนั้น พระองค์พิจารณาซึ่งปัจจัยการ อันประกอบไปด้วยองค์ ๒ ประการ ตามกระแสพระปฏิจจสมุปบาทธรรม ด้วยสามารถอนุโลม ตรัสรู้ตลอดกัน ในลำดับนั้นก็ได้สำเร็จแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ ทรงพระนามว่า อรหังสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอาทิ ปรากฏเป็นพระพุทธคุณทั่วโลกธาตุ แล้วพระองค์ก็ยังมนุษย์ทั้งหลายประมาณแสนโกฏิ ให้ดื่มกินซึ่งน้ำอมฤตรสคือพระสัทธรรม เห็นพระนิพพานอันมิได้รู้แก่ รู้ตาย เป็นธรรมาภิสมัย ให้บังเกิดแก่ฝูงเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ได้ตรัสรู้มรรคและผลหาประมาณมิได้ฯ - และองค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้าผู้ทรงพระภาคมีประเภทเป็นอันงามนั้น

- พระองค์มีพระวรกายสูงได้ ๘๘ ศอก
- พระองค์ใหญ่กว้างได้ ๒๕ ศอก
- ตั้งแต่พระบาทถึงพระชานุมณฑลมีประมาณ ๒๒ ศอก
- ตั้งแต่พระชานุมณฑลขึ้นไปถึงพระนาภีประมาณ ๒๒ ศอก
- ตั้งแต่พระนาภีขึ้นไปถึงพระรากขวัญทั้ง ๒ ประมาณ ๒๒ ศอก
- ตั้งแต่พระรากขวัญขึ้นไปถึงพระเศียรเกล้า ที่สุดยอดพระอุณหิส เปลวพระพุทธรัศมีนั้น ประมาณ ๒๒ ศอก เสมอกันทั้ง ๔ส่วน
- พระรากขวัญทั้ง ๒ แต่ละอันนั้นยาวได้ ๕ ศอก
- อันว่าพระหัตถ์ทั้ง ๒ ซ้าย-ขวานั้น ยาวได้ ๔๐ ศอก ( เข้าใจว่าความยาวจากหัวไหล่ถึงปลายนิ้วมือแต่ละข้าง ยาวได้ ๔๐ ศอก…..พีรจักร )
- ในระหว่างภายในแห่งพระพาหาทั้ง ๒ ซ้าย-ขวา นั้นมีประมาณ ๒๕ ศอก
- พระอังคุลีแต่ละอันยาวได้ ๕ ศอก
- ฝ่าพระหัตถ์แต่ละข้างกว้างได้ ๕ ศอก
- พระศอโดยกลมรอบมีประมาณ ๕ ศอก โดยยาวก็ ๕ ศอก
- พระโอษฐ์เบื้องบนเบื้องล่างกว้าง ๑๐ ศอกเสมอกัน เป็นอันดี
- พระชิวหาอยู่ภายในพระโอษฐ์ยาว ๑๐ ศอก
- พระนาสิกสูงยาวลงมาได้ ๗ ศอก
- ดวงพระเนตรทั้ง ๒ โดยกว้างได้ ๗ ศอก
- แววพระเนตรทั้ง ๒ ที่ดำ กลม เป็นปริมณฑลอยู่นั้น มีประมาณ ๕ ศอก - พระขนงแต่ละข้าง ยาวได้ ๕ ศอก
- ในระหว่างพระขนงทั้ง ๒ กว้างได้ ๔ ศอก
- พระกรรณทั้ง ๒ แต่ละข้าง ยาวได้ ๗ ศอก
- ดวงพระพักตร์นั้นเป็นปริมณฑล กลมดังดวงพระจันทร์เมื่อวันเพ็ญ มีประมาณกลมได้ ๒๕ ศอก
- พระอุณหิสที่เวียนเป็นทักขิณาวัฏรอบพระเศียร เป็นเปลวพระพุทธรัศมีขึ้นไปนั้น โดยกลมรอบได้ ๒๕ ศอกฯ

…..ลำดับนี้ จะพรรณนาไม้พระศรีรัตนมหาโพธิต่อไป อันว่า ต้นไม้กากะทิง ที่เป็นไม้ศรีมหาโพธินั้น

- มีปริมณฑลไปได้ ๑๒๐ ศอก
- มีกิ่งทั้ง ๕ โดยรอบครอบนั้นก็ได้ ๑๒๐ ศอก
- แต่ต้นขึ้นไปปลายสุดกิ่งนั้นได้ ๒๔๐ ศอก โดยสูง โดยสะกัดเป็นปริมณฑลเหมือนกัน
- มีใบสดเขียวอยู่เป็นนิจจกาล
- ทรงดอกและเกสรหอมฟุ้งขจรมิรู้ขาด เปรียบประดุจดอกปาริชาติ ในดาวดึงสาสวรรค์ก็เหมือนกันฯ

สมเด็จพระสัพพัญญูองค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า ทรงทวัตติงสามหาปุริสลักษณะประกอบไปด้วยพระฉัพพรรณรังสี พระพุทธรัศมี ๖ ประการ สว่างออกจากพระสรีรกายเป็นอันงาม ประดุจดังท่อธารสุวรรณ ธาราน้ำทองอันไหลหลั่งออกมา เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ไปด้วยสุขทุกเมื่อ มีสติระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นอารมณ์เนืองๆ ด้วยเดชานุภาพพระพุทธคุณนั้น มนุษย์ทั้งหลายได้บริโภคซึ่งโภชนาหารแต่เนื้อแห่งข้าวสาลี อันบังเกิดมีมาเอง ได้ประดับประดาสรีรกายและผ้านุ่งผ้าห่ม เครื่องอาภรณ์ต่างๆ แต่ต้นไม้กัลปพฤกษ์ ประพฤติเลี้ยงชีวิตเป็นบรมสุขฯ ปางเมื่อพระองค์ผู้ทรงสวัสดิภาคเป็นอันงาม ทรงพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า ตรัสแสดงพระสัทธรรมเทศนา
พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น มนุษย์และเทพยดาทั้งหลายได้ซึ่งธรรมาภิสมัย มรรคและผลธรรมวิเศษ ประมาณ ๓ แสนโกฏิฯ

อันว่าองค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า ทรงสร้างพระบารมีมาสิ้นกาลช้านานถึง ๑๖ อสงไขยกำไรแสนมหากัปป์ มีศีลบารมี ทานบารมี เป็นต้น เต็มบริบูรณ์ กองพระบารมีทั้งหลายที่สำเร็จเป็นองค์พระสรรเพ็ชญ์พุทธเจ้า นั้นคือ พระบารมีจองพระองค์ครั้ง ๑ ปรากฏชัดเจนเป็นปรมัตถบารมี อันยิ่งยอดกว่าพระบารมีทั้งปวงฯ

สมเด็จพระพุทธเจ้าของเราจึงนำมาซึ่งอดีตนิทาน แห่งกองพระบารมีของสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยมาตรัสพระสัทธรรมเทศนาแก่พระสารีบุตรเถรเจ้าว่า อตีเต กาเล ในกาลล่วงลับมาแล้วช้านาน มีองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระสิริมิตร ได้ตรัสในโลก


หนึ่งในอดีตชาติของพระศรีอาริยะเมตไตรยที่ได้ทรงบำเพ็ญบารมีไว้

ครั้งนั้น องค์พระศรีอาริยเมตไตรย ได้เสวยศิริราชสมบัติ ในเมืองอินทปัตต์มหานคร ทรงพระนามว่าบรมสังขจักร มีแก้ว ๗ ประการ อยู่มาในกาลวันหนึ่ง พระเจ้าสังขจักรเสด็จทรงนั่งอยู่ภายใต้เศวตฉัตร มีพระทัยปรารถนาว่า ผู้ใดมาบอกข่าวว่า พระพุทธรัตนะพระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ บังเกิดมีแล้ว พระองค์จะสละศิริราชสมบัติบรมจักร พระราชทานให้แก่บุคคลผู้นั้นแล้ว พระองค์ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ในกาลนั้น ยังมีกุลบุตรเข็ญใจผู้หนึ่ง ไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ในพระพุทธศาสนา ด้วยมารดาของสามเณรเป็นทาสทาสีอยู่ในตระกูลหนึ่ง สามเณรนั้นคิดแสวงหาทรัพย์จะไปให้แก่มารดา ให้พ้นจากทาสทาสี จึงเที่ยวไปโดยลำดับจนถึงกรุงอินทปัตต์มหานคร ฝูงมหาชนชาวพระนคร ไม่รู้จักว่าสามเณรเป็นอย่างไร ครั้นเห็นเข้าก็สงสัยว่าเป็นมหายักษ์ ก็พากันจับไม้ไล่ทุบตีสามเณรฯ สามเณรนั้นก็กลัว วิ่งหนีมหาชนเข้าไปจนถึงพระราชวัง ไปยืนอยู่ตรงพระพักตร์ของพระองค์ พระองค์จึงตรัสถามว่ามาณพนี้มีนามชื่อใด เจ้าสามเณรกราบทูลว่า อาตมภาพมีนามว่าสามเณร จึงตรัสถามว่าสามเณรนั้นด้วยเหตุดังฤา สามเณรจึงทูลว่าข้าพเจ้ามีนามว่าสามเณรนั้น ด้วยเหตุว่าข้าพเจ้ามิได้กระทำบาปในภายนอก แล้วตั้งอยู่ภายในแห่งกุศล เหตุดังนั้นจึงมีนามว่าสามเณร พระองค์ก็ทรงตรัสถามว่า นามกรของท่านนั้นบุคคลผู้ใดให้แก่ท่าน สามเณรจึงทูลว่า พระอาจารย์ของข้าพเจ้าให้แก่ข้าพเจ้า พระองค์จึงตรัสถามว่า อาจารย์ของท่านนั้นชื่อดังฤา สามเณรจึงทูลว่าอาจารย์ของอาตมามีนามว่าภิกษุ จึงทรงตรัสถามต่อไปว่าพระอาจารย์ของท่านนั้นมีนามว่าภิกษุนั้นด้วยเหตุดังฤา สามเณรจึงทูลว่าอาจารย์ของข้าพเจ้านั้น ชื่อรัตนะเป็นแก้วอันหาค่ามิได้

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
ครั้นทรงสดับว่าพระสังฆรัตนะในพระพุทธศาสนาหาได้เป็นอันยากยิ่งนัก พระองค์ก็มีความชื่นชมยินดีหาที่จะอุปมามิได้ คำนึงอยู่ในพระราชหฤทัยว่า จะเสด็จลงจากอาสน์ไปนมัสการเจ้าสามเณรที่ใกล้ ด้วยความปิติกายของพระองค์ก็ลอยไปตกลงตรงหน้าเจ้าสามเณร เดชะที่พระองค์มีพระราชหฤทัยเลื่อมใสในพระสังฆรัตนะ ดอกประทุมชาติก็บังเกิดผุดขึ้นรองรับพระองค์ไว้มิได้เป็นอันตราย จึงถวายนมัสการเจ้าสามเณรโดยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วจึงตรัสถามเจ้าสามเณรต่อไปว่า พระสังฆรัตนะอาจารย์ของท่านนั้นบุคคลผู้ใดให้นามกร เจ้าสามเณรก็ทูลว่า อาจารย์ของข้าพเจ้านั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงนามว่า พระสิริมิตรสัพพัญญู พระองค์โปรดประทานให้นามว่าพระสังฆรัตนะแก่อาจารย์ของข้าพเจ้า

เมื่อสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ผู้ทรงอุตสาหะในพระศาสนา ได้ทรงฟังสามเณรออกวาจาว่า องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็ถึงวิสัญญีภาพลงอยู่กับที่ ครั้นพระองค์ได้พระสติขึ้นมา จึงตรัสถามสามเณรอีกว่า ดูก่อนเจ้าสามเณรผู้เจริญ บัดนี้องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จยับยั้งอยู่ในที่ดังฤา สามเณรจึงทูลว่า สมเด็จพระมหากรุณาธิคุณเจ้าเสด็จยับยั้งอยู่ในบุพพารามวิหาร อันมีอยู่ในอุตตรทิศแต่กรุงอินทปัตต์มหานครนี้ไปไกลกันมีประมาณ ๑๖ โยชน์ ได้ทรงฟังสามเณรแจ้งความว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าบังเกิดแล้วในโลก จึงตรัสว่าดูก่อนสามเณร ผิว่าองค์สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าเสด็จอยู่ในฐานทิศใด เราก็จะไปในประเทศทิศนั้นฯ

สมเด็จพระเจ้าสังขจักรบรมบพิตรผู้ประเสริฐ หาความเอื้อเฟื้อในศิริราชสมบัติบรมจักรของพระองค์มิได้ ด้วยมีพระทัยนั้นผูกพันอยู่ในการที่จะได้พบเห็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่งอย่างอุกฤษฏ์ ก็กระทำการราชาภิเษกเจ้าสามเณรนั้น ให้สึกออกเสวยศิริราชสมบัติแทนพระองค์ เป็นพระยาอันประเสริฐ ครั้นกระทำการราชาภิเษกเจ้าสามเณรแล้ว ก็เสด็จออกแต่พระองค์เดียวโดยอุตตราภิมุขมีพระทัยเฉพาะต่ออุตตรทิศ ตั้งพระทัยไปสู่บุพพารามวิหาร อันเป็นที่ประทับแห่งองค์สมเด็จพระสิริมิตรสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า

สมเด็จบรมสังขจักรจอมทวีปเป็นสุขมาลชาติ พระสรีรกายนั้นละเอียดอ่อนเป็นอันดี เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปตามมรรคาหนทางแต่พระบาทเปล่า เวลาวันเดียวพระบาททั้ง ๒ ข้างก็ภินทนาการแตกออก จนพระโลหิตไหลตามฝ่าพระบาททั้ง ๒ เมื่อพระบาททั้ง ๒ ทำลาย จะเดินไปมิได้แล้ว ในกาลนั้น พระองค์ก็ลงนั่งคุกเข่าคลานไปทีละน้อยค่อยคมนาการไปตามหนทางที่เจ้าสามเณรชี้แจงบอกมานั้น จะได้ละความเพียรเสียหามิได้ ครั้นล่วงไปถึง ๔ วัน พระหัตถ์ซ้าย-ขวา และพระชงฆ์ทั้ง ๒ ข้างนั้นก็แตกช้ำโลหิตไหลออกมา จะคลุกคลานไปก็มิได้ ให้เจ็บปวดแสนสาหัส เห็นขัดสนพระทัยนักแล้ว ถึงกระนั้นพระองค์จะได้คิดท้อถอยย้อนรอยกลับคืนมาหามิได้ อาตมาต้องไปให้ถึงสำนักองค์สมเด็จพระผู้ทรงพระภาคเจ้าให้จงได้ ครั้นพระองค์คุกคลานไปมิได้แล้วก็ลงพังพาบไถลไปแต่ทีละน้อยด้วยพระอุระของพระองค์ ประกอบไปด้วยทุกขเวทนาเหลือที่จะอดกลั้น พระองค์ยึดหน่วงเอาพระพุทธคุณของสมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ด้วยพระเจตนาจะใคร่พบเห็นพระผู้เป็นอธิบดีอันใหญ่ยิ่ง แล้วก็ทรงอดกลั้นซึ่งทุกขเวทนานั้นเสีย หาเอื้อเฟื้ออาลัยในร่างกายของพระองค์ไม่ฯ

ครั้งนั้น สมเด็จพระสิริมิตรสัพพัญญูผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงพระมหากรุณาเล็งดูสัตว์โลกทั้งหลายด้วยสัพพัญญุตาญาณ ก็รู้แจ้งเห็นด้วยกำลังความเพียรแห่งบรมสังขจักรนั้นเป็นอุกฤษฏ์ยิ่งโดยวิเศษ แล้วก็มิใช่อื่นมิใช่ไกล เป็นหน่อพุทธางกูร พุทธพงศ์อันเดียวกันกับพระตถาคต สมควรที่พระตถาคตจักเสด็จไปสู่ที่ใกล้แห่งบรมสังขจักร เมื่อพระองค์ทรงพระดำริแล้ว ก็เสด็จพระพุทธดำเนินมาด้วยพระศิริวิลาสเป็นอันงาม แล้วพระองค์กระทำอิทธิฤทธิ์นิรมิต พระบวรกายของพระองค์ให้อันตรธานสูญหายกลับกลายเป็นมาณพหนุ่มน้อย ขึ้นขับรถทวนมรรคามาเฉพาะหน้าแห้งสมเด็จบรมสังขจักรนั้น แล้วพระพุทธสัพพัญญูเจ้าจึงร้องถามไปว่า ผู้ใดมานอนอยู่กลางทางขวางหน้ารถเราจงหลีกไปเสียเราจะขับรถไปฯ ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์จึงตรัสตอบพระพุทธฎีกาว่า ดูก่อนนายสารถีผู้ขับรถ ท่านจะมาขับเราไปให้พ้นจากหนทางนั้นด้วยเหตุดังฤา ตัวเราผู้รู้จักคุณสมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ยิ่งนัก ชอบแต่นายสารถีจะยั้งรถของท่านให้หลีกเราเสียจึงจะสมควร ถ้าท่านไม่หลีกก็ให้ท่านขับรถไปเหนือหลังเราเถิด ซึ่งจะให้เราหลีกนั้นเราหาหลีกไม่ แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาว่าถ้าแหละท่านจะไปยังสำนักพระพุทธเจ้าแล้ว จงมาขึ้นรถไปกับเราเถิด เราจะพาท่านไปให้ถึงสำนักสมเด็จพระพุทธเจ้าให้สมดังความปรารถนา พระจอมขัตติยาจึงตอบว่า ถ้าท่านเอ็นดูกรุณาแก่เรา เราก็มีความยินดีสาธุอนุโมทนาด้วยท่าน
ว่าแล้วหน่อพระพิชิตมารก็อุตสาหะดำรงทรงพระกายขึ้นสู่รถแห่งสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็หันหน้ารถไปตามมรรคา พาพระยาสังขจักรไป

ครั้นถึงกึ่งกลางมรรคาหนทางแล้ว สมเด็จพระอมรินทราธิราชกับองค์ดวงสุชาดาผู้เป็นอัครมเหสีนั้น นำเอาโภชนาหารอันเป็นทิพย์กับทั้งน้ำทิพย์ลงมา จำแลงเพศเป็นบุรุษยืนอยู่ตรงหน้ารถแล้วร้องว่า ดูก่อนนายสารถีผู้เจริญเอ๋ย ท่านอยากข้าวน้ำโภชนาหารหรือ เราจะให้ เมื่อโกสีย์อมรินทราธิราชกับนางสุชาดากล่าวดังนั้น สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าซึ่งแปลงเพศเป็นนายสารถีขับรถจึงว่า มาณพผู้เจริญ บุรษทุพลภาพผู้หนึ่งมาในรถด้วยเรา มีความลำบากเวทนานัก ท่านจะให้ข้าวน้ำโภชนาหารแก่เราก็ให้เถิด เราจะได้ให้แก่บุรุษทุพลภาพนั้นบริโภค ท้าวโกสีย์อมรินทร์กับนางสุชาดาก็ให้ข้าวน้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์แก่องค์สมเด็จพระมหาบุรุษสัทธรรมสารถีผู้ประเสริฐ พระองค์ก็ประธานให้แก่พระบรมโพธิสัตว์บรมสังขจักรเสวยข้าวน้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์ ครั้นพระองค์เสวยอิ่มหนำสำเร็จแล้ว ด้วยเดชะข้าวน้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์อุปัทวโทมนัสทุกขเวทนาในสรีรกาย ก็อันตรธานหาย พระองค์ก็มีสรีรกายเป็นสุขเสมอเหมือนแต่ก่อน


องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าก็พาพระยาสังขจักรไปใกล้บุพพารามวิหาร แล้วพระองค์ก็นิสีทนาการนั่งบนพระบวรพุทธอาสน์ในพระวิหาร ส่วนสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ก็เสด็จลงจากรถ เข้าไปสู่บุพพารามวิหาร ทอดพระเนตรแลไปได้ทัศนาการเห็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ผู้ประกอบไปด้วยทวัตติงสมหาบุรุษลักษณะอสีตยานุพยัญชนะประดับ ทั้งพระพุทะรัศมีอันโอภาสสว่างรุ่งเรืองออกจากพระวรกายอันเสด็จทรงนั่งอยู่ในที่นั้น

พระองค์ก็ทรงวิสัญญีภาพลงตรงพระพักตร์แห่งสมเด็จพระผู้ทรงพระภาคด้วยความโสมนัสสาการ เกิดความปิติยินดีหาที่สุดมิได้ ส่วนสมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูก่อนมหาบุรุษราชผู้เป็นอภิชาตชายอันประเสริฐ พระตถาคตเสด็จอยู่ในที่นี้แล้ว

ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมสังขจักรก็ได้ซึ่งอัสสาสประสาท เกิดความยินดีชื่นชมก้มเศียรเกล้า คลานเข้าไปในสำนักสมเด็จพระพุทธองค์เจ้า เสด็จนั่งยังที่อันสมควรแล้วจึงยกพระกรขึ้นประนมบังคมเหนือศิโรตม์กระทำอภิวาทนมัสการ กราบทูลว่า ภนฺเต ภควา ข้าแต่สมเด็จพระพุทธองค์เจ้า บัดนี้ข้าพระบาทถึงสำนักพระองค์เจ้าแล้ว ขอจงทรงพระกรุณาเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระพุทธเจ้า โปรดตรัสแสดงพระธรรมเทศนาอันอุดม ให้ข้าพระบาทฟังในกาลบัดนี้ฯ

ปางนั้น สมเด็จพระชินศรีจึงตรัสพระสัทธรรมเทศนาโปรดแก่พระยาสังขจักร เมื่อพระองค์ได้ทรงสดับพระสัทธรรมเทศนาบทหนึ่งสิ้นเนื้อความลงแล้ว ก็ทูลห้ามสมเด็จพระพุทธเจ้าว่า ขอพระองค์จงหยุดพระธรรมเทศนาเสียเถิด อย่าทรงสำแดงต่อไปเลยฯ


***มีปุจฉาว่า เหตุไฉนพระเจ้าสังขจักรจึงทูลห้ามสมเด็จพระพุทธเจ้าเสียดังนี้ เดิมทีสิมีพระทัยผูกพันในพระพุทธศาสนา ระลึกถึงซึ่งคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้าเป็นอันมาก ทรงสู้สละศิริราชสมบัติบรมจักรเสด็จมาด้วยความลำบากแทบถึงซึ่งชีวิต ครั้นมาประสพพบพระภควันตบพิตร พระองค์ประทานธรรมเทศนาแล้วห้ามเสียด้วยเหตุประการใดฯ

***วิสัชนาว่า สมเด็จบรมสังขจักรทรงคิดเห็นว่า ถ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาเป็นอันมาก แล้วพระองค์ก็เสด็จมาแต่พระองค์เดียวเปลี่ยวพระทัยนัก จะหาเครื่องไทยธรรมอันสมควรที่จะสักการบูชา ให้สมควรแก่รสพระสัทธรรมนั้นหามีไม่ บัดนี้เราได้สดับรับรสพระธรรมเทศนาแต่บทเดียว เครื่องสักการบูชาของอาตมานี้มิพอสมควรกันกับพระสัทธรรมแล้ว พระองค์ทรงคิดดังนี้ จึงทรงห้ามสมเด็จพระพุทธเจ้าเสีย


พระองค์จึงกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าเกล้ากระหม่อมฉันได้สดับฟังพระสัทธรรมของพระองค์ในกาลบัดนี้ พระองค์ทรงพระมหากรุณาตรัสพระสัทธรรมเทศนาสำแดงพระนิพพานอันเดียวเป็นที่สุดพระสัทธรรมอยู่แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าจะตัดเศียรเกล้า อันเป็นที่สุดแห่งสรีรกายแห่งข้าพเจ้า ออกกระทำสักการบูชาพระสัทธรรมเทศนาของสมเด็จพระพุทธองค์ก่อน ตรัสดังนั้นแล้ว พระเจ้าสังขจักรผู้มีอัธยาศัยอันยิ่ง จึงทรงอธิษฐานขอให้เล็บของพระองค์คมดังพระแสงดาบ เด็ดซึ่งพระศอให้ขาดแล้ววางไว้บนฝ่าพระหัตถ์ ตั้งปณิธานความปรารถนา ออกพระโอษฐ์ตรัสด้วยวาจาว่า ภนฺเต ภควา ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงศิริเป็นที่เฉลิมโลก เชิญพระองค์เสด็จเข้าสู่เมืองแก้วอันเกษมสานต์ คือพระอมตมหานิพพานอันสำราญก่อนข้าพระบาทเถิด ข้าพระบาทจะขอตามเสด็จไปสู่พระนิพพานอันสำราญต่อภายหลัง ด้วยข้าพระพุทธเจ้าได้ถวายเศียรเกล้าบูชาพระสัทธรรมเทศนาของพระองค์ในกาลบัดนี้ ในที่สุดขาดพระวาจาปณิธานปรารถนาลง พระบรมโพธิสัตว์ก็จุติจิตต์สิ้นชีวิตไปบังเกิดในดุสิตาสวรรค์เทวโลกฯ

ดูก่อนสำแดงสารีบุตร ครั้นเมื่อพระบรมโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยเจ้าได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงมีพระองค์สูงได้ ๘๘ ศอก ด้วยผลทานที่เด็ดพระเศียรกระทำสักการบูชาพระสัทธรรม พระองค์ทรงพระรัศมีสิ้นทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ขาดนั้น ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์ทรงอุตสาหไปในมรรคาหนทาง ปรารถนาจะพบเห็นสมเด็จพระพุทธเจ้าจนพระโลหิตไหลออกจากพระบาท และพระชงฆ์ พระหัตถ์ พระอุระของพระองค์เมื่อเป็นบรมสังขจักรนั้นฯ อนึ่ง พระพุทธรัศมีของพระองค์แผ่ซ่านตลอดไปเบื้องบนจนถึงพรหมโลก เบื้องต่ำตลอดลงไปจนถึงมหาอเวจีนรก ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์เด็ดพระเศียรออกกระทำสักการบูชาพระสัทธรรมโลหิตไหลออกจากพระเศียร อนึ่ง ในพระศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า บังเกิดมีไม้กัลปพฤกษ์นึกได้สำเร็จความปรารถนานั้น ด้วยผลอานิสงส์ที่พระองค์เสด็จไปตามมรรคหนทาง จะใคร่พบองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ถ้วนถึง ๗ วันเป็นกำหนด จึงได้ประสพพบปะฯ

ดูก่อนสำแดงสารีบุตร ผู้เป็นพระยาธรรมของพระตถาคต ฝูงคนทั้งหลายที่มิได้เห็นรูปกายของพระตถาคตนี้ แล้วได้กระทำทานรักษาศีลจำเริญเมตตาภาวนาด้วยเดชะผลานิสงส์ ฝูงคนทั้งหลายเหล่านั้นจักได้บังเกิดทันพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระศรีอาริยะเมตไตรย อันจะมาบังเกิดเป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตฯ สำแดงมาด้วยเรื่องพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ ก็ยุติแต่เท่านี้ฯ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
พระอชิตะ (คือชาติหนึ่งของ
พระศรีอาริยะเมตไตรยโพธิสัตว์ซึ่งมาบวช
ในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
สมัยพุทธกาลเพื่อรับพุทธพยากรณ์)

พระอชิตะ คือ พระราชโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรู ประสูติแต่
พระนางกาญจนาเทวี ซึ่งเป็นพระมารดา
เป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้พาบริวาร
๑,๐๐๐ คน ออกบวชเป็นภิกษุ
คราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์ครั้งที่สอง
พระอชิตะเมื่อบวชใหม่ ๆ ได้เป็นผู้รับยุคลพัสตร์(ผ้า ๒ ผืน)
ของ พระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งมีความพิสดารอย่างย่อว่า
พระนางมหาปชาบดีโคตมีทรงเสียพระทัย ที่ตั้งใจจะถวาย
ให้แด่พระพุทธองค์ แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงรับเพราะเพื่อ
อนุเคราะห์แก่สงฆ์ในอนาคต เพื่อให้ชนทั้งหลายซึ่งเกิด
ภายหลังให้เกิดจิตคิดการกระทำเคารพสงฆ์ให้จงมาก และ
ทรงอนุเคราะห์แก่พระนางเอง เพราะทานที่ให้แด่สงฆ์โดย
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขย่อมมีพลานิสงส์มากกว่า
พระนางมหาปชาบดีโคตมีไม่ทรงทราบดำริของพระพุทธองค์
จึงเข้าไปหาพระอานนท์ ให้พระอานนท์ทูลถามว่า สาเหตุใดจึง
ไม่ทรงรับยุคลพัสตร์(ผ้า ๒ ผืน) นั้น
กาลต่อมา พระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
มีสาเหตุใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่รับทรงรับยุคลพัสตร์(ผ้า ๒ ผืน)
นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงปาฏิบุคลิกทักษิณาทาน
โดยพิสดาร แล้วตรัสเทศนาทักษิณาวิภังคสูตร จำแนกประเภท
แห่งปาฏิบุคลิกทาน แลสังฆทาน โดยพิสดาร แก่พระอานนท์.
เมื่อพระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ทรงทราบในเทศนา
ทักษิณาวิภังคสูตรในภายหลังแล้ว จึงทรงถือซึ่งภูษาทั้งคู่เข้าไป
หาพระสารีบุตรท่านก็ไม่ได้รับ เข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานะ
ท่านก็ไม่ได้รับ แม้ในที่สุดแห่งพระอสีติมหาสาวกก็ไม่พระรูป
ใดรับไว้เลย จนกระทั่งองค์สุดท้ายซึ่งเป็นพระนวกะชื่อพระอชิตะ
ท่านจึงรับไว้.
ในเวลานั้นพระนางปชาบดีโคตมีก็ทรงน้อยพระทัยว่า
พระนางตั้งใจในการทำผ้าทั้งคู่นี้ด้วยว่า จะถวายแด่พระผู้มีพระภาค
แต่ก็ไม่ทรงรับ แม้นพระอสีติมหาสาวกรูปใดรูปหนึ่งก็ไม่ทรงรับ
แต่มาบัดนี้ พระภิกษุหนุ่มซึ่งเป็นพระนวกะมารับซึ่งผ้าของพระนาง
พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นพระนางเสียพระทัย จึงทรง
พระดำริว่า จะทำให้พระนางบังเกิดโสมนัสในวัตถุทานนี้ จึงมี
พระพุทธดำรัสเรียกพระอานนท์ว่า
ท่านจงไปนำบาตรของตถาคตมา แล้วทรงพุทธาธิษฐานว่า
พระอัครสาวกและสาวกทั้งปวงอย่าได้ถือบาตรนี้ได้เลย ให้
พระอชิตภิกษุหนุ่มนี้จงถือซึ่งบาตรของตถาคตได้ แล้วทรงโยน
บาตรนั้นขึ้นไปบนอากาศ แลบาตรนั้นก็ลอยขึ้นไปในกลีบเมฆ
อันตธานไปมิได้ปรากฏ
ในลำดับ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระอสีติสาวก
ทั้งหลาย ก็อาสานำบาตรนั้นกลับคืนมา แต่ก็หาไม่พบ
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสั่งพระอชิตภิกษุว่า ท่านจงไปนำบาตร
ของตถาคตมา
ในลำดับนั้น พระอชิตะได้มีดำริว่า
ควรจะเป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก พระอสีติมหาสาวกนี้ ล้วนเป็นพระ
อรหันต์มีฤทธาอานุภาพมาก แต่มิอาจนำบาตรมาถวายแด่พระพุทธ
องค์ได้ แลอาตมะนี้ไซร้มีจิตอันกิเลสครอบงำอยู่ แลเหตุไฉน
พระบรมครูจึงตรัสสั่งอาตมาให้แสวงหาซึ่งบาตรนั้น จะต้องมี
เหตุอันใดอันหนึ่งเป็นมั่นคง จึงรับอาสาที่จะนำบาตรนั้นคืนมา
พระอชิตะได้ไปยืนในที่สุดบริษัท มองขึ้นไปบนอากาศแล้ว
กระทำสัตยาธิษฐานว่า
อาตมาบรรพชาในพระพุทธศาสนา ไม่ได้หวังซึ่งลาภยศทั้ง
หลาย แต่อาตมาบวชประพฤติพรหมจรรย์เพื่อประโยชน์ที่จะ
ตรัสรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง อันอาจสามารถรื้อสัตวโลกให้พ้นจาก
สงสารทั้งสิ้น หากว่าศีลของอาตมามิขาดทำลายและด่างพร้อย
บริสุทธิ์อยู่เป็นอันดี ขอให้บาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าจงมา
สถิตในมือของอาตมาด้วยเทอญ
พระอชิตะทรงตั้งสัตยาธิษฐานแล้ว จึงเหยียดมือออกไป
ขณะนั้น บาตรก็ปรากฏตกลงจากอากาศ ประดิษฐานอยู่ที่มือ
ของพระอชิตะ
พระอัครมหาสาวกและพระอสีติมหาสาวก ได้มีดำริว่า
บาตรนี้ควรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ควรแก่มหาสาวกทั้งหลาย
แลภิกษุรูปนี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลเป็นแน่.
พระนางประชาบดีโคตมีได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็
มีความปิติโสมนัสเป็นกำลังด้วยวัตถุทานที่ถวายให้แก่พระอชิตะ
แล้วกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จคืนพระราชนิเวศน์สถาน
เมื่อพระอชิตะได้รับผ้าคู่นั้นมาแล้ว เห็นว่า ไม่ควรแก่ท่าน
จึงนำผ้าผืนหนึ่งไปปูบนเพดานบนพระคันธกุฎี แห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้า อีกผืนหนึ่งแบ่งเป็น ๔ ท่อน ผูกเป็นม่าน
ห้อยลงในที่สี่มุมแห่งเพดานนั้น แล้วอธิษฐานว่า ขอให้เป็น
พระพุทธเจ้าในอนาคต.
พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า ท่านอชิตภิกษุรูปนี้เป็น
พระโพธิสัตว์ จะได้ตรัสรู้เป็นพระเมตไตรย พุทธเจ้าในอนาคต(๑)
ในอนาคตวงศ์(๒) เล่าว่า ในภัททกัลปนี้ ชาติสุดท้ายคือ
ชาติที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น พระเมตไตรยพุทธเจ้า
เมื่อยังมิได้ทรงผนวชก็ทรงพระนามว่า อชิตะ

#๑. ปฐม. แปล. -/๓๑๕-๓๒๘ ๒. อนาคตวํส. -/๔๓-๕๖

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 57

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี
พระผู้มีพระภาคทรง พระนามว่า
เมตไตรย์ จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นอรหันต์
ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อม
ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก
เป็นสารถี ฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่น
ยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้
เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม
เหมือนตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกในบัดนี้ เป็นอรหันต์
ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชา
และจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้ง โลก เป็นสารถีฝึกบุรุษ
ที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดา
และมนุษย์ ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว
เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์
พระองค์นั้น จักทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ให้ แจ้งชัดด้วยพระปัญญา
อันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อม
ทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้
รู้ตาม เหมือนตถาคตในบัดนี้ ทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วย
ปัญญาอันยิ่งด้วยตถาคตเองแล้ว สอนหมู่สัตว์
พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์
ให้รู้ตามอยู่ พระผู้มีพระภาคพระนามว่า
เมตไตรย์พระองค์นั้นจักทรงแสดงธรรม งามใน
เบื้องต้น งามในท่ามกลาง งาม
ในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้ง
พยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง บริบูรณ์สิ้นเชิง
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น
จักทรงบริหาร ภิกษุสงฆ์หลายพัน
เหมือนตถาคตบริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อย ในบัดนี้ฉะนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พระเจ้าสังขะจักทรงให้ยกขึ้นซึ่งปราสาทที่
พระเจ้ามหาปนาทะ
ทรงสร้างไว้ แล้วประทับอยู่
แล้วจักทรงสละ จักทรงบำเพ็ญ ทาน แก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า
คนเดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย จัก
ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้า
กาสาวพัสตร์ เสด็จออกจากเรือน ทรง
ผนวชเป็นบรรพชิต ในสำนักของพระผู้มีพระภาคพระ
นามว่า เมตไตรย์อรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า
ท้าวเธอทรงผนวชอย่างนี้แล้ว ทรงปลีกพระองค์อยู่
แต่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้ว
ไม่ช้านักก็จักทรงทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ อัน
ยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลาย พากันออกจากเรือนบวช
เป็นบรรพชิตโดยชอบ ต้องการ อันเป็นที่สุด
แห่งพรหมจรรย์ ด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เอง
ในทิฐธรรมเทียว เข้าถึงอยู่ ฯ

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
เมื่อเราได้ติดตามดูการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับตั้งแต่พระชาติแรกเป็นต้นมา ก็พอจะสรุปได้ว่า มี อยู่ ๒ ขั้นตอนใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ

ขั้นตอนที่ ๑
ช่วยตนเองให้พ้นทุกข์ได้จริง เป็นการบำเพ็ญบารมีแบบพระอรหันต์ทั่ว ๆ ไป คือ พยายามละเว้น ความชั่วทุกชนิดอย่างเด็ดขาด ขวนขวายทำความดีทุกอย่างที่ขวางหน้าโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก และพยายามกลั่นจิตใจให้ผ่องใสไม่ว่างเว้น เต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ ในชาตินั้น ๆ โดยอาศัยคำสอนจากนักปราชญ์บัณฑิต ตลอดจนพระพุทธเจ้าในยุคนั้น ๆ ขั้นตอนที่ ๑ นี้ ถ้าจะแบ่งย่อยการบำเพ็ญบารมีออกไปอีกก็ได้ ๒ ระยะคือ

ระยะแรก สร้างบารมีไปเงียบ ๆ โดยไม่เอยปากบอกใคร และไม่ชักชวนใคร เพราะบารมียังอ่อนอยู่ ต้องใช้เวลาไปในระยะนี้ทั้งหมด นานถึง ๗ อสงไขยกัป

ระยะหลัง สร้างบารมีไป ก็ประกาศให้ชาวโลกทราบไป และบำเพ็ญตนเป็นกัลยาณมิตร ด้วยการชักจูงผู้อื่นให้สร้างบารมีตาม จะกระทั่งบารมีแก่กล้าเต็มที่ พอจะหมดกิเลสเป็นพรอรหันต์ได้ ( ในพระชาติที่เป็นสุเมธดาบส ) ซึ่งใช้เวลานานอีก ๙ อสงไขยกัป

ขั้นตอนที่ ๒ ทุ่มเทชีวิต สร้างบารมีเพื่อช่วยเหลือสัตว์โลกโดยส่วนรวม คือ นับตั้งแต่ทันทีที่สุเมธดาบสได้รับพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกร จนกระทั่งได้มาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูของเรา ขั้นตอนที่ ๒ นี้ เป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อสัตว์โลก ไม่มีศาสดาใด ๆ จะเทียบเทียมได้ เพราะต้องใช้เวลาต่อไปอีกถึง ๔ อสงไขยแสนกัป เพื่อสัตว์โลกทั้งหลาย มิใช่เพื่อพระองค์เองเลย ยิ่งกว่านั้นยังเป็นขั้นตอนที่ต้องประพฤติปฏิบัติอย่างรอบคอบ รัดกุม เรียกว่า สร้างบารมี ๑๐ จึงควรที่พวกเราจะต้องจดจำแบบแผนของพระองค์ไว้ให้ดี และตั้งใจปฏิบัติตาม อย่างทุ่มเท

เพื่อความสะดวกในการจดจำ และนำไปปฏิบัติตามจึงขอสรุปการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการอีกครั้งหนึ่งในเชิงปฏิบัติคือ

๑. ทานบารมี ทรงวางแผนแห่งการเสียสละ เพื่อเตรียมเสบียงข้ามชาติ จะได้ไม่ต้องอกอยากยากจน เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลกผู้ไม่ประมาททั้งหลาย

๒. ศีลบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งความสำรวมระวังตน เพื่อป้องกันการเบียดเบียน กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๓. เนกขัมมบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งการตัวความกังวลน้อยใหญ่ จะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ด้วยการเสียสละครอบครัว ไม่เป็นภาระในการครองเรือน เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๔. ปัญญาบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งการแสวงหาและสร้างเสริมปัญญาให้งอกงามถึงที่สุด เพื่ออาศัยปัญญานั้นฟาดฟันกิเลสให้มอดมลาย เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๕. วิริยบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งการฝึกหัดดัดตนจนกระทั่งมีความประพฤติปฏิบัติดีพร้อมบริบูรณ์ ทั้งทางกาย วาจา และ ใจ ใคร ๆ จะตำหนิไม่ได้ เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๖. ขันติบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งการต่อสู้หักหาญกับอุปสรรคน้อยใหญ่ ทุก ๆ ชนิดแบบเย็น ๆ จนกว่าจะชนะ แต่ไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๗. สัจจบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งความเป็นคนตรง ที่มีความจริงจัง และจริงใจ ทั้งแก่บุคคลและความดี เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๘. อธิษฐานบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งความฉลาดรอบคอบในการทำความดี และความเด็ดเดี่ยวในการทำความดีนั้น ๆ ไปจนกว่าจะสำเร็จ เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๙. เมตตาบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งความรักสากลให้คนทั้งโลกมีความรกใคร่ปราถนาดี มีไมตรีซึ่งกันและกันเหมือนญาติร่วมสายโลหิต เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

๑๐. อุเบกขาบารมี ทรงวางแบบแผนแห่งความเที่ยงธรรม มีใจสงบเรียบสม่ำเสมอ มั่นคง ไม่เอนเอียงขึ้นลง เป็นตัวอย่างแก่ชาวโลก

นี้ยังไม่รวมการสร้างบารมีพิเศษเฉพาะพระพุทธเจ้าแต่ละองค์

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
เมื่อครั้งที่พระอังคีรสบรมโพธิสัตว์
ราชบุตรแห่งพระเจ้าสิริสุทโธทนบรมกษัตริย์
และพระนางสิริมหามายาทรงเสด็จออกบรรพชา

และได้ตรัสรู้เป็น
พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า

ครานั้นพระองค์ทรงมีพระมหากรุณา
เสด็จมาโปรดพุทธบิดา
และพระนางปชาบดีผู้มีศักดิ์เป็นน้าสาวและแม่นม
ผู้ทำหน้าที่ถนอมกล่อมเลี้ยงดูองค์พระ-ชินสีห์มาแต่น้อย
เพื่อทดแทนคุณที่ได้ดื่มน้ำนมมาจนเติบใหญ่
จึงเสด็จไปรับภัตตาหารบิณฑบาต
ในพระราชนิเวศน์

ครั้นเสร็จ ภัตกิจแล้วทรงแสดงธรรมเทศนา
โปรดพระนางมหาปชาบดี
จนพระนางได้บรรลุสำเร็จ
เป็นพระโสดาบันอริยบุคคล

หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระชินสีห์ก็ได้เสด็จโปรดเวไนยสัตว์ไปยังเมืองต่างๆ
จนกระทั่งเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์
ณ นิโครธาราม
เพื่อทรงบำเพ็ญโลกัตถจริยา
ด้วยพระมหากรุณาใหญ่ต่อไป

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
สมัยนั้น สมเด็จพระมหาปชาบดีพุทธมาตุจฉา ได้ ทรงจัดการทอผ้าจีวรสาฎกชั้นดี

เพื่อถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด โดยได้ให้ช่างทองตีอ่างด้วยทองสุก ๗ อ่าง ให้หาเม็ดฝ้ายมาจนพอกับความต้องการแล้ว ก็เพาะเม็ดฝ้ายในอ่างทองเหล่านั้น

บำรุงเลี้ยงรักษาด้วยน้ำนมโคและของหอม ครั้นต้นฝ้ายออกฝอยก็ทรงเก็บฝ้ายนั้นด้วยพระหัตถ์ใส่ลงในผอบทองแล้วทรงเลือก ทรงหีบ ทรงดีด ทรงปั่น ด้วยพระหัตถ์มิให้ผู้อื่นกระทำ

ปรากฏว่าเส้นด้ายนั้นละเอียดประณีต ยิ่งนัก แลมีสีเหลืองอร่ามดุจสีทองคำธรรมชาติ

แล้วจึงรับสั่งให้หาช่างหูกฝีมือเอกมา ให้เขาเหล่านั้นบริโภคอาหารชั้นเลิศ และให้ตกแต่งกายนุ่งห่มประดับด้วยวัตถาอาภรณ์เป็นอันดี ที่โรงหูกนั้นที่เพดานห้อยพวงดอกไม้นานาพรรณ ให้น่ารื่นรมย์ใจ แล้วพระนางก็เสด็จ ไปสู่โรงหูกทอดพระเนตร การทอผ้าวิเศษนั้นทุกวันมิได้ขาด จนการทอผ้าสำเร็จได้ ผ้าสาฎก ๒ ผืน ยาว ๑๔ ศอก กว้าง ๗ ศอกเสมอกัน พระภูษาทั้งคู่นี้เป็นพัสตราภรณ์อันหาค่ามิได้ สมควรแก่องค์พระชินสีห์

พระนางตรวจตราดูเรียบร้อยแล้ว จึงประจงพับใส่ลงในผอบแก้ว แล้วก็มุ่งเสด็จไ ปยังนิโครธาราม พร้อมด้วยนางในข้าราชบริพารทั้งหลาย

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
เมื่อเสด็จถึงนิโครธาราม " ก็เข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" กราบนมัสการแล้วเปิดฝาผอบแก้ว จับพระยุคลพัสตร์ กราบทูลว่า...


“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระภาค...!
อันว่าสุวรรณวัตถยุคลใหม่นี้
ข้าพระบาทอุตส่าห์หีบดีดปั่นฝ้ายด้วยหัตถ์
แห่งตน ด้วยน้ำจิตอุทิศแด่สมเด็จพระทศพล
ขอพระองค์จงทรง พระกรุณา
อนุเคราะห์รับซึ่งภูษาคู่นี้
เพื่อจะให้มีประโยชน์และความสุข
แก่ข้าพระบาทตลอดกาลช้านานเถิดพระเจ้าข้า”


สมเด็จพระชินสีห์ผู้ทรงญาณไม่ติดขัด ทรงทราบชัดถึงการณ์อย่างหนึ่งในภายหน้า จึงทรงมีพระมหากรุณาตรัสแก่สมเด็จพระมาตุจฉาว่า

“ดูกรพระมาตุจฉาซึ่งมีคุณแก่เราตถาคต...!

วัตถยุคลภูษานี้ ขอให้จงถวายแก่สงฆ์เถิด จะเกิดผลานิสงส์มากยิ่งกว่าถวายแก่เราตถาคต ...ด้วยว่าเมื่อถวายภูษาทั้งคู่นี้แก่สงฆ์แล้ว..... ย่อมได้ชื่อว่าเป็นการบูชาเราตถาคตแลสงฆ์ทั้งปวง”

แม้จะได้สดับพระพุทธฎีกาว่าดังนั้น แต่ด้วยความศรัทธามั่นพระนางได้กราบทูลอาราธนาให้พระสัพพัญญูเจ้าทรงรับไว้ถึง ๓ ครั้ง

แต่องค์พระชินสีห์ก็มิได้ทรงรับไว้ และทรงตรัสให้ถวายแก่สงฆ์เช่นเดิม

เหตุเพราะพระองค์ทรงทราบว่า พระนางปชาบดีทรงมีศรัทธาพร้อมด้วยเจตนาทั้งสาม

คือ บุพเจตนา มุญจนเจตนา อปราปรเจตนา ฉันใดแก่พระองค์ ก็ขอให้ทรงมีศรัทธาในสงฆ์ด้วยเจตนาทั้งสามฉันนั้นเช่นกัน

ทานครั้งนี้จึงจะมีผลมาก อีกประการหนึ่ง พระองค์ทรงทราบว่าจักอยู่ในโลกมิได้นาน ก็จักเข้าปรินิพพานแล้ว

พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย ก็จะลำบากด้วยจตุปัจจัย เมื่อตถาคตให้ถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อเป็นตัวอย่างดังนี้ ในอนาคตกาลก็จะมีผู้นิยมถวายแก่สงฆ์

ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับอานิสงส์แห่งการถวายมาก ทั้งพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย...จะไม่ลำบากด้วยจตุปัจจัย ....

หากแต่พระนางหาได้เข้าใจไม่ ทรงโศกเศร้าเสียพระทัยเป็นยิ่งนัก ทรงอ้อนวอนขอให้พระอานนท์พุทธอนุชาช่วยกราบทูล องค์พระชินสีห์ให้ทรงรับ พระยุคลพัสตร์ไว้

เมื่อพระอานนท์ได้กราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมา-สัมพุทธเจ้า พระองค์จึงได้ตรัสเทศนา ทักขิณาวิภังคสูตร จำแนกประเภทแห่งปาฏิบุคลิกทาน แลสังฆทานอย่างแจ่มแจ้ง ว่าการถวายสังฆทานย่อมมีผลานิสงส์มากกว่านัก

เมื่อพระนางมหาปชาบดีไ ด้สดับฟังดังนั้นก็ให้เกิดความปรีดาปราโมทย์ ตั้งจิตอุทิศที่จะถวายเป็นสังฆทาน แล้ว

ทรงถือเอาผ้าภูษานั้นถวายแด่องค์พระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์

หากก็ถูกองค์พระธรรมเสนาบดี ผู้ซึ่งทราบถึงพระพุทโธบายปฏิเสธเสีย ด้วยการให้ถวายแก่ภิกษุรูปอื่นต่อไป

เมื่อได้รับการปฏิเสธเช่นนี้ พระนางก็เลื่อนไปถวายแก่พระโมคคัลลานเถระ ผู้เป็น อัครสาวกเบื้องซ้ายแห่งองค์สมเด็จพระทศพล

พระเถรเจ้าท่านก็ปฏิเสธ พระนางจึงเลื่อน ไปถวายแก่พระอสีติมหาสาวกทั้งหลายต่อๆ ไปลงไปโดยลำดับ ....ก็มิได้มีพระผู้เป็นเจ้ารูปใดรับแต่สักองค์หนึ่ง

จนตราบถึง พระภิกษุหนุ่มนามว่า อชิตะ ซึ่งเป็นพระสังฆนวกะ...นั่งอยู่ในที่สุดท้าย.......แห่งสงฆ์ทั้งปวง

เมื่อน้อมเข้าไปถวาย พระอชิตะภิกษุหนุ่มก็รับเอาภูษาวิเศษทั้งคู่นั้นทันที

เมื่อสมเด็จพระปชาบดี อัครมเหสีพระบรมกษัตริย์แห่งกรุง
กบิลพัสดุ์ ประสบเหตุเช่นนั้น

ก็ทรงโทมนัสจน น้ำพระเนตรตกด้วยความเสียพระทัยว่า เรานี้เป็นผู้มีบุญวาสนาน้อยจริงหนอ ตั้งใจจัดทำผ้าภูษานี้ เพื่อจักถวายแด่องค์พระทศพล แต่พระองค์ก็มิยอมรับ

เมื่อเข้าไปถวายพระเถระ อรหันต์ทั้งหลาย ก็มิได้มีสงฆ์องค์ใดสงเคราะห์รับเอา สักองค์เดียว

แต่บัดนี้ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเป็นสงฆ์นวกะนั่งอยู่ในที่สุดท้ายสงฆ์ทั้งหลาย ซึ่งคงจะไม่มีคุณวิเศษอันใดสงเคราะห์รับไทยทานไว้

เพื่อไม่ให้เรานั้นได้รับความอับอาย เหตุไฉนจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ แล้วก็ทรงก้มหน้านิ่งมิได้ตรัสประการใด

เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาผู้ทรงคุณ ทอดพระเนตรเห็นพระมาตุจฉาเสียพระทัย ทรงพระ-โทมนัสในการบำเพ็ญทานพิเศษครั้งนี้

จึงทรงมีพุทธดำริว่า ในกาลบัดนี้สมควรที่เราตถาคตจะกระทำการให้สมเด็จพระมาตุจฉาทรงคลายจากการโทมนัสเสียใจ จะให้มีความยินดีในวัตถทานยิ่งใหญ่นี้

แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสเรียกพระอานนท์ให้ไปนำเอาบาตรของพระองค์มา........ แล้วทรงกระทำพุทธาธิษฐานว่า

“พระสาวกทั้งปวง
แม้จะทรงฤทธิ์ปานใด
จงอย่าถือเอาบาตรนี้ได้เลย
ให้พระอชิตะภิกษุหนุ่มผู้มีวาสนาผู้จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในกาลภายภาคหน้า
จงถือเอาบาตรนี้ได้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”

เมื่อสมเด็จพระปชาบดี อัครมเหสีพระบรมกษัตริย์แห่งกรุง
กบิลพัสดุ์ ประสบเหตุเช่นนั้น

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 23, 2012, 11:14:40 PM โดย Webmaster »

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
อชิตะภิกษุหนุ่ม
ราชบุตรพระเจ้าอชาตสัตตุราช
ซึ่งจักได้ตรัสเป็นพระศรีอาริยเมตไตรย
ในอนาคตกาลภายหน้า

ได้สดับพระพุทธฎีกาตรัสสั่งดังนั้น
ก็แปลกใจว่าเหตุใดหนอพระพุทธองค์
จึงตรัสสั่งดังนี้ อันตัวเราเป็นภิกษุผู้บวชใหม่
ไหนเลยจักสามารถนำเอาบาตรทรง
แห่งองค์พระชินสีห์มาได้
ก็องค์พระอรหันต์ทั้งปวงยังมิสามารถนำมาได้
การที่พระพุทธองค์ตรัสเช่นนี้
เห็นทีคงต้องมีเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น
เป็นแน่แท้ อย่าช้าเลย
เราจักกระทำไปตามกำลังสติปัญญา


เมื่อคิดดังนั้นแล้วก็ทรงน้อมกายถวาย นมัสการสมเด็จพระบรมครู แล้วค่อยเดินไปยืนอยู่ในที่สุดแห่งพุทธบริษัท มองดูนภากาศแล้วตั้งจิตกระทำ สัตยาธิษฐาน บาตรนั้นก็มาอยุ่ในอ้อมมือของท่าน

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
พระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ และองค์สุดท้ายแห่งภัทรกัปป์นี้ หลังจากที่ศาสนาของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าของเราในปัจจุบัน สิ้นสุดไปแล้ว ซึ่งก็คือ พ.ศ. ๕๐๐๐ เป็นต้นไป


พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตมาถือปฏิสนธิในตระกูลพราหมณ์ ในครรภ์ของนางเมตไตรยพรหมวดี ภรรยาของสุพรหมพราหมณ์ ปุโรหิตของพระเจ้าสังขจักรพรรดิ แห่งเกตุมดีนคร เมื่อทรงประสูติได้มีนิมิต ๓๒ ประการแล้ว ก็บังเกิดปราสาท ๓ หลังเพื่อเป็นที่ประทับ
พระองค์ได้เสวยสุขเป็นอันมาก เมื่อพระชนมายุ ๘,๐๐๐ ปี ทอดพระเนตรเห็นนิมิตทั้ง ๔ ทรงพอพระทัยในการบวช เสด็จขึ้นไปสู่ปราสาท ปราสาทก็ลอยขึ้นสู่อากาศ มาลงที่ใกล้โพธิมณฑล ท้าวมหาพรหมอัญเชิญอัฏฐบริขารมาถวาย พระโพธิสัตว์ทรงเอาพระขรรค์แก้วตัดพระเมาลี ทรงรับเครื่องอัฏฐบริขารที่ท้าวมหาพรหมนำมาถวาย ผนวชแล้วบำเพ็ญเพียร มีคนบวชตามเป็นอันมาก พระโพธิสัตว์ประทับนั่งเหนืออปราชิตบัลลังก์ในปฐมยาม ทรงบรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณในมัชฌิมยาม ทรงทำให้แจ้งทิพยจักษุญาณในปัจฉิมยาม ทรงพิจารณาปัจจยาการ ๑๒ ประการ ในเวลารุ่งอรุณ ทรงบรรลุซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใต้ต้นกากะทิง
พระองค์มีพระวรกายสูง ๘๘ ศอก พระองค์ใหญ่กว้าง ๒๕ ศอก ตั้งแต่ฝ่าพระบาทถึงพระชานุมีประมาณ ๒๒ ศอก ตั้งแต่ฝ่าพระบาทถึงพระชานุถึงพระนาภีประมาณ ๒๒ ศอก
ตั้งแต่พระนาภีถึงพระรากขวัญทั้ง ๒ ประมาณ ๒๒ ศอก ตั้งแต่พระรากขวัญถึงพระเศียรเกล้าที่สุด ยอดพระอุณหิตเปลวพระพุทธรัศมีนั้น ประมาณ ๒๒ ศอก เสมอกันทั้ง ๔ ส่วน พระรากขวัญทั้ง ๒ แต่ละอันนั้นยาว ๕ ศอก พระหัตถ์ทั้ง ๒ ซ้ายขวานั้นยาว ๔๐ ศอก
ระหว่างพระพาหาทั้ง ๒ ซ้ายขวานั้นมีประมาณ ๒๕ ศอก พระอังคุลีแต่ละอันยาว ๕ ศอก ฝ่าพระหัตถ์แต่ละข้างกว้าง ๕ ศอก พระศอโดยกลมรอบมีประมาณ ๕ ศอก ยาวก็ ๕ ศอก พระโอษฐ์เบื้องบนเบื้องล่างกว้าง ๑๐ ศอกเสมอกันเป็นอันดี
พระชิวหาอยู่ภายในพระโอษฐ์ยาว ๑๐ ศอก พระนาสิกสูงยาวลงมา ๗ ศอก ดวงพระเนตรทั้ง ๒ โดยกว้าง ๗ ศอก แววพระเนตรทั้ง ๒ ที่ดำกลมเป็นปริมณฑลอยู่นั้น มีประมาณ ๕ ศอก พระขนงแต่ละข้างยาวได้ ๕ ศอก
ระหว่างพระขนงทั้ง ๒ กว้าง ๔ ศอก พระกรรณทั้ง ๒ แต่ละข้างยาว ๗ ศอก ดวงพระพักตรกลมดังดวงจันทร์วันเพ็ญกลมได้ ๒๕ ศอก พระอุณหิตที่เวียนเป็นทักขิณาวัฏฏ์รอบพระเศียรเป็นเปลวพระพุทธรัศมีขึ้นไปนั้น โดยกลมรอบ ๒๕ ศอก ฯ
ส่วนต้นไม้กากะทิงที่เป็นไม้ศรีมหาโพธินั้นมีปริมณฑลไปได้ ๑๒๐ ศอก มีกิ่งทั้ง ๕ โดยรอบยาวได้ ๑๒๐ ศอก แต่ต้นขึ้นไปสุดปลายกิ่งนั้นได้ ๒๔๐ ศอก โดยสูงโดยสะกัดเป็นปริมณฑลเหมือนกัน มีใบสดเขียวอยู่เป็นนิจจกาล ทรงดอกและเกษรหอมฟุ้งขจรมิรู้ขาด เปรียบประดุจดอกปาริชาติในดาวดึงสาสวรรค์ก็เหมือนกัน ฯ
พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า ทรงมีพระฉัพพรรณรังสีจากพระวรกาย ทำให้สว่างไสวทั้งกลางวันและกลางคืน คนทั้งหลายอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ บริโภคข้าวสาลีที่เกิดจากพระพุทธานุภาพ
พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ได้ทูลถามถึงบุญบารมีที่พระศรีอริยเมตไตรยได้บำเพ็ญ พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่าถึงอดีตชาติของพระศรีอริยเมตไตรย เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสังขจักรพรรดิแห่งอินทปัตถนคร ในสมัยของพระสิริมิตรพุทธเจ้า วันหนึ่งได้พบสามเณรในสำนักพระสิริมิตรพุทธเจ้า จึงเสด็จมาเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ที่บุพพาราม แม้ทรงลำบากพระวรกายก็ไม่ทรงท้อถอย พระพุทธเจ้าเนรมิตเพศเป็นมาณพ เนรมิตรถเสด็จออกไปรับพระโพธิสัตว์มาสู่บุพพาราม พระโพธิสัตว์ได้ถวายศีรษะของพระองค์แด่พระพุทธเจ้า บูชาพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระองค์ แล้วไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ด้วยอานิสงส์บารมี จึงทำให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้ ได้เสวยพระชาติเป็นพระอชิตะเถระ พระพุทธเจ้าของเรานั้น ก็ทรงมีพุทธพยากรณ์ว่า พระอชิตะเถระผู้นี้ จะได้ตรัสรู้เป็นพระศรีอาริยเมตไตรยพระพุทธเจ้าในอนาคต

ออฟไลน์ june

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 13
  • ความตายแขนคอซุบาดย่าง
    • ดูรายละเอียด
เมื่อเสด็จถึงนิโครธาราม " ก็เข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" กราบนมัสการแล้วเปิดฝาผอบแก้ว จับพระยุคลพัสตร์ กราบทูลว่า...


“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระภาค...!
อันว่าสุวรรณวัตถยุคลใหม่นี้
ข้าพระบาทอุตส่าห์หีบดีดปั่นฝ้ายด้วยหัตถ์
แห่งตน ด้วยน้ำจิตอุทิศแด่สมเด็จพระทศพล
ขอพระองค์จงทรง พระกรุณา
อนุเคราะห์รับซึ่งภูษาคู่นี้
เพื่อจะให้มีประโยชน์และความสุข
แก่ข้าพระบาทตลอดกาลช้านานเถิดพระเจ้าข้า”


สมเด็จพระชินสีห์ผู้ทรงญาณไม่ติดขัด ทรงทราบชัดถึงการณ์อย่างหนึ่งในภายหน้า จึงทรงมีพระมหากรุณาตรัสแก่สมเด็จพระมาตุจฉาว่า

“ดูกรพระมาตุจฉาซึ่งมีคุณแก่เราตถาคต...!

วัตถยุคลภูษานี้ ขอให้จงถวายแก่สงฆ์เถิด จะเกิดผลานิสงส์มากยิ่งกว่าถวายแก่เราตถาคต ...ด้วยว่าเมื่อถวายภูษาทั้งคู่นี้แก่สงฆ์แล้ว..... ย่อมได้ชื่อว่าเป็นการบูชาเราตถาคตแลสงฆ์ทั้งปวง”

แม้จะได้สดับพระพุทธฎีกาว่าดังนั้น แต่ด้วยความศรัทธามั่นพระนางได้กราบทูลอาราธนาให้พระสัพพัญญูเจ้าทรงรับไว้ถึง ๓ ครั้ง

แต่องค์พระชินสีห์ก็มิได้ทรงรับไว้ และทรงตรัสให้ถวายแก่สงฆ์เช่นเดิม

เหตุเพราะพระองค์ทรงทราบว่า พระนางปชาบดีทรงมีศรัทธาพร้อมด้วยเจตนาทั้งสาม

คือ บุพเจตนา มุญจนเจตนา อปราปรเจตนา ฉันใดแก่พระองค์ ก็ขอให้ทรงมีศรัทธาในสงฆ์ด้วยเจตนาทั้งสามฉันนั้นเช่นกัน

ทานครั้งนี้จึงจะมีผลมาก อีกประการหนึ่ง พระองค์ทรงทราบว่าจักอยู่ในโลกมิได้นาน ก็จักเข้าปรินิพพานแล้ว

พระสงฆ์สาวกทั้งหลาย ก็จะลำบากด้วยจตุปัจจัย เมื่อตถาคตให้ถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อเป็นตัวอย่างดังนี้ ในอนาคตกาลก็จะมีผู้นิยมถวายแก่สงฆ์

ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับอานิสงส์แห่งการถวายมาก ทั้งพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย...จะไม่ลำบากด้วยจตุปัจจัย ....

หากแต่พระนางหาได้เข้าใจไม่ ทรงโศกเศร้าเสียพระทัยเป็นยิ่งนัก ทรงอ้อนวอนขอให้พระอานนท์พุทธอนุชาช่วยกราบทูล องค์พระชินสีห์ให้ทรงรับ พระยุคลพัสตร์ไว้

เมื่อพระอานนท์ได้กราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมา-สัมพุทธเจ้า พระองค์จึงได้ตรัสเทศนา ทักขิณาวิภังคสูตร จำแนกประเภทแห่งปาฏิบุคลิกทาน แลสังฆทานอย่างแจ่มแจ้ง ว่าการถวายสังฆทานย่อมมีผลานิสงส์มากกว่านัก

เมื่อพระนางมหาปชาบดีไ ด้สดับฟังดังนั้นก็ให้เกิดความปรีดาปราโมทย์ ตั้งจิตอุทิศที่จะถวายเป็นสังฆทาน แล้ว

ทรงถือเอาผ้าภูษานั้นถวายแด่องค์พระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์

หากก็ถูกองค์พระธรรมเสนาบดี ผู้ซึ่งทราบถึงพระพุทโธบายปฏิเสธเสีย ด้วยการให้ถวายแก่ภิกษุรูปอื่นต่อไป

เมื่อได้รับการปฏิเสธเช่นนี้ พระนางก็เลื่อนไปถวายแก่พระโมคคัลลานเถระ ผู้เป็น อัครสาวกเบื้องซ้ายแห่งองค์สมเด็จพระทศพล

พระเถรเจ้าท่านก็ปฏิเสธ พระนางจึงเลื่อน ไปถวายแก่พระอสีติมหาสาวกทั้งหลายต่อๆ ไปลงไปโดยลำดับ ....ก็มิได้มีพระผู้เป็นเจ้ารูปใดรับแต่สักองค์หนึ่ง

จนตราบถึง พระภิกษุหนุ่มนามว่า อชิตะ ซึ่งเป็นพระสังฆนวกะ...นั่งอยู่ในที่สุดท้าย.......แห่งสงฆ์ทั้งปวง

เมื่อน้อมเข้าไปถวาย พระอชิตะภิกษุหนุ่มก็รับเอาภูษาวิเศษทั้งคู่นั้นทันที

เมื่อสมเด็จพระปชาบดี อัครมเหสีพระบรมกษัตริย์แห่งกรุง
กบิลพัสดุ์ ประสบเหตุเช่นนั้น

ก็ทรงโทมนัสจน น้ำพระเนตรตกด้วยความเสียพระทัยว่า เรานี้เป็นผู้มีบุญวาสนาน้อยจริงหนอ ตั้งใจจัดทำผ้าภูษานี้ เพื่อจักถวายแด่องค์พระทศพล แต่พระองค์ก็มิยอมรับ

เมื่อเข้าไปถวายพระเถระ อรหันต์ทั้งหลาย ก็มิได้มีสงฆ์องค์ใดสงเคราะห์รับเอา สักองค์เดียว

แต่บัดนี้ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเป็นสงฆ์นวกะนั่งอยู่ในที่สุดท้ายสงฆ์ทั้งหลาย ซึ่งคงจะไม่มีคุณวิเศษอันใดสงเคราะห์รับไทยทานไว้

เพื่อไม่ให้เรานั้นได้รับความอับอาย เหตุไฉนจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ แล้วก็ทรงก้มหน้านิ่งมิได้ตรัสประการใด

เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาผู้ทรงคุณ ทอดพระเนตรเห็นพระมาตุจฉาเสียพระทัย ทรงพระ-โทมนัสในการบำเพ็ญทานพิเศษครั้งนี้

จึงทรงมีพุทธดำริว่า ในกาลบัดนี้สมควรที่เราตถาคตจะกระทำการให้สมเด็จพระมาตุจฉาทรงคลายจากการโทมนัสเสียใจ จะให้มีความยินดีในวัตถทานยิ่งใหญ่นี้

แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสเรียกพระอานนท์ให้ไปนำเอาบาตรของพระองค์มา........ แล้วทรงกระทำพุทธาธิษฐานว่า

“พระสาวกทั้งปวง
แม้จะทรงฤทธิ์ปานใด
จงอย่าถือเอาบาตรนี้ได้เลย
ให้พระอชิตะภิกษุหนุ่มผู้มีวาสนาผู้จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในกาลภายภาคหน้า
จงถือเอาบาตรนี้ได้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”

เมื่อสมเด็จพระปชาบดี อัครมเหสีพระบรมกษัตริย์แห่งกรุง
กบิลพัสดุ์ ประสบเหตุเช่นนั้น

ก็ทรงโทมนัสจน น้ำพระเนตรตกด้วยความเสียพระทัยว่า เรานี้เป็นผู้มีบุญวาสนาน้อยจริงหนอ ตั้งใจจัดทำผ้าภูษานี้ เพื่อจักถวายแด่องค์พระทศพล แต่พระองค์ก็มิยอมรับ

เมื่อเข้าไปถวายพระเถระ อรหันต์ทั้งหลาย ก็มิได้มีสงฆ์องค์ใดสงเคราะห์รับเอา สักองค์เดียว

แต่บัดนี้ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเป็นสงฆ์นวกะนั่งอยู่ในที่สุดท้ายสงฆ์ทั้งหลาย ซึ่งคงจะไม่มีคุณวิเศษอันใดสงเคราะห์รับไทยทานไว้

เพื่อไม่ให้เรานั้นได้รับความอับอาย เหตุไฉนจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ แล้วก็ทรงก้มหน้านิ่งมิได้ตรัสประการใด

เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาผู้ทรงคุณ ทอดพระเนตรเห็นพระมาตุจฉาเสียพระทัย ทรงพระ-โทมนัสในการบำเพ็ญทานพิเศษครั้งนี้

จึงทรงมีพุทธดำริว่า ในกาลบัดนี้สมควรที่เราตถาคตจะกระทำการให้สมเด็จพระมาตุจฉาทรงคลายจากการโทมนัสเสียใจ จะให้มีความยินดีในวัตถทานยิ่งใหญ่นี้

แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสเรียกพระอานนท์ให้ไปนำเอาบาตรของพระองค์มา........ แล้วทรงกระทำพุทธาธิษฐาน

ขออนุญาต นะครับ พอดีเห็นพิมพ์ซ้ำ หลายวรรค ตั้งแต่วรรคที่กล่าวว่า "ก็ทรงโทมนัสจน น้ำพระเนตรตกด้วยความเสียพระทัยว่า เรานี้เป็นผู้มีบุญวาสนาน้อยจริงหนอ ตั้งใจจัดทำผ้าภูษานี้ เพื่อจักถวายแด่องค์พระทศพล แต่พระองค์ก็มิยอมรับ ฯลฯ "ครับ

หากไม่เป็นการรบกวนเกินไปขอให้เจ้าของกระทู้ช่วยแก้ไขด้วยครับ
ขอบคุณครับ
หมั่นทาน ศีล ภาวนาก่อนหลับนอน  ก่อนถึงตอนท่านหลับไม่กลับคืน

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
แก้แล้วครับ โมทนาสาธุ