เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: มุนีนาถทีปนี การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดย พระพรหมโมลี วิลาศ ญาณวโร  (อ่าน 15371 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Wisdom

  • สมาชิก
  • ***
  • กระทู้: 242
  • ใครจะใหญ่เกินกรรม
    • ดูรายละเอียด
ฝ่าย มิจฉาทิฐิชนและคนที่มีปัญญาโฉดเขลาทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้มีบุญน้อยด้อยวาสนา มีดวงตาเสียเปล่าแต่หามีแววไม่ ไร้ปัญญามองไม่เห็นคุณค่าอันประเสริฐของพุทธศาสนา แม้ว่าขณะนี้ รอยธรรมนทีแห่งพระพุทธองค์เจ้ายังปรากฎอยู่ในโลกนี้ แทนที่จะรับดำเนินตามไป ด้วยการปฏิบัติตามพระโอวาทานุสาสนี ก็ให้มีอันเป็นเกิดทิฐิวิบัติ มีความเห็นขัดๆ ขวางๆ ไปว่า " พระพุทธศาสนามิได้เป็นนิยยานิกธรรม คือนำสัตว์ออกจากทุกข์มิได้ ไม่ควรที่ใครจะปฏิบัติตามให้เหนื่อยยากไปเปลาๆ นิพพานอะไรกันเล่า? นิพพานไม่มี ที่ว่าพระนิพพานๆ นั้น มันเป็นเพียงสภาวะเหลวไหลอย่างหนึ่ง ซึ่งใครคนไหนก็ไม่รู้ในยุคก่อน บัญญัติชื่อขึ้น แล้วสอนว่าเป็นสุขสบาย เพื่อให้คนทั้งหลายปฏิบัติตามไปอย่างโง่งมงายเท่านั้นเอง ตัวเราอยู่ทุกวันนี้ก็สุขสบายดีแล้ว จักต้องไปแสวงหาสวรรค์นิพพานอะไรที่ไหนกันอีกเล่า" เมื่อโง่เขลาเบาปัญญาไปเสียเช่นนี้ ศรัทธาที่จะดำเนินตามรอยธรรมนทีก็ย่อมไม่มีที่สุดในชาตินี้ ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นปากอ่าวแห่งธรรมนที คือพระนิพพาน ชีวิตก็เป็นหมันไปชาติหนึ่ง เมื่อถึงคราวสิ้นชีพตายไปจากโลกนี้ หากยังมีดวงจิตเฝ้าดูถูกดูหมิ่นธรรมนทีแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์เจ้า ว่าไม่เป็นนิยยานิกธรรมแล้วไซร้ ผู้บ้าใบ้ตาบอดเพราะทิฐิวิบัติเหล่านี้ ย่อมมีคติไปอุบัติในดิรัจฉานภูมิ คือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะมีจิตสันดานมากไปด้วยโมหะกิเลส ถึงขึ้นนี้แล้วก็จะอาเพศวิปริตไปกันใหญ่ คือการที่เขาจะได้มีโอกาสเห็นพระคุณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมเป็นโอกาสสุดแสนจะยากนัก ก็จะไม่ยากอย่างไรได้เล่า เพราะเขาพลาดท่าเสียไปเกิดในภูมิที่ต่ำทรามซึ่งมีสันดานโง่นัหนา ไม่รู้พระพุทธฎีกาอันเป็นภาษามนุษย์เสียแล้ว อย่างนี้ก็ไม่แคล้วที่จะมีวิจิกิจฉาเกิดความสงสัยไปอีกนานไม่รู้ว่ากี่ชาติ ต่อกี่ชาติว่า พระพุทธเจ้านั้นมีจริงฤา!

พระพุทธสีหนาท

ธรรมดาพญาไกรสรสีหราช ย่อมมีนิสัยใจคอองอาจ มิได้เกรงกลัวภัยอันพิลึก มิได้สะดุ้งตกใจหวาดเสียว มิได้มีขนพองสยองเกล้าแต่ประการใด เป็นสัตว์โลกที่มีโลหิตและเนื้อแห่งสัตว์อื่นบริโภคเป็นภักษาหาร มีกายใหญ่โอฬารลักษณะไพบูลย์บวรยิ่ง มีสร้อยเกษรเป็นแถวตามคอ มีขนลายพร้อยเป็นวงเวียนทักษิณาวัฏ เกิดมาเป็นอภิชาติ สัตว์ทั้งหลายให้หวั่นไหวพรั่นพรึงมิอาจประทุษร้ายได้ เพราะว่าพญาไกรสรสีหราชนั้นเป็นมฤคาธิบดี หมู่มฤคีทั้งหลายไม่ว่าใหญ่และน้อยแต่มาตราสลบซบทรุดอยู่กับที่ ด้วยเกรงเดชแห่งพญาราชสีห์นั้นเป็นกำลัง อีกประการหนึ่ง พญาไกรสีหราชนั้น ปกติประกอบได้ด้วยกำลัง ทั้งประกอบไปด้วยอุตสาหะพยายามซึ่งจะหาสัตว์อื่นเสมอเหมือนมิได้ ย่อมอาศัยอยู่ในไพรสณฑ์อันสงัด เสพซึ่งมฤคชาติเป็นอาหาร ยามเมื่อสายัณห์สมัยเพลาเย็นย่ำสนธยา ราชสีห์ก็ลีลาออกจาที่อยู่อาศัยเหลียวแลไปมาทั้ง ๔ ทิศ แล้วก็ค่อยเข้าไปแอบอยู่ในที่กำบังอันใหญ่ เมื่อจะสำแดงภัยเบียดเบียนฆ่าเสียซึ่งสัตว์ทั้งหลาย หรือจะยังพื้นธรณีดลให้กึกก้อง ก็บันลือออกซึ่งศัพท์สำเนียงเป็นสีหนาทรื่นเริงบันเทิงใจ ขณะเมื่อราชสีห์บันลือสีหนาทออกไปนั้น พลันสัตว์ทั้งหลายซึ่งอยู่ในป่าก็ดี ในคูหาถ้ำทั้งหลายก็ดี หรือในที่อื่นๆ ก็ดี ย่อมมีความสะทกตกใจหวั่นหวาด แม้สกุณชาตินกหนึ่งกำลังผกโผผินบินอยู่บนอากาศ ก็ตกลงมายังพื้นปฐพี สัตว์สี่เท้า สองเท้า เป็นจตุบทวิบาทก็มิอาจจะควบคุมตนให้เป็นปกติได้ย่อมสยบซบล้มลงกับที่ ครานั้น มนุษย์นิกรซึ่งสัญจรเที่ยวไปในอรัญ เมื่อได้ประสพการณ์เห็นฤทธิ์ราชสีห์นั้นแล้ว ย่อมจักต้องเข้าใจโดยอุปมานได้ด้วยปัญญาตนว่า พญาไกรสรราชสีห์นี้มีกำลังอานุภาพมากยิ่งนักหนา ความอุปมาที่ว่านี้ฉันใด

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถศาสดาจารย์เจ้า แห่งเราทั้งหลายนี้ พระองค์ทรงมีภัยอันพิลึกไม่เหลือติดในพระหฤทัย มิได้บังเกิดตกพระทัยกลัว และพระโลมาของพระองค์มิได้ลุกชันหวั่นไหวในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ เพราะว่าทรงประกอบไปด้วยพระบารมีเป็นอนันตคุณอดุลล้ำเลิศประเสริฐสุด ซึ่งจะหาสิ่งที่จะชั่งตวงให้เท่าพระคุณบารมีแห่งสมเด็จพระชินสีห์พระ พุทธเจ้านั้นหามิได้ ด้วยว่าพระองค์ทรงสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายให้ลุถึงคุณวิเศษ สามารถที่จะนำตนให้พ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสารได้หรือแม้อย่างน้อยก็ให้ตั้ง อยู่ในไตรสรณคมน์เป็นต้น เพราะองค์สมเด็จพระทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ก็ทรงบรรลุพระวิมิตเศวตฉัตร ครองสัพพัญญุตญาณสมบัติในโลกุตรราไชยศวรรย์มีพระกายประกอบด้วยลักษณะอัน วิจิตร พระองค์สถิตอยู่ในวิโมกข์และพระนิโรธธรรมทรงมีปกติสันโดษซ่อนเร้นในป่าชัฎ คือพระองค์สถิตอยู่ในป่าอันสงัดเงียบ คราเมื่อเสด็จออกจากพระพุทธศาสัย พระองค์ย่อมประกอบไปด้วยพระญาณอันองอาจเสด็จเข้าไปในท่ามกลางพุทธบริษัทด้วย พระพุทธลีลาสง่างามนักไม่มีเสมอสอง แล้วทรงบันลือซึ่งศัพท์สำเนียงทำนองพุทธสีหนาท กล่าวคือทรงประกาศพระสัทธรรมโปรดมนุษย์นิกรร และเหล่าเทพยดาให้มีจิตผ่องใสบริสุทธิ์ ทรงจุดประทีปคือดวงปัญญา ให้เกิดแก่สาวกผู้ฟังทั้งหลายเป็นอันมาก หากผู้ใดมีวาสนาบารมีอบรมมาแก่กล้าบริบูรณ์แล้ว ก็ไม่แคล้วที่จะได้ดื่มอมตรสพบเห็นบัญยธรรมขององค์สมเด็จพระ สัมพุทธสัพพัญญูผู้ประเสริฐ ส่วนว่ามนุษย์ผู้ใดเกิดมา ถือมั่นในมิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ประการ มีสัสสตทิฐิแลอุจจเแททิฐเป็นต้นอันร้ายกาจครั้นได้ฟังพระพุทธสีหนาทแล้ว เขาก็ละเสียได้ซึ่งทิฐิอันร้ายนั้น ส่วนพวกที่มีทิฐิอันมั่นคงแรงกล้า ตั้งหน้าที่จะเป็นคู่แข่งแห่งพระทศพล ตั้งตนเป็นครูเจ้าหมู่ทั้งหลาย เช่นศาสดาทั้ง ๖ คือ ปูรณกัสสป๑ มักขลิโคสาล๑ อชิตเกสกัมพล๑ ปกุทธกิจจายะนะ๑ สัญชัยเวฬัญบุตร๑ นิครนถ์นาฏบุตร๑ ซึ่งตั้งตนเป็นศาสดาสั่งสอนสาวกให้เป็นมิจฉาทิฐิเป็นอันมาก หากบังอาจมาคัดค้านพระพุทธวจนะในคราใด ครั้นได้ฟังพระพุทธสีหนาทบันลืออก ก็มีหฤทัยหวั่นไหวกลับกลอกสยบซบอยู่ มิอาจที่จะคิดต่อสู้ตอบโต้พระพุทธภาษิตได้ ก็หลบเร้นซุ่มซ๋อนอยู่ส่วนสาวกของสมเด็จพระบรมครูเจ้านั้น ครั้นได้ฟังเสียงบันลือพระพุทธสีหนาท ก็บังเกิดประสาทะเสื่อมใสพยายามปฏิบัติตามไป ก็ได้ได้บรรลุวิมุติธรรมนำตนออกจากทุกข์ได้เป็นอันมาก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแห่งเราทั้งหลายนั้น ครั้นพระองค์บันลือพระพุทธสีหนาท คือประกาศพระสัทธรรมเทศนาไว้ในโลกเช่นนี้แล้ว ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานล่วงไป

ฝ่ายบัณฑิตชนคนมีปัญญาทั้งหลาย ซึ่งเกิดในสมัยต่อมาครั้นได้ยินพระพุทธสีหนาท คือพระโอวาทานุสาสนีอันประกาศสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีผู้ป่าวประกาศสืบกันมาก้องโลกอยู่ ใคร่จะรู้รสอมตธรรม ก็พยายามปฏิบัติตามพระโอวาทานุสาสนีด้วยดวงฤดีเลื่อมใสศรัทธาเชื่อมั่น ครั้นได้ดื่มอมตรสสมดังพระพุทธพจน์ที่ทรงประกาศไว้ ก็ให้ตะลึงงันอัศจรรย์ใจในพระสัพพุญญุตญาณ อุทานออกมาว่า "โอ้...พระพุทธสีหนาท คือสัจธรรมอันล้ำลึกกัน ใครผู้ใดเล่าหนาที่จักมีปัญญาประกาศไว้ได้ นอกจาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งพระสัพพัญญุตญาณแล้วไซร้เป็นอัน ไม่มี สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติในโลกจริงเป็นแม่นมั่นแล้วหนอ"

ฝ่ายผู้ที่มีบุญน้อยด้อยวาสนาและมีปัญญาโฉดเขลาเต็มไปด้วยทิฐิมานะ แม้พระพุทธสีหนาทคือพระสัจธรรมคำสั่งสอนอขงสมเด็จพระชินวรพุทธเจ้า ยิ่งกึก้องคฤโฆษอยู่เช่นนี้แล้วก็เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ คือถูกทิฐิอันร้ายกาจมาปิดโสตประสาทของตนเสีย กลายเป็นคนหูหนวกไม่สามารถที่จะรับฟังพระสัทธรรมได้ เมื่อไม่ได้ฟังพระธรรมเทศนา การปฏิบัติตามเพื่อดื่มรสอมตธรรมจักมีแต่ที่ไหน เมื่อตนไม่ได้ดื่มรสอมตธรรม ก็เลยไม่รู้ฤทธิ์แห่งพระสัพพัญญุตญาณว่าแสนลึกล้ำมหัศจรรย์พิสดารเพียงใด อย่างนี้ก็ต้องมีความสงสัยอยู่ร่ำไปว่า พระพุทธเจ้าปรากฎขึ้นแล้วจริงฤา?

รอยพระบาท

ยังมีพญาคชสารตัวหนึ่ง ซึ่งประเสริฐกว่าช้างทั้งหลายมีกายสูงได้ ๗ ศอก ยาวได้ ๙ ศอก มีหางยาว มีปลายเล็บขาว เป็นช้างมีสีขาวดุจสีหมอก มีกายเต็มดุจบ่ออันมิได้พร่อง มีอายตนะบริสุทธิ์ไพบูลย์ แลดูดุจจอมคีรีที่มีไม้หนุ่มๆ ขึ้นสูงสล้างต่างชนิด คชสารนั่นวิจิตรงดงามเพราะมีเครื่องประดับผูกสอดกาย เป็นเจ้าแห่งฝูงช้างทั้งหลายที่มีอยู่ในธรณี เพราะมีสรีรกายใหญ่โต มีงาอันโอฬารงอนงาม สิริวิลาสดังงอนไถ มีกำลังอาจจะกำจัดเสียได้ซึ่งปัจจมิตร มีฤทธิ์ห้าวหาญมากเชี่ยวชาญในการที่จะโจนเที่ยวไปในทิศต่างๆ พญาช้างนั้นยังหนุ่ม มีกำลังมากมายยิ่งนักหนา ละเสียซึ่งที่อยู่แห่งอาตมาเที่ยวไปในไพรสณฑ์ประเทศเพื่อแสวงหาอาหาร กินหญ้าใบไม้และถอนขึ้นมาทั้งรากด้วยบาทา โน้มน้าวด้วยงวง ยังแมกไม้ทั้งปวงเช่นกอไผ่ อ้อย เถาวัลย์ และพันธุ์พฤกษาอื่นๆ ให้พินาศย่อยยับไปไม่มีชิ้นดีในที่ทั้งสองข้างทางสัญจรเที่ยวไปมาตามสถาน ห้วยธารละหารเขาลำเนาไพร มีรอยบาทาปรากฎที่ธรณีอ่อนๆ ครั้งนั้น หนุ่มมนุษย์นิกรสัญจรเที่ยวไป เมื่อได้เห็นรอยพญาคชสารตัวประมาณ วิจิตรไปด้วยบุญลักษณ์อันต้องด้วยแบบอย่าง เพียงแต่ได้เห็นรอยบาทาพญาคเชนทรประเสริฐนั่นแล้ว ผู้ที่มีปัญญารอบรู้ในลักษณะคชชาติ มาตรว่าไม่เห็นตัวจริงของพญาคชสาร ก็อาจอนุมานเอาด้วยปัญญาแล้วบอกแก่กันได้ว่า "ดูกรชาวเราเอ๋ย พญาช้างใหญ่ในป่านี้เห็นทีจะมีอยู่เป็นมั่นคง มีรอยบาทาปรากฎเป็นพยานนี่อย่างไรเล่า" อุปมาที่ยกเอามานี่ฉันใด
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"

ออฟไลน์ Wisdom

  • สมาชิก
  • ***
  • กระทู้: 242
  • ใครจะใหญ่เกินกรรม
    • ดูรายละเอียด
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถศาสดาจารย์เจ้าแห่งเราท่านทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงประเสริฐเหมือนพญาคชสารนั้นโดยวิเศษ ด้วยเหตุว่ารอยพระพุทธบาทมีลักษณะวิลาส เป็นมงคล ๑๐๘ ประการ ทรงประดิษฐานไว้เป็นหลักฐาน แต่ประการที่สำคัญนั้นก็คือว่า พระพุทธเจ้าแห่งเราทั้งหลาย ทรงความประเสริฐต่างๆ ไม่ว่าจะเปรียบด้วยสิ่งไร มองในแง่ไหน ก็ประเสริฐไปเสียทั้งนั้น ถ้าจะเปรียบว่าทรงเป็นเหมือนกุญชร ฉัททันต์ พระองค์ก็ประเสริฐกว่า ถ้าจะว่าเป็นพญาไกรสีหราช พระองค์ก็ทรงองอาจประเสริฐกว่า หรือจะว่าข้างบุคคลที่ทรมานอินทรีย์ พระองค์ก็ทรงเป็นบุคคลที่ทรมานอินทรีย์ยอดเยี่ยมประเสริฐกว่าว่าข้างบุคคล ผู้ระงับบาปอกุศล พระองค์ก็ทรงเป็นผู้ระงับบาปอกุศลยอดเยี่ยมกว่าคนอื่น คือประเสริฐกว่าจะว่าข้างบุคคลผู้ประกบด้วยอธิษฐาน หรือมีญาณมีเพียรอุตสาหะ มีปัญญา มีฤทธานุภาพรุ่งเรือง มีฌาน มีวสีภาพชำนาญดี มียศ มีเดช มีวิมุติ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมทรงประเสริฐกว่าทั้งนั้น อนึ่ง เมื่อจินตนาการถึงความเป็นอย่างประเสริฐในไตรโลก ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์ เป็นโยคี เป็นฤาษี เป็นครู เป็นนักปราชญ์ เป็นพระยา เป็นราชาธิบดี เป็นเจ้าจอมปฐพี จักรพรรดิราช เป็นเทวดา เป็นท้าวสักกะ เป็นพระพรหมผู้วิเศษ ประกอบด้วยสรรพธรรมสรรพคุณเป็นที่พึ่งอาศัย และให้สำเร็จความปรารถนาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้า ย่อมทรงเป็นได้อย่างประเสริฐโดยประการทั้งปวงไม่ต้องสงสัย ด้วยว่า พระองค์ทรงเป็นพระบวรดนัย แห่งบรมกษัตริย์โดยพระชาติ แต่แล้วก็ทรงมาละเสียซึ่งกรุงแก้วกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นเมืองกษัตริย์เลิศด้วยวงศ์มหาสมมติ ละเสียซึ่งพระราชบุตรที่เพิ่งจะประสูติในวันนั้น กับสมบัติอันประกอบด้วยสัตตรัตนะทั้งเศวตฉัตร พระองค์ก็ตัดไม่อาลัยใยดี เสด็จหนีออกสู่มหาภิเนษกรมณ์อยู่ในไพรสณฑ์สงัด แสวงหาซึ่งวิชาญาณอันประเสริฐอยู่แทบว่าพระชนม์ชีพจะวางวาย ครั้งสุดท้ายเมื่อพระองค์จะกำจัดเสียซึ่งละอองธุลี กล่าวคือ กิเลสราคะ และจะทรงพรากเสียซึ่งโมหะ มานะ วิจิกิจฉา คือความมัวเมากระด้างและสงสัย อันติตามมานานนักหนา จะทรงถอนเสียซึ่งเถาวลดา คือทิฐิอันร้ายกาจลามกสามานย์ จะทรงทำลายเสียซึ่งเครือวัลย์ กล่าวคือความยินดีในสิ่งที่ชอบใจทั้งปวง จะตัดเสียซึ่งโลภะกับทั้งโทสะทั้งหลาย จะห้ามเสียซึ่งความเวียนว่าย อยู่ในกระแสตัณหา และจะทรงตัดเสียซึ่งวิตก จะปิดเสียงซึ่งมรรคาอันลามกเป็นมิจฉา จะทรงเปิดออกซึ่งมรรคาหนทางแห่งอมตมหานิพพาน ครั้งนั้น พระอังคีรสราชบุรุษ หน่อพุทธางกูรพระองค์จึงเสด็จคมนาการ โดยมรรคาอันเป็นสัมมาปฏิบัติคือพระอัฏฐางคิกมรรค ก็ทรงบรรลุถึงธรรมนคร สำเร็จแก่สรรเพชญดาญาณทรงได้รับการขนานพระนามเป็น สมเด็จพระศรีศากยมุนี โคดมบรมไตรโลกนาถศาสดาจารย์ ครั้นแล้วพระองค์จึงทรงประดิษฐานไว้ ซึ่งพระโพชฌงควรพุทธบาทอันประเสริฐ ๗ ประการคือ
๑. สติโพชฌงควรพุทธบาท
๒. ธรรมวิจยโพชฌงควรพุทธบาท
๓. วิริยโพชฌงควรพุทธบาท
๔. ปิติโพชฌงควรพุทธบาท
๕. ปัสสัทธิโพชฌงควรพุทธบาท
๖. สมาธิโพชฌงควรพุทธบาท
๗. อุเบกขาโพชฌงควรพุทธบาท

อันว่าโพ ชฌงควรพุทธบาท แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้าทั้ง ๗ ประการนั้น มีพรรณแลลักษณะอันวิจิตรโสภา เป็นรอยพระพุทธบาทที่ควรจะทอดทัศนา ควรจะยินดี ควรจะเสวยเชยชม ควรจะภิรมย์ปรีดา เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความเกษมสวัสดี เป็นสิ่งที่กระทำให้ไม่มีภัย นำมาซึ่งความสบายอกสบายใจ กระทำมิให้เกิดความเสียหายตกใจ กระทำให้เกิดปรีดา ปราโมทย์ กระทำให้มีอารมณ์แน่วแน่เป็นหนึ่ง เป็นสิ่งที่ควรจะจำเรญ และควรจะจำเริญด้วยดียิ่งนัก ด้วยว่าจะเป็นเหตุให้ความสุข ให้ความเย็น ให้ยศ ให้กำลัง ให้มีสีสันพรรณงามให้มีโภคสมบัติ ให้สำเร็จความใคร่ที่ต้องการ ให้สำเร็จความปรารถนาที่ตั้งไว้ รวมความว่าสามารถจะให้สมบัติทั้งปวงแก่บุคคลผู้บำเพ็ญทุกประการ

อนึ่ง อันว่ารอยพระวรพุทธบาทแห่งองค์สมเด็จพระสัพพัญญูผู้ประเสริฐนั้น ย่อมทรงไว้ซึ่งความอัศจรรย์ครอบงำเสียได้ซึ่งรอยเท้าอันประเสริฐบรรดามี ไม่ว่าจะเป็นรอยเท้าพญาไกรสรสีหราชก็ดี หรือรอยเท้าพญาคชาชาติ รอยเท้าม้าอาชาไนย รอยเท้าโคอสุภราช รอยเท้ายักษ์ รอยเท้าเจ้าลัทธิ เดียรถีร์ รอยเท้าศาสดาครูสอน รอยเท้าผู้มีเวทย์ รอยเท้าเทพยดา รอยเท้าพระพรหมผู้วิเศษ รอยเท้าผู้สงบระงับแล้ว รอยเท้าฤษี รอยเท้ามุนี รอยเท้าผู้ชำนะ รอยเท้าผู้ประเสริฐและรอยเท้าแห่งท่านที่จัดว่าเป็นผู้อุดมผู้เลิศก็ดี รอยเท้าเหล่านี้ย่อมเป็นรอง กล่าวคือย่อมถูกรอยพระพุทธบาทครอบงำทั้งสิ้น เพราะว่าพระบาทแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้านี้ เป็นรอยเท้าประเสริฐโดยวิเศษกว่ารอยเท้าทั้งปวง เป็นรอยเท้าที่ถึงซึ่งวิมุติความหลุดพ้นอย่างสิ้นเชิง เป็นรอยเท้าที่บรรลุผลสูงสุดคือพระอรหัตอันทรงไว้ซึ่งพระอรหาทิคุณ และรอยพระบาทสมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาเจ้าของเราทั้งหลายนี้ ย่อมเป็นที่แสดงรอยพระบาทแห่งสมเด็จพระบรมโลกนาถสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงมีรอยพระวรพุทธบาทเป็นมหัศจรรย์ดั่งพรรณนามา ครั้นทรงประดิษฐานพระโพชฌงควรพุทธบาทอันประเสริฐสุดเสร็จสิ้นแล้ว ก็เสด็จดับขันธ์นิพพานล่วงไป

ฝ่ายบัณฑิตชนคนมีปัญญาทั้งหลาย ซึ่งเกิดในสมัยหลังต่อมา ครั้นได้พบรอยพระพุทธบาท คือพระสัตตโพชฌงค์นั้นแล้ว ก็มีใจผ่องแผ้วปราโมทย์ไปด้วยความเลื่อมใส รีบดำเนินตามรอยพระบาทไปไม่ชักช้าด้วยการปฏิบัติตามพระโอวาทานุสาสนี เมื่อมีการปฏิบัติชอบ ปฏิเวธ ความบรรลุคุณวิเศษอันเป็นผลของการปฏิบัติก็ย่อมจะปรากฎติดตามมา คราที่นั้นคนปฏิบัติดำเนินตามรอยพระบาททั้งหลายย่อมจะเกิดความอัศจรรย์ใจ ในวิสัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณว่า
โอ้... รอยพระบาทคือพระสัทธรรมอันสำแดงหนทางพ้นทุกข์ ถึงซึ่งความเกษมสานต์คือพระนิพพานนี้ ใครเล่าหนาที่จักมีปํญญาสำแดงไว้ได้ ในไตรภพจบทั้งสามโลกนี้เป็นไม่มี จักมีได้ก็แต่วิสัยแห่งพระสัพพัญญูตญาณเท่านั้น สมเด็จพระภควันตบรมโลกนาถศาสดาจารย์เจ้า พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระสัพพัญญุติญาณอันประเสริฐ ได้ทรงอุบัติเกิดในโลกนี้จริงแล้วหนอ
ฝ่ายผู้ที่มี ปัญญาโฉดเขลา มัวเมาไปตามโลกธรรม ไม่นำพาต่อคำบัณฑิต ไม่คิดที่จะนำตนห้พ้นจากทุกข์ภัยในวัฏสงสาร เพราะเป็นพาลสันดานโง่แลหยิ่งนักหนา ไม่เห็นคุณค่าแห่งพระพุทธพจน์ มีพยศอันร้ายกาจคือทิฐิประจำอยู่ในดวงจิต ทั้งๆ ที่บัณฑิตชนทั้งหลายมีใจกรุณาชี้บอกให้รู้ว่า "พระโอวาทานุสาสนีของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วนั้น ยังมีปรากฎ อยู่เปรียบเสมือนรอยพระบาทสำแดงหนทางให้ลุถึงความสุขเกษมสานต์สวัสดีแก่ผู้ ที่มีศรัทธาปฏิบัติตามไม่ควรจะมีความประมาทในวัยและชีวิตอันเป็นอนิจจัง จงเชื่อฟังและเร่งรีบปฏิบัติตามเพื่อความสุขสวัสดีของตนเถิด" ก็เกิดคลุ้มคลั่งคัดค้านเอาตามสันดานพาล สุดแต่ทิฐิอันโง่ๆ ของตนจะบันดาลให้คิดไปต่างๆ ล้วนแต่อ้างเหตุที่ตนจะไม่ปฏิบัติตามทั้งสิ้น เช่นว่า "พระพุทธศาสนาเป็นนิยยานิกธรรมนำออกจากทุกข์ได้จริงหรือ? พระนิพพานและมรรคผลอันเป็นคุณวิเศษทางพระพุทธศาสนามีจริงหรือ? พระนิพพานเป็นสุขจริงหรือ? ก็แล้วสุขที่เราได้เสวยอยู่ในนี้มิใช่สุขดอกหรือ? ทุกวันนี้ยังมีบุคคลได้รู้รสพระนิพพานจริงหรือ? ตัวเรานับถือพระพุทธศาสนามานาน ก็ไม่เห็นได้รู้รสพระนิพพานเลย พระนิพพานที่จะปฏิบัติตาม เมื่อการปฏิบัติดำเนินตามไม่มี ปฏิเวธ ความลุถึงคุณวิเศษอันเป็นผลของการปฏิบัติดำเนินตามไม่มี ปฏิเวธความลุถึงคุณวิเศษอันเป็นผลของการปฏิบัติจักมีแต่ที่ไหน ผู้ตาบอดตาใสทำเป็นไม่เห็นรอยพระบาทเหล่านี้ จึงไม่มีโอกาสได้พบอมตรธรรมอันล้ำลึกขององค์สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าหนักเข้า ก็เลยลามปามสงสัยไปจนถึงว่า พระพุทธเจ้ามีจริงฤา?

อุปมา ที่พรรณนามานี้ เป็นอุปมากถาที่กล่าวไว้เพื่อจักแสดงให้เห็นว่า องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแห่งเราท่านทั้งหลายนั้น ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลกอย่างเที่ยงแท้มิต้องกังขากันอีกต่อไป และเมื่อพระองค์ได้ทรงอุบัติขึ้นแล้ว ก็ทรงบำเพ็ญพระพุทธกิจประดิษฐานพระบวรศาสนา ยังประชาสัตว์ให้ดื่มรสอมตธรรม พระพุทธเจ้าจริยาอย่างนี้ ย่อมเข้าถึงภาวะเป็นอนัตพุทธคุณอย่างจริงแท้ไม่ต้องสงสัย

พรรณนาในพระอนันตพุทธคุณ สมควรที่จะยุติลงได้แล้ว จึงขอยุติลงด้วยประการฉะนี้.

อวสานบท

เมื่อได้ติดตามศึกษาเรื่องมุนีนาถทีปนีมา ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงบัดนี้ ท่านผู้มีปัญญาก็คงจะเห็นแล้วว่า การที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักเสด็จมาอุบัติตรัสในโลกเรานี้สักพระองค์ หนึ่งนั้น เป็นการยากนักหนาและพอพระองค์เสด็จมาอุบัติแล้วก็ย่อมทรงไว้ซึ่งพระคุณเป็น อนันต์ สุดจะนับจะประมาณได้จริงหรือไม่ เพราะสมเด็จพระผู้มีพระภาคนั้น พระองค์ทรงไว้ซึ่งพระคุณธรรมเป็นพิเศษ โดยทรงเทศนาโปรดสัตว์โลกทั้งหลาย ให้พ้นจากภัยอันร้ายกาจในวัฏสงสาร ทรงประทานอมตธรรม คือพระนิพพานสมบัติอันเกษมสานต์ปราศจากทุกข์โดยประการทั้งปวงแก่ชาวโลกทั้ง หลาย สมแล้วกับพระนามาภิไธยที่ว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ องค์พระศาสดาจารย์เจ้าจอมมุนี ผู้ทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลายในไตรโลก

ปัจจุบันนี้ เราท่านทั้งหลายนับได้ว่าเป็นผู้มีโชคอย่างที่สุด เพราะบังเอิญเกิดมาได้พบพระบวรพุทธศาสนา แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าโดยไม่คาดฝัน ใช่แต่เท่านั้นยังประกอบด้วยสัมมาทิฐิมีความเห็นอันถูกต้อง ประกอบรองรับเอาพระพุทธศาสนาไว้เหนือเศียรเกล้า ยึดเอาเป็นที่พึ่งของตนได้นามว่าเป็นพุทธศาสนิกชนคนนับถือพระพุทธศาสนาจึง เป็นอันว่าพ้นจากความวิบัติอย่างใหญ่หลวง ๖ ประการ ตามที่กล่าวมาในตอนต้นโน้นแล้ว ยังจำได้ใช่ไหมเล่า

เมื่อเราเกิดมาเป็นผู้โชคดีมหาศาลในชาตินี้แล้ว การที่จะนิ่งนอนใจตกอยู่ในความประมาท ปล่อยให้โอกาสแห่งโชคลาภนี้ ผ่านเราไปเสียเฉยๆ ย่อมเป็นการไม่สมควรยิ่งนัก ทางที่ดีควรจักเร่งรีบกอบโกยเอาสาระสมบัติอันมีอยู่ในพระบวรพุทธศาสนา รีบคว้ารีบยึดเอามาเป็นสมบัติแห่งตัวเราให้จงได้


ก็สมบัติในพระบวรพุทธศาสนามีอยู่มากมายนักหนาเหลือที่จะพรรณนาให้สิ้นสุดลง ได้ แต่สมบัติหนึ่งนั้น นับว่าเป็นสมบัติสำคัญยอดเยี่ยม เพราะเป็นสมบัติประเสริฐเลิศล้ำ สำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนา สมบัติที่ว่านี้ก็คือ พระนิพพานสมบัติ ฉะนั้นเราท่านทั้งหลายก่อนที่จะตาย ควรที่จะตื่นตัวเร่งรีบแสวงหาพระนิพพานสมบัติกันเถิด
ฮึ!...ทำไมถึงได้มีน้ำใจอหังการ์ ออกปากว่าจะเอาพระนิพพานสมบัติอันสูงสุดถึงเพียงนี้เล่า จะมิเป็นการบังอาจเอื้อมเกินไปฤา?
ใน กรณีนี้ไม่เป็นการบังอาจดอก หากยังไม่เข้าใจจะว่าให้ฟัง คือการที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแห่งเราท่านทั้งหลาย พระองค์ทรงพระอุตสาหะพยายามเฝ้าสร้างสมอบรมพระบารมีมาอย่างแสนจะยากเย็น เป็นเวลานานนักหนาจนกระทั่งได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ สำเร็จเป็นพระบรมศาสดาจารย์สัพพัญญูเจ้านั้น พระพุทธองค์ท่านทรงมีพระประสงค์อะไร? มิใช่ทรงมุ่งหมายเพื่อจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้ไปนิพพาน คือทรงปรารถนาเพื่อจะให้สัตว์ทั้งหลายไปพระนิพพานสมบัติด้วยกันดอกหรือ ก็แล้วทีนี้เราท่านทั้งหลายก็คือสาวกขององค์ท่าน หากตั้งมนัสมั่นมุ่งหมายพระนิพพานสมบัติที่พระองค์ทรงประทานไว้ มันจะเป็นการบังคับอาจเอื้อมไปได้อย่างไรโดยที่แท้เป็นการกระทำที่ถูกพระ พุทธประสงค์ที่แท้จริงน่ะไม่ว่า

จำเป็นอย่างไร ที่เราท่านทั้งหลายผู้เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมพุทธเจ้าควรจะปรารถนาเอา พระนิพพานสมบัติ? ก็เพราะว่า บรรดาสมบัติอื่นใดในโลกนี้และโลกหน้า เอาเป็นว่าสมบัติทั้งหมดในจักรวาลนี้ก็แล้วกัน มันไม่เที่ยงแท้แน่นอนและเราอาจะปรารถนาเอาเมื่อใดโดยไม่ต้องพบต้องเจอพระ พุทธศาสนาเลยก็ได้ เช่นสวรรค์สมบัติ คือการไปอุบัติเกิดเป็นเทพบุตร เทพธิดา เสวยสุขสำราญอยู่ ณ สรวงสวรรค์เทวโลกนั้น กาลที่ว่างจากพุทธศาสนาคือเวลาที่ไม่มีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จมาอุบัติตรัสในโลกนี้ ผู้ที่มีสันดานดี มีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศลประกอบกรรมทำความดีอยู่เนืองนิตย์ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็ไม่แคล้วที่จะได้ไปเกิดในเทวโลกครองสวรรค์สมบัติสมความ ปรารถนาโดยที่เขาเหล่านั้นไม่ได้มีโอกาสรู้จักพระพุทธศาสนาเลย เช่นนี้ ก็มีมาแล้วมากกว่ามากนักหนา แม้ถึงพระพรหมสมบัติ คือการไปอุบัติเกิดเป็นพระพรหมวิเศษเสวยสุขอันประณีตประเสริฐเลิศยิ่งกว่า เทวดาเป็นเวลานานแสนนานอยู่ ณ พรหมโลกอันโอฬาร ในกาลที่โลกเรายังว่างจากพระพุทธศาสนานั้น ผู้ที่สนใจในการเจริญภาวนาเป็นอันดีคือ เหล่าโยคี ฤาษี ดาบส ซึ่งบำเพ็ญพรตพรหมจรรย์จนได้สำเร็จฌานต่างๆ เมื่อถึงคราววางวายสิ้นชีวิตไปจากมนุษยโลกนี้แล้วก็ไม่แคล้วที่จะได้ไป อุบัติบนพรหมโลก ครองพรหมสมบัติตามอำนาจฌานที่ตนได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยพระพุทธศาสนา ไม่ต้องเป็นเวลาพุทธกาลก็ได้ เช่นนี้ก็มีเป็นธรรมดา ยิ่งสมบัติในภูมิอันเลวทรามต่ำช้า ที่สัตว์ทุกรูปทุกนามพากันจงเกลียดจงชัยนักหนา คือ นรกสมบัติ เปรตสมบัติ อสุรกายสมบัติและเดียรฉานสมบัติ ซึ่งมีอยู่ในอบายภูมิเหล่านี้ด้วย ยิ่งไม่ต้องพิถีพิถัน ไม่ต้องรอกาลรอเวลา ปรารถนาเมื่อใดเป็นได้เมื่อนั้น ขอแต่ว่าให้ขะมีขมันทำบาปทำกรรมเข้าให้จงมากเถิด เป็นครองแน่!
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"

ออฟไลน์ Wisdom

  • สมาชิก
  • ***
  • กระทู้: 242
  • ใครจะใหญ่เกินกรรม
    • ดูรายละเอียด
แต่ว่าสมบัติที่กล่าวมานี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์สมบัติที่ปรารถนากันักก็ดี หรือว่าพรหมสมบัติที่จัดว่าประเสริฐก็ดี ล้วนเป็นเพียงโลกียสมบัติ คือเป็นขอที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเสมอไป จะครองอยู่ได้ก็เพียงชั่วครั้งชั่วครา เฉพาะเวลาที่เรามีสิทธิจะครองได้อยู่เท่านั้น พอถึงกาลหมดบุญหรือหมดฌานแล้ว ก็เสื่อมสลายจะครอบครองอยู่ต่อไปไม่ได้ อันนี้เป็นกฎธรรมดา ถ้าปรารถนาอยากได้ก็ต้องแสงหาด้วยการสร้างกรรมกันใหม่ ได้ประสบสุขบ้างทุกข้างไปตามเรื่อง เป็นการสิ้นเปลืองเวลา พาให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้ไม่มีวันที่จะสิ้นสุดลงเลย แต่ว่าพระนิพพานสมบัตินี้สิ เป็นสมบัติอมตะมีสภาวะแสนสุขประณีตละเอียดยิ่งนัก จักหาสมบัติใดอื่นมาเทียมเทียบมิได้ในไตรโลก เป็นสิ่งสิ้นทุกข์สิ้นโศกไม่มีภัย เป็นวิสัยแห่งสัพพัญญุตญาณเท่านั้น ที่จะควานหานิพพานสมบัตินี่พบได้ ผู้วิเศษอื่นใดในสามภพเจบจบทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ มาตรว่าจะทรงมเหศักดิ์เพียงใด เว้นไว้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ก็อย่าหวังเลยว่า จะสามารถค้นหาพระนิพพานสมบัติเอามาบอกแก่ชาวเราได้ ฉะนั้น ต้องเข้าใจจงดีว่า พระนิพพานอันเป็นสมบัติแก้วนี้ จะมีอยู่ก็แต่เฉพาะในพระบวรพุทธศาสนา และในเวลาที่พระพุทธศาสนายังมีปรากฎอยู่ในโลกเช่นในปัจจุบันทุกวันนี้เท่า นั้น กาลใดว่างจากพระพุทธศาสนา คือพระพุทธศาสนาของเราเสื่อมสูญหมดไปจากโลกเมื่อไร พระนิพพานเป็นไม่มีอย่างแน่นอ ด้วยเหตุนี้ จึงควรอนุสรณ์นึกถึงนิพพานสมบัติให้มากๆ หากว่าไม่ต้องการเป็นอาภัพอับโชควาสนา...

นิพพานสมบัติ
เมื่อ จะพรรณนาถึงคุณแห่งพระนิพพานสมบัตินั้น ย่อมมีเป็นเอนกอนันต์ สุดที่จักเสกสรรกล่าวขานให้สิ้นสุดลงได้ จะกล่าวไว้โดยอุปมาอย่างย่นย่อดังต่อไปนี้

คุณแห่งปทุมชาติ

อันว่าปทุมชาติใบบัวทั้งหลายนั้น ก็ย่อมทรงไว้ซึ่งความสำคัญเป็นสัญลักษณ์พิเศษแห่งตนอยู่อย่างหนึ่ง คือว่า อุทกวารีถึงจะมีมากมายสักเพียงใดก็ตาม ที่จะได้แทรกซึมติดอยู่ในใบปทุมชาตินั้น ย่อมไม่ปรากฎมีเลยในโลก อุปมานี้ฉันใด อันว่าพระนิพพานนั้น ก็มีสภาวะเช่นเดียวกัน จะได้มีบรรดาสรรพกิเลสซึมซาบติดอยู่ แม้แต่สักนิดหนึ่งก็หามิได้ ปราศจากกิเลสร้ายโดยประการทั้งปวงในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ผู้ที่เชื่อฟังพระโอวาทานุสาสนีแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเฝ้าปฏิบัติย่อมมีโอกาสบรรลุธรรมวิเศษคือพระนิพพานอันเป็นสมบัติอม ตซึ่งมีสภาวคุณเห็นปานฉะนี้

คุณแห่งอุทกวารี

อันว่าอุทกวารีคือน้ำนั้น ย่อมทรงไว้ซึ่งความสำคัญเป็นสัญลักษณ์พิเศษคือความเย็น สามารถที่จะดับเสียได้ซึ่งความร้อนกระวนกระวายในโลกได้ อุปมานี้ฉันใด พระนิพพานนั้นไซร้ก็มีสภาวะเป็นของเย็นสามารถที่จะดับกิเลสร้าย อันทำความร้อนกระวนกระวายให้ปรากฎขึ้นในดวงหฤทัยของสัตว์ทั้งหลายเสียได้ ฉะนั้น

อีกประการหนึ่ง ธรรมดาอุทกวารีนั้น เป็นของบริสุทธิ์สะอาดสามารถจะล้างเสียซึ่งมลทินสกปรกได้ และเมื่อใครดื่มเข้าไปแล้ว ย่อมห้ามเสียซึ่งความกระหายน้ำได้รับความชุ่มฉ่ำในดวงฤดีฉันใด พระนิพพานนั้นก็มีสภาวะคล้ายๆ กันนี คือสามารถที่จะล้างเสียซึ่งมลทินกิเลสร้ายอันทำดวงใจสัตว์ทั้งหลายที่สกปรก ลามกให้เป็นดวงใจที่สะอาดบริสุทธิ์ และเมื่อพระวรบุตรพุทธชิโนรสผู้ใดได้ดื่มพระนิพพานนั้นเข้าไปแล้ว ย่อมห้ามเสียซึ่งความกระหายกล่าวคือ ความปรารถนาที่จะไปอยู่ในภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เสียได้อย่างแน่นอน มิต้องมีความอาลัยอาวรณ์ ในวัฏสงสารอันมีภัยร้ายกาจสืบไป

คุณแห่งยาดับพิษงู

อันว่ายาดับพิษงูโอสถขนานวิเศษที่หมองูผู้ขมังเวทย์ปรุงเอาไว้ ย่อมทรงไว้ซึ่งคุณลักษณะ คือ เมื่ออสรพิษร้ายขบกัดบุคคลใดเข้าแล้ว เขาย่อมได้รับทุกข์คือมีมรณภัยความตายเป็นเบื้องหน้า แต่เมื่อเอายาดับพิษงูกินเข้าไป พิษงูนั้นย่อมเสื่อมหาย เขาย่อมได้รับความสุขสบายไม่ต้องตาย เพราะได้โอสถวิเศษนี้เป็นที่พึ่ง อุปมาข้อนี้ฉันใด พระนิพพานนั้น ก็เปรียบเสมือนโอสถวิเศษ สำหรับดับพิษงู คือกิเลสร้ายอันซาบซ่านอยู่ในดวงใจของสัตว์ทั้งหลาย เป็นพิษร้ายทรมานให้ปวดร้าวอย่างแสนสาหัสอยู่ในวัฏสงสารไม่มีวันสิ้นสุด เม่อชินบุตรสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ใด มีโอสถคือพระนิพพานเป็นที่ตั้ง ได้ดื่มเข้าไปแล้ว ย่อมระงับดับพิษคือกิเลสร้ายให้เคลื่อนคลายหายไปไม่มีเหลือ ได้รับความสุขาสบายและไม่มีวันที่จะถึงซึ่งความตายเป็นอมตนิรันดร์ เพราะว่าพระนิพพานนั้นย่อมรักษาบุคคลที่ได้พระนิพพานไว้มิให้ตาย ดุจยางูรักษาชีวิตของผู้ถูกงูขบกัดไว้ฉะนั้น

คุณแห่งจันทน์แดง

ธรรมดาจันทน์แดงรุกขชาติในโลกนี้ ย่อมมีคุณลักษณะวิเศษแตกต่างจากพฤกษชาติชนิดอื่น คือ เป็นของที่บุคคลหาได้เป็นอันยากนักหนา มิใช่เป็นของหาได้ง่ายๆ เหมือนไม้ธรรมดา อุปมานี้ฉันใด อันว่าพระนิพพานนั้นก็เช่นกัน กว่าสัตว์จะได้นั้นยากนัก ต้องมีใจรักมุ่งมาดปรารถนา ต้องอุตสาหะปฏิบัติตามพระบรมพุทโธาทไม่คำนึงถึงชีวิต และต้องปฏิบัติไม่ผิด จึงจะได้สมประสงค์...อนึ่ง จันทน์แดงนั้นย่อมมีกลิ่นหอมหาที่เปรียบมิได้ พระนิพพานนี้ ก็มีกลิ่นหอมหาที่จะเปรียบมิได้เช่นกัน อีกประการหนึ่ง จันทน์แดงนั้น ปวงชนต่างพากันยกย่องสรรเสริญว่าเป็นรุกขชาติชั้นสูงชั้นดี เป็นที่พอใจของเหล่าชน ผู้รู้สรรพคุณแห่งไม้ทั้งหลาย พระนิพพานนี้ก็เปรียบกันได้เหมือนเช่นนั้น เพราะเป็นคุณชาติอันปวงพระอริยเจ้าทั้งหลายต่างพากันยกย่องสรรเสริญว่าเป็น ธรรมชั้นสูง และประเสริฐสุด เป็นที่พอใจของเหล่าอริยชนมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ฉะนั้นชนผู้มีปัญญาเห็นภัยในวัฏสงสารจึงปรารถนาประสงค์ตรงต่อพระนิพพานกัน ถ้วนหน้า

คุณแห่งแก้วมณี

ธรรมดาแก้วมณีโชติรส อันปรากฎมีแก่ผู้มีบุญญาภินิหารนั้น ย่อมทรงไว้ซึ่งคุณลักษณะเป็นอัศจรรย์เพริศพริ้งบันดาลให้สำเร็จสิ่งที่ต้อง ประสงค์ทุกประการ และบันดาลให้เกิดความยินดีปลาบปลื้มในดวงหทัยอยู่มิวาย อุปมานี้ฉันใด อันว่าพระนิพพานนี้ก็เช่นเดียวกัน ย่อมบันดาลบุคคลผู้ได้นิพพาน ให้สำเร็จสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกประการ และบันดาลให้เกิดความยินดี ชุ่มชื่นปลื้มใจรุ่งเรืองขึ้นไปไม่มีวันสิ้นสุดพระชินบุตรสาวกของพระผู้มี พระภาคเจ้า บรรดาที่เข้าสู่นิพพานแล้ว ย่อมเสวยสมบัติแก้วเป็นอมตะ ไม่รู้ที่จะเดือดร้อน โดยประการทั้งปวงฉะนั้น ชนผู้มีปัญญาจึงปรารถนายึดหน่วงเอาพระนิพพานมาเป็นสมบัติของตน

คุณแห่งมหาสมุทร

ธรรมดามหาสมุทรที่จัดว่าบริสุทธิ์ใสสะอาดนั้น จะเห็นได้จากสัญลักษณ์ที่สำคัญ คือ ไม่มีซากศพอันลามกสกปรกล่องลอยอยู่เลย เป็นมหาสมุทรที่บริสุทธิ์ด้วยประการทั้งปวง อุปมานี้ฉันใด พระนิพพานนั้นก็เปรียบได้กับมหาสมุทรที่บริสุทธิ์สะอาด เพราะพระนิพพานเป็นจุณชาติผ่องใสบริสุทธิ์ ไม่มีซากศพคือกิเลสร้ายต่างๆ ล่องลอยปะปนอยู่เลย อนึ่ง ธรรมดาว่ามหาสมุทร ย่อมสุดแสนจะใหญ่กว้างนักหนา พึงมาตรว่าคงคาสี่ห้าห้วง จะไหลล่วงลงมาสักเท่าใดๆ ก็ไม่เต็ม มีฝั่งฟากพ้นมิได้เห็นปรากฎแก่นัยน์ตา ข้อนี้มีครุวนาฉันใด พระนิพพานนี้ก็เหมือนกัน ย่อมเป็นคุณชาติอันสุดแสนจะกว้างใหญ่ยิ่งนัก จักได้มีฝั่งจากโพ้นให้เห็นปรากฎนั้นหามิได้ ถึงฝูงสัตว์จะพากันไปอยู่ในพระนิพพานศิวาลัยประมาณสักเท่าใดก็ตามทีที่จะได้ รู้เต็ม รู้หมดนั้นเป็นอันไม่มี อย่าได้เกรงเลย เกรงอยู่อย่างเดียวก็แต่ว่า ประชาสัตว์จะพากันไปมิถึง พระนิพพานอันกว้างใหญ่ที่ว่ามานี้เท่านั้น... อีกประการหนึ่งอันว่ามหาสมุทรอันกว้างใหญ่นี้ ใช่ว่าจะเป็นภูมิสถานที่อันว่างเปล่าก็หามิได้ โดยที่แท้ เป็นอาวาสที่อาศัยอยู่แห่งหมู่สัตว์ทั้งหลายเป็นอันมากฉันใด อันว่าพระนิพพานนี้ก็คล้ายกัน คือ เป็นที่อยู่อย่างสุขสำราญแห่งพระขีณาสพเจ้าทั้งหลายผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ล้ำเลิศยิ่งกว่าปุถุชนคนธรรมดา เพราะว่าเป็นผู้หากิเลสตัณหามิได้ เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีใครจะเทียมถึง... อีกประการหนึ่ง อันว่ามหาสมุทรอันกว้างใหญ่นี้ย่อมเจือจานไปด้วยบุปผาสุมาลีลาดอกไม้ ชวนให้รื่นรมย์แก่บุคคลผู้ดมดอม มีกลิ่นหอมบริสุทธิ์สุดคณนา อุปมานี่ฉันใด อันว่าพระนิพพานนี้ก็เหมือนกันย่อมเจือจานด้วยดอกไม้เสาวคนชาติหอมบริสุทธิ์ กล่าวคือพระวิมุติธรรมอันไพบูลย์บริสุทธิ์ ทรงไว้ซึ่งพระบวรคุณมากมายสุดประมาณ ซึ่งคนพาลโง่งมงายไม่มีโอกาสรู้จัก แต่นักปราชญ์ผู้เป็นพุทธบุตรทั้งหลาย ต่างก็มีใจมุ่งหมายปรารถนากันนัก
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"

ออฟไลน์ Wisdom

  • สมาชิก
  • ***
  • กระทู้: 242
  • ใครจะใหญ่เกินกรรม
    • ดูรายละเอียด
คุณแห่งโภชนาหาร

ธรรมดาว่าโภชนาหาร อันสัตว์โลกทั้งหลายต้องบริโภคเข้าไปทุกวันนี้ หากเป็นอาหารดีไม่มีโทษแล้ว ย่อมอำนวยประโยชน์โสตถิผลตามคุณลักษณะ ๕ ประการ คือ
๑. เลี้ยงไว้ซึ่งอายุสัตว์ให้วัฒนาการจำเริญยิ่งๆ ขึ้นไป

๒. เพิ่มกำลังแรงแห่งสัตว์ทั้งหลายให้จำเริญยิ่งๆ ขึ้นไป

๓. ให้เกิดมีผิวพรรณผ่องใสไม่ให้อับเศร้าหมองศรีคือผมตายซาก

๔. ดับเสียซึ่งความอยาก ความกระวนกระวายไม่มีความสบายอยู่ไม่เป็นสุข

๕. บรรเทาทุกข์อันเกิดจากความหิวโหยโรยแรง เพราะอดข้าวอดน้ำแห่งสัตว์ทั้งหลาย อุปมาที่ว่ามานี้ ฉันใด
อันว่าพระนิพพานนี้ ก็มีสภาพคล้ายกันนี้ เพราะมีคุณลักษณะอันประเสริฐสุดเทียบเคียงกันได้ ๕ ประการ คือ
๑.พระนิพพาน ย่อมเลี้ยงสัตว์ทรงสัตว์ผู้ได้พระนิพพานไว้ มิให้ฉิบหายด้วยชราและมรณะ คือไม่ให้แก่ไม่ให้าย

๒. พระนิพพาน ย่อมเพิ่มกำลังแรง ทำสัตว์ผู้ได้พระนิพพานให้เป็นคนจำเริญฤทธิ์มีอิทธิพลโดยอุดม แม้แต่พญามัจจุราชเจ้าแห่งความตายก็ต้องเกรงกลัว จะมาทำอันตรายมิได้

๓. พระนิพพาน ย่อมบันดาลให้สัตว์ผู้ได้บรรลุนั้นเป็นบุคคลมีผิวพรรณผุดผ่องสวยงาม เป็นหนึ่งไม่มีสองสุดประเสริฐ เพราะผู้ได้พระนิพพานนั้น ย่อมเพริศพริ้งไปด้วยศีลอันงามสุดประเสริฐ

๔. พระนิพพาน ย่อมบันดาลให้สัตว์ทั้งหลายเป็นสุข ระงับดับเสียซึ่งความกระวนกระวาย เพราะอำนาจแห่งกิเลสทั้งหลายชักพาไปให้เดือดร้อนกระวนกระวาย เช่นที่เห็นๆ กันอยู่นี่

๕. พระนิพพาน ย่อมบันดาลให้สัตว์ทั้งหลายหมดความทุกข์ บันเทาเสียซึ่งความอยากหิวโหย กล่าวคือ กองทุกข์ทั้งหลายอันสุมทับสามัญสัตว์ ให้ปริวัฏเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารไม่มีวันสิ้นสุด
พุทธ บุตรผู้มีปัญญา เมื่อมองเห็นคุณค่าแห่งพระนิพพานอันมีคุณลักษณ์สิริรวมเป็น ๕ ประการนี้ จึงมีจิตยินดีปรารถนาพระนิพพานยิ่งกว่าสิ่งอื่นประการใดทั้งหมด

คุณแห่งยอดบรรพตคีรี
ธรรมดาว่าบรรพตคีรี อันปรากฎมีในโลกนี้ เฉพาะตรงที่ยอดแห่งภูเขาคีรีนั้น ย่อมทรงไว้ซึ่งคุณลักษณะสำคัญเป็น ๕ ประการ คือ

๑. ยอดคีรีนั้น ย่อมปรากฎเป็นส่วนสูงที่สุดแห่งส่วนคีรีนั้นทั้งหมด

๒. ยอดคีรีนั้น ย่อมจะหาพืชต่างๆ งอกขึ้นมิได้เลย

๓. ยอดคีรีนั้น ย่อมไม่มีความหวั่นไหว โดยประการใดทั้งปวง

๔. ยอดคีรีนั้น ย่อมเป็นสถานที่อันบุคคลจะขึ้นไปได้โดยยากนักหนา

๕. ยอดคีรีนั้น ย่อมปราศจากความรักความชังทั้งสิ้น เพราะเป็นภูมิสถานที่ไม่มีวิญญาณชีวิตจิตใจ อุปมาที่ยกมานี่ฉันใด

อันว่าพระนิพพานนี้ ก็มีสภาพคล้ายกันกับยอดบรรพตคีรีที่ว่านั้น เพราะทรงไว้ซึ่งคุณลักษณะสำคัญ ๕ ประการ คือ

๑. พระนิพพาน ย่อมเป็นธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา บรรดาธรรมะอันเป็นพระโอวาทานุสาสนีแห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธ เจ้าทั้งหมด ย่อมมีพระนิพพานปรากฎเป็นยอดสูงเด่น

๒. พระนิพพาน ย่อมเป็นธรรมสถานที่เตียนโล่งปลอดโปร่ง ปราศจากพืชที่รกรุงรัง คือกิเลสตัณหาทั้งหลาย หมายความว่ากิเลสตัณหาจะงอกขึ้นในพระนิพพานไม่ได้เด็ดขาด

๓. พระนิพพาน ย่อมไม่มีความหวั่นไหว ท่านผู้ได้นิพพานสมบัติ ย่อมปราศจากความหวั่นไหวในโลกธรรมทุกชนิด มีจิตคงที่ มั่นคงไม่คลอนแคลนโดยประการทั้งปวง

๔. พระนิพพาน ย่อมเป็นธรรมสถานอันบุคคลจะขึ้นไปถึงได้นั้นยากนักหนา อย่าว่าแต่จะขึ้นไปถึงเลย ประชาสัตว์โดยมากมักเฉยเมยไม่รู้ไม่ชี้ ต่งพากันถือว่ามิใช่หน้าที่ของตน เพราะค่าที่เป็นคนพาลสันดานหนาไปด้วยโมหะ มองสักเท่าไหร่ก็ไม่เห็นคุณแห่งพระนิพพาน ฝ่ายท่านที่มีปัญญามองเห็นคุณค่ากว่าจะได้จะถึง ก็ต้องอุตสาหะพยายามฟันฝ่าอุปสรรคอันตรายมากมายนักหนา กว่าจะถึงยอดคีรีคือพระนิพพานนี้ได้

๕. พระนิพพาน ย่อมเป็นธรรมที่ปราศจากความรักความชัง เพราะไม่มีกิเลสตัณหาคั่งค้างเหลือติดอยู่แม้แต่เพียงนิดหนึ่ง ซึ่งท่านผู้ที่ได้นิพพาน ย่อมประสบความสุขเกษมสานต์โดยส่วนเดียวอย่างแท้จริง พระนิพพานย่อมเป็นสิ่งประเสริฐสุดนักหนา ตามที่พรรณานามานี้
คุณแห่งนภาลัย

อุปมากถา สุดท้าย ที่จะยกมากล่าวให้เราท่านทั้งหลายได้ทราบเพื่อเป็นเครื่องอาบใจให้เกิดความ ชุ่มฉ่ำดื่มด่ำในพระคุณแห่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถศาสดาจารย์เจ้า พระองค์ผู้ทรงมีพระมหากรุณาทรงประทานพระนิพพานสมบัตินี้ไว้แก่พวกเราชาวพุทธ บริษัททั้งหลายและเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้เราท่านทั้งหลายมีศรัทธาอันถูก ต้อง เร่งรีบรองรับมรดกอันประเสริฐสุด กล่าวคือพระนิพพาน ที่พระพุทธองค์ทรงประทานไว้ เอามาเป็นสมบัติของตนให้จงได้ ก่อนที่จะตายไปจากโลกโดยเปล่าประโยชน์นั้น ก็ได้แก่อุปมาพระนิพพาน ด้วยคุณลักษณะแห่งนภาลัยประเทศ ๑๐ ประการ คือ

๑. ธรรมดาว่านภาลัยประเทศ คืออากาศนั้น ย่อมเป็นธรรมชาติที่ไม่รู้จักแก่ฉันใด อันว่าพระนิพพานนี้ ก็เป็นคุณชาติที่ไม่รู้จักแก่ชราเหมือนกัน

๒. ธรรมดาว่า นภาลัยประเทศนั้น ย่อมเป็นธรรมชาติไม่รู้ตายฉัน อันว่าพระนิพพานนี้ ก็เป็นคุณชาติอันอมตะไม่รู้มรณะเหมือนกัน

๓. ธรรมดาว่า นภาลัยประเทศนั้น ย่อมเป็นธรรมชาติที่ทรงอิทธิฤทธิ์ไว้ในตัวของมัน หาอันธพาลตนใดจะข่มเหงมิได้ อันว่าพระนิพพานนี้ก็เป็นคุณชาติที่มีฤทธิ์ ปราศจากอมิตรผู้ข่มเหงเหมือนกัน

๔. ธรรมดาว่า นภาลัยประเทศนั้น โจรอันธพาลใจฉกาจสักเพียงไร ก็ไม่สามารถจะช่วงชิงฉกเอาไปได้ฉันใด อันว่าพระนิพพานนี้ ก็เป็นคุณชาติที่โจรร้ายจะช่วงชิงฉกลักเอาไปมิได้เหมือนกัน

๕. ธรรมดาว่านภาลัยประเทศนั้น ย่อมเป็นธรรมชาติที่ไม่มีใครจะไปตั้งรกอาศัยอยู่ได้ฉันใด อันว่าพระนิพพานนี้ก็เป็นคุณชาติที่กิเลสร้ายลามกทั้งหลายจะอาศัยอยู่มิได้ เหมือนกัน

๖. ธรรมดาว่า นภาลัยประเทศนั้น ย่อมเป็นธรรมชาติที่สัตว์บางหมู่ เช่นสกุณปักษี มนุษย์ผู้มีฤทธีและอสุรี ยักษ์ เทวดา พรหม เท่านั้น ที่สามารถจะคมนาการสัญจรไปได้ฉันใด อันว่าพระนิพพาน ก็เป็นคุณชาติที่บุคคลผู้มีวาสนาคือพระอริยเจ้าผู้ประเสริฐเท่านั้น จักสัญจรไปมาได้เช่นเดียวกัน

๗. ธรรมดาว่านภาลัยประเทศนั้น ย่อมเป็นธรรมชาติที่ไม่รู้ จุติเคลื่อนไปฉันใด อันว่าพระนิพพานนี้ ก็ย่อมเป็นคุณชาติที่ไม่รู้จุติเหมือนกัน

๘. ธรรมดาว่านภาลัยประเทศนั้น ย่อมเป็นธรรมชาติที่กว้างขวาง ว่างโล่งหาสิ่งที่จะกั้นกางมิได้เหมือนกัน

๑๐. ธรรมดาว่านภาลัยประเทศนั้น ย่อมเป็นธรรมชาติที่เป็นอนันต์ คือหาที่สุดมิได้ กว้างยวใหญ่ไม่มีประมาณฉันใด อันว่าพระนิพพานนี้ ก็เป็นคุณชาติที่กว้างยาวใหญ่ไม่มีประมาณ เป็นอนันต์หาที่สุดมิได้เหมือนกัน

ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย พระนิพพานเปรียบเทียบคล้ายกับคุณลักษณะแห่งอากาศนภาลัย สิริรวมเป็น ๑๐ ประการตามที่พรรณนามานี้ ขอจงค่อยพิจารณาให้ดีเถิด จะเกิดประโยชน์แก่ชีวิตนักหนา

นิพพานปฏิปทา

เมื่อเมธีคนมีปัญญามาพิจารณาเห็นคุณค่าแห่งพระนิพพานที่องค์สมเด็จพระบรม ศาสดาจารย์ทรงเปิดเผยโปรดประทานไว้ เพื่อเป็นเครื่องรื้อสัตว์ขนสัตว์ไป ให้พ้นภัยจากวัฏสงสารตามที่พรรณนามานี้แล้วด้วยดี ย่อมมีศรัทธาเกิดขึ้นในดวงใจอย่างลึกซึ้ง ใคร่ที่จะได้จะถึงพระนิพพาน มีน้ำใจร่าเริงอาจหาญในนิพพานปฏิปทา อุตสาหะพยายามค่อยดำเนินไป มิได้มีความประมาทในวัยแลชีวิต มิได้คิดโง่เซ่อซ่ามัวแต่หลับตาแสวงหาสิ่งภายนอกอันไร้ผล ดุจคนอาภัพไม่พบพระพุทธศาสนา แต่มีน้ำใจกล้าสู้พยายามดำเนินตามมรรคา แม้แต่ชีวิตแลเลื้อเนื้อแห่งอาตมาก็จำยอมเสียสละ พยายามปฏิบัติด้วยดีโดยวิธีการที่ถูกต้องตามครรลองแห่งสัมมาปฏิบัติ ด้วยการพิจารณาซึ่งสังขารธรรม ตามพระโอวาทานุสาสนีสมเด็จบพิตรชินสีห์สั่งสอนมาเมื่อวาสนาบารมีเต็มที่แล้ว ก็จะกระทำให้แจ้งด้วยปัญญา บรรลุถึงพระนิพพานสมความปรารถนา เปรียบอุปมาดุจศิษย์ที่เรียนวิชาในสำนักอาจารย์ เมื่อไม่มีความดื้อด้านหรือความเกียจคร้านติดอยู่ในสันดาน เชื่อถือตามที่อาจารย์เฝ้าสั่งสอนมา ก็สามารถจะกระทำพิทยาคุณให้แจ้งได้ด้วยปัญญา สำเร็จศิลปศาสตร์สมปรารถนา มีความสุขสบายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

เมื่อท่านผู้มีเพียรกล้า เป็นพระโยคาวจรบุคคล หวังจะนำตนออกจากวัฏฏสงสาร พยายามปฏิบัติตามกระแสพระพุทธฎีการเป็นสัมมาปฏิบัติจนได้สำเร็จธรรมวิเศษ สิ้นกิเลสกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานแล้ว่อมมีดวงหฤทัยผ่องแผ้วปราศจากทุกข์ หาอุปทวะอันตรายมิได้ เพราะพระนิพพานมีลักษณะเป็นสภาวะละเอียด สงบเกษมสำราญ ประณีตสะอาดและเยือกเย็นสนิท ทำให้ผู้พบเห็นประสบสุขสุดประมาณเปรียบปานดุจบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งมัวหลงนั่งซึมเซ่ออยู่ใกล้กองเพลิงใหญ่มาตลอดกาลนาน ความร้อนแห่งไฟย่อมจะเผาผลาญเขาให้ร้อนรนกระวนกระวายอยู่เนืองนิตย์ ครั้นเขาได้สติคิด จึงกระโดดเผ่นหลีกหนีออกไปให้พ้นจากกองเพลิงนั้น ไปให้ไกลเสียในที่อื่นเขาย่อมได้รับความชุ่มชื่นเป็นสุขสำราญ ไม่ต้องทรมานร้อนเร่าอีกต่อไป อุปมานี้ฉันใด เราทั้งหลายในปัจจุบันทุกวันนี้ก็เร่าร้อนอยู่นัก ด้วยถูกกองไฟ ๓ กอง คือ ราคคฺคิ...ไฟคือราคะกองหนึ่ง โทสคฺคิ...ไพคือโทสะกองหนึ่ง โมหคฺคิ...ไฟคือโมหะกองหนึ่ง มันพากันสุมรุมล้อมอยู่รอบตัวเป็น ๓ เส้า แต่ยังมึนเมางงๆ อยู่ชอบกล เลยมิค่อยจะรู้สึกตนได้สติ แต่ท่านผู้มีวิริยะกล้า คือพระโยคาวจรบุคคล ท่านทนความเร่าร้อนอยู่มิได้ เพราะในดวงใจค่อยเกิดปัญญาเบ่งรัศมีออกมา ทำให้ฉวีวรรณคือผิวหนังของท่านเกิดมีอาการบาง จึงรีบกระโดยผางออกไปตามหนทางมรรคา ที่พระศาสดาจารย์เจ้าทรงชี้บอกไว้ มิได้อาลัยในกองเพลิงอันรุ่งเรืองร้อนร้าย ลุกเผาไหม้อยู่ไม่วายเว้น ก็ได้ไปอยู่ในโอากสที่เย็นสบายสุดประมาณคือพระนิพพานนี่แหละเป็นจำนวนมากต่อ มากมาแล้ว เป็นอย่างนี้จริงๆ ไม่ต้องสงสัย

อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้ซึ่งนั่งอยู่ ณ สุสานท่ามกลางซากศพงู สุนัขและศพมนุษย์อันเน่าเหม็นตลอดกาลนานไม่น้อย กลิ่นเหม็นทุคนธชาติย่อมจะระบายทะยอยโชยเข้าไปในนาสิกของเขาเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้ง ย่อมทำให้เขาคลุ้มคลั่งกระวนกระวายสะอิดสะเอียนอยู่เนืองนิตย์ ครั้นได้สติคิดจึงบ่ายหน้าเข้าไปสู่ป่าเพื่อจะแสวงหาฟืน มาเผาซากศพอันลามกร้ายให้หมดไป ในขณะที่เผาซากศพนั้น ย่อมจะต้องร้อนรนด้วยเปลวไฟบ้างเป็นธรรมดา ครั้นว่าเขาเผาซากศพแล้วย่อมจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นรื่นอุรา กลิ่นเหม็นแห่งงูเน่าแลมนุษย์เน่า ย่อมไม่กระทบนาสิกของเขาอีกต่อไป อุปมาข้อนี้ฉันใด เราท่านทั้งหลายทุกวันนี้ ที่ยังเป็นปุถุชนยังระคนยินดีอยู่ในซากศพอันได้แก่เบญจกามคุณคือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีฆานประสาท คือ จมูกวิบัติใช้การมิได้ เลยไม่รู้สึกเหม็นในซากศพ คือเบญจกามคุณ มิหนำซ้ำกลับหลงใหลไขว่คว้าแสวงหากันวุ่นเพลินอยู่ ถึงจะมีท่านผู้รู้คือสมเด็จพระพุทธเจ้าทรงพยายามบอก ก็ใคร่คิดจะเถียงนอกคอกไปว่า " ซากศพคือเบญจกามคุณที่ว่านั่น มันไม่เห็นน่าจะรังเกียจอะไร พยายามคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่เห็นว่า มันจะเน่าเหม็นที่ตรงไหน" ทั้งนี้มิใช่อื่นไกล เป็นเพราะจมูกยังเสียอยู่นั่นเอง ฆานประสาทยังใช้การไม่ได้ เมื่อไรจะดีสักทีก็ไม่รู้ ฝ่ายท่านผู้มีปัญญาวาสนาคือพระโยคาวจรบุคคล ท่านทนความเหม็นแห่งเบญจกามคุณอยู่มิได้ เพราะในดวงใจค่อยเกิดปัญญาเบ่งรัศมีออกมาทำให้นาสิกดี จึงรับขะมีขมันเข้าป่าไปหาฟืนมาเผาซากศพคือเบญจกามคุณเสีย ด้วยการปฏิบัติตามพระแสพระพุทธฎีกา แต่ว่าในขณะปฏิบัติอยู่นั้นก็ย่อมลำบากบ้างเป็นธรรมดา เหมือนบุรุษกำลังเผาซากศพในป่าย่อมร้อนด้วยเปลวไฟบ้าง ฉะนั้น ครั้นพยายามปฏิบัติไป เมื่อวาสนาบารมีถึงที่แล้ว ก็ไม่แคล้วที่จะจัดการเผาเบญจกามคุณสำเร็จ ได้บรรลุธรรมวิเศษเป็นพระอรหันตขีณาสพเจ้า ได้มีโอกาสเข้าไปสูดอากาศอันแสนจะสดชื่น หายใจอย่างโล่งอกสุขสำราญอยู่ในห้วงแห่งพระนิพพานอันแสนประเสริฐ เป็นอย่างนี้มามากต่อมากแล้วจริงๆ ไม่ต้องสงสัย

อีกประการหนึ่ง เปรียบเสมือนบุรุษหนุ่มเจ้าสำราญมีน้ำใจอาจหาญสัญจรเดินดุ่มไปเที่ยวแต่ผู้ เดียว ในหนทางที่เปลี่ยวทั้งมีเลนตมเต็มไปด้วยภัยอันตรายรอบด้านลำบากนักหนา แต่อาศัยที่บุรุษนั้นเป็ฯคนใจคอกล้า จึงพยายามเพียรหลีกออกจากทางมหาวิบากนั้น จนพ้นได้มาสู่ที่ดอนบริสุทธิ์สะอาด ก็เดินสำราญ ความประการนี้มีอุปมาฉันใด ฝ่ายพระโยคาวจรเจ้าผู้มีปัญญา เมื่อแรกปฏิบัติตามกระแสพระพุทธฎีกา ย่อมประสบความลำบากนักหนา เพราะมรรคาที่ดำเนินนั้นเต็มไปด้วยเลนตามและภยันตรายกคือกิเลสคัณหาทั้งหลาย ครั้นพยายามหลีกออกมาได้สำเร็จ สิ้นกิเลสเป็นพระอรหันตขีณาสพแล้ว ก็เข้าสู่ที่อันแผ้วสบายคือที่ดอน เดินเล่นเย็นสำราญเข้าไปในทุกห้อง อันเป็นสุขเกษมสานต์กล่าวคือพระนิพพานอันประเสริฐสุดดี เป็นอย่างนี้มามากต่อมากแล้วจริงๆ ไม่ต้องสงสัย

จึงเป็นอันสรุปได้ว่า การที่สมเด็จพระบรมโลกนาถศาสดาจารย์เจ้าแห่งเราท่านทั้งหลาย พระองค์ทรงอุบัติมาตรัสในโลกนี้ ก็เพื่อที่จะทรงรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่พระนิพพานเป็นจุดมุ่งหมายประการสำคัญ จึงได้ทรงโปรดประทานแสดงมรรคาคือทางเข้าสู่พระนิพพานเอาไว้ หากจะถามว่าอะไรคือมรรคาแห่งพระนิพพาน? คำตอบปัญหานี้ ที่ถูกต้องที่สุดก็คือ "วิปัสสนากรรมฐาน ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอันถูกต้องเท่านั้น ชื่อว่ากำลังเดินไปตาทางพระนิพพาน ที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ทรงชี้บอกไว้ ด้วยมีพระหฤทัยประสงค์จะให้ประชาสัตว์ทุกผู้ดำเนินไปเป็นอย่างยิ่ง ส่วนการกระทำสิ่งอื่นใดทั้งหมด นอกเหนือจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว หาใช้มรรคาสำหรับไปสู่แดนอมตพระมหานฤพานไม่" นี่คือคำตอบอย่างรวบรัด แต่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้บรรลุถึงนิพพานจะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้น เป็นการจนใจนักหนา ที่ไม่สามารถจะนำมากล่าวไว้ได้ในที่นี้ เพราะว่าโอกาสการรจนาเรียบเรียงเรื่อ มุนีนาถทีปนี ถึงวาระที่จะยุติลงแล้ว จึงขอยุติลง ด้วยประการ ฉะนี้. (การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ศึกษาได้จากหนังสือ "วิธีบริหารจิตใจ" จัดพิมพ์โดย คณะสังคมผาสุก)
อวสาน
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"

ออฟไลน์ Wisdom

  • สมาชิก
  • ***
  • กระทู้: 242
  • ใครจะใหญ่เกินกรรม
    • ดูรายละเอียด
ปัจฉิมพจน์

ข้าพเจ้าผู้มีนามปรากฏว่า พระมหาวิลาศ ญาณวโร (บัดนี้เป็นพระราชคณะชั้นเทพ ที่พระเทพมุนี) ได้อุปสมบทในพระบวรพุทธศาสนา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ โดยมีท่านพระธรรมปัญญาบดี (บัดนี้ เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์) ชิ ตินธรเถระ เปรียญธรรม ๙ ประโยค วัดสามพระยา จังหวัดพระนคร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสุทธิวรคุณ วัดสุทธิวราราม จังหวัดพระนคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูกัลยณวิสุทธิ์ วัดดอน จังหวัดพระนคร เป็นพระอนุสาวนาจารย์

นับแต่ได้อุปสมบทมา ก็ศึกษาพระปริยัติธรรมตามกำลังสติปัญญาสำเร็จการศึกษาเปรียญธรรม ๙ ประโยค เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๓ ครั้นเสร็จธุระในด้านปริยัติศึกษาแล้ว ก็ใฝ่ใจในการปฏิบัติตามกำลังศรัทธา ได้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ๒ ครั้ง โดยมีพระอาจารย์เข่ง อุตตรกโข เป็นพระวิปัสสนาจารย์ผู้บอกกรรมฐานครั้งแรก และพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภะเถระ ธัมมะจริยะเป็นพระวิปัสสนาจารย์ผู้บอกกรรมฐานครั้งหลัง

เมื่อออกจากกรรมฐานแล้ว มีใจนึกถึงคุณแห่งพระบวรพุทธศาสนาซาบซึ้งนพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระ บรมศาสดาจารย์จอมมุนีเจ้า จึงคิดรจนาเรียบเรียงหนังสือ มุนีนาถทีปนี นี้ขึ้น โดยมากประมวลเอากถาถ้อยคำท่านบุรพจารย์ทั้งหลาย ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ในที่ต่างๆ เอามาปรุงแต่งเสียใหม่ เพื่อให้เข้าใจง่ายตามสมควรแก่รูปเรื่องในที่นี้ หวังใจให้เป็นสมบัติพระศาสนา เพื่อบูชาพระคุณองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยสติปัญญาอันเล็กน้อยแห่งตน โดยเริ่มรจนาเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖ และจบลงในวันนี้ที่ ๒๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖ รวมเป็นเวลา ๗๗ วัน โดยปราศจากอุปทวันตรายใดๆ

ต่อจากนี้ไป ก็ได้แต่หวังใจอยู่ว่า หนังสือมุนีนาถทีปนีที่เรียบเรียงขึ้นนี้ คงจะมีสารัตถประโยชน์แก่ท่านสาธุชนผู้มีปัญญา ที่อุตส่าห์ติดตามอ่านมาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งจบลงในบัดนี้ บ้างตามสมควร
ข้าพเจ้า ผู้มีน้ำใจศรัทธาเลื่อมใส ใคร่จะให้พระสัทธรรมคำสั่งสอนแห่งองค์สมเด็จพระชินวรโลกนาถบรมศาสดาจารย์ ถาวรตั้งอยู่ตลอดกาลนาน จึงได้อุตสาหะรจเรียบเรียงเรื่อง มุนีนาถทีปนี นี้ขึ้น แล้วได้ประสบบุญกุศลซึ่งอำนวยประโยชน์ให้อันใดด้วยเดชะแห่งบุญกุศลนั้น ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงประสบแต่ความสุขสำราญจงทั่วกัน
อนึ่ง บรรดาพุทธมามกชนผู้เลื่อมใสพระไตรรัตน์ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มีเจตจำนงใคร่จะพ้นจากกองทุกข์ จงพ้นทุกข์ในอบายภูมิ และจงบรรลุถึงนิพพานในอนาคตกาลด้วยเถิด

ขอมโนรถความปรารถนาอันประเสริฐซึ่งเกิดจากน้ำใจอันงามของข้าพเจ้า จงสำเร็จผลตามที่ตั้งใจไว้นี้ทั้งหมด เพื่อความหมดจดไหบูลย์แห่งพระสัทธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดา จารย์ ตลอดกาลนิรันดรเทอญ
มุนีนาถทีปนี
จบบริบูรณ์

ปัฏฐนฐปนคาถา

หันทะ มะยัง ปัฏฐะนะ ฐะปะนะ คาถาโย ภะณามะ เสฯ

ยันทานิเม กะตัง ปุญญัง เตนาเนนุททิเสนะ จะ,
ขิปปัง สัจฉิกะเรยยาหัง ธัมเม โลกุตตะเร นะวะ,

บุญใดที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้, เพราะบุญนั้นและการอุทิศแผ่ส่วนบุญนั้น,

ขอให้ข้าพเจ้าทำให้แจ้งโลกุตตรธรรมเก้าในทันที;

สะเจ ตาวะ อะภัพโพหัง สังสาเร ปะนะ สังสะรัง,

ถ้าข้าพเจ้าเป็นผู้อาภัพอยู่ ยังต้องท่องเที่ยวไปในวัฏฏสงสาร;

นิยะโต โพธิสัตโตวะ สัมพุทเธนะ วิยากะโต,
นาฏฐาระสะปิ อาภัพพะ ฐานานะ ปาปุเณยยะหัง,

ขอให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนโพธิสัตว์ผู้เที่ยงแท้
ได้รับพยากรณ์แต่พระพุทธเจ้าแล้ว ; ไม่ถึงฐานะแห่งความอาภัพ ๑๘ อย่าง ;

ปัญจะเวรานิ วัชเชยยัง ระเมยมัง สีละรักขะเน,
ปัญจะกาโม อะลัคโคหัง วัชเชยยัง กามะปังกะโต,

ข้าพเจ้าพึงเว้นจากเวรทั้งห้า; พึงยินดีในการรักษาศีล;
ไม่เกาะเกี่ยวในกามคุณทั้งห้า; พึงเว้นจากเปือกตมกล่าวคือกาม;

ทุททิฏฐิยา นะ ยุชเชยยัง สังยุชเชยยัง สุทิฏฐิยา,
ปาเป มิตเต นะ เสเวยยัง เสเวยยัง ปัณฑิเต สะทา,

ขอให้ข้าพเจ้าไม่พึงประกอบด้วยทิฏฐิชั่ว; พึงประกอบด้วยทิฏฐิที่ดีงาม;
ไม่พึงคบมิตรชั่ว; พึงคบแต่บัณฑิตทุกเมื่อ;

สัทธาสะติหิโรตตัปปา ตาปักขันติคุณากะโร,
อัปปะสัยโห วะ สัตตูหิ เหยยัง อะมันทะมุยหะโก,

ขอให้ข้าพเจ้าเป็นบ่อที่เกิดแห่งคุณ, คือ
ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ ความเพียรและขันติ ;
พึงเป็นผู้ที่ศัตรูครอบงำไม่ได้; ไม่เป็นคนเขลา คนหลงงมงาย ;

สัพพายาปายุปาเยสุ เฉโก ธัมมัตถะโกวิโท,
เญยเย วัตตัตวะสัชชัง เม ญาณัง อะเฆวะ มาละโต,

ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ฉลาดในอุบายเแห่งความเสื่อมและความเจริญ ;
เป็นผู้เฉียบแหลมในอรรถและธรรม ;
ขอให้ญาณของข้าพเจ้าเป็นไปไม่ข้องขัดในธรรมที่ควรรู้ ;
ดุจลมพัดไปในอากาศ ฉะนั้น ;

ยา กาจิ กุสะลา มยาสา สุเขนะ สิชฌะตัง สะทา,
เอวัง วุตตา คุณา สัพเพ โหนตุ มัยหัง ภะเว ภะเว,

ความปรารถนาใดๆ ของข้าพเจ้าที่เป็นกุศล, ขอให้สำเร็จโดยง่ายทุกเมื่อ;
คุณที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วทั้งปวงนี้, จงมีแก่ข้าพเจ้าทุกๆ ภพ;

ยะทา อุปปัชชะติ โลเก สัมพุทโธ โมกขะเทสะโก,
ตะทา มุตโต กุกัมเมหิ ลัทโธกาโส ภะเวยยะหัง,

เมื่อใด,
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสดงธรรมเครื่องพ้นทุกข์ เกิดขึ้นแล้วในโลก ;
เมื่อนั้น ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากกรรมอันชั่วช้าทั้งหลาย
เป็นผู้ได้โอกาสแห่งการบรรลุธรรม;

มะนุสสัตตัญจะ ลิงคัญจะ ปัพพัชชัญจะปะสัมปะทัง,
ละภิตวา เปสะโล สีลี ธาเรยยัง สัตถสาสะนัง,

ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้ความเป็นมนุษย์; ได้เพศบริสุทธิ์;
ได้บรรพชา อุปสมบทแล้ว ; เป็นคนรักศีล; มีศีล;
ทรงไว้ซึ่งพระศาสนาของพระศาสดา;

สุขะปะฏิปะโท ขิปปา ภิญโญ สัจฉิกะเรยยะหัง
อะระหัตตัปผะลัง อัคคัง วิชชาทิคุณะลังกะตัง

ขอให้เป็นผู้มีการปฏิบัติโดยสะดวก, ตรัสรู้ได้พลัน ;
กระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผลอันเลิศ, อันประดับด้วยธรรม มีวิชชา เป็นต้น;

ยะทิ นุปปัชชะติ พุทโธ กัมมัง ปะริปูรัญจะ เม,
เอวัง สันโต ละเภยยาหัง ปัจเจกะโพธิมุตตะมัน ติ.

ถ้าหากพระพุทธเจ้าไม่บังเกิดขึ้น ,
แต่กุศลกรรมของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยมแล้ว ;
เมื่อเป็นเช่นนั้น
ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้ญาณเป็นเครื่องรู้เฉพาะตนอันสูงสุดเทอญ.

"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 403
    • ดูรายละเอียด
โมทนาบุญกับผู้ที่เข้ามาศึกษาหลักธรรมทุกๆท่านครับ

ออฟไลน์ มหาอสงไขย

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 26
    • ดูรายละเอียด
สาธุ...สาธุ... อนุโมทามิ ขอบพระคุณครับ ขอก๊อปไปพิมพ์อ่านนะครับนั่งอ่านเมื่อยครับจะนอนอ่านครับ