เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องกัป ในโลกทีปนี โดยพระพรหมโมลี(วิลาศ ญาณวโร)  (อ่าน 2165 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Wisdom

  • สมาชิก
  • ***
  • กระทู้: 242
  • ใครจะใหญ่เกินกรรม
    • ดูรายละเอียด
เรื่องกัป
เมื่อตอนกล่าวถึงนิรยภูมิ ซึ่งว่าด้วยอายุของสัตว์นรกนั้น ได้บอกไว้ว่า
จักกล่าวถึงเรื่องกัปในโอกาสข้างหน้า ครั้นถึงตอนนี้จักหลบไม่อธิบายปล่อยให้
หายไปเสียเฉยๆ ก็ดูกระไรอยู่นัก จึงจักกล่าวถึงเรื่องกัปตามที่บอกไว้ ดังต่อไปนี้
กาลสมัยเริ่มแรกทีเดียว คือ ในยุคต้น คนเราไม่ใช่มีอายุน้อยนิดหนึ่งเพียง
๗๐-๘๐ ปี แล้วก็ตายลงอย่างทุกวันนี้เลย ความจริง มนุษย์ในยุคนั้น เขามี
อายุยืนนานถึงอสงไขยปี ที่ว่าอสงไขยปีนั้น ก็คือจำนวนปีมนุษย์ที่มีเลขหนึ่งขึ้น
หน้า แล้วต่อด้วยเลขศูนย์หนึ่งร้อยสี่สิบตัว หรือจะว่าเป็นจำนวนปีที่นับด้วยเลข
หนึ่งร้อยสี่ลิบเอ็ดหลักก็ได้ อยากรู้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ก็ลองคำนวณดูเถิด คือ
ตั้งเลขหนึ่งเขัาแล้วเติมศูนย์ลงไปให้ได หนึ่งร้อยสี่สิบศูนย์ กาลเวลาตามจำนวน
ตัวเลขที่กล่าวนี้ เป็นจำนวนอสงไขยปี เพราะมันเป็นจำนวนปีที่มากมายเกือบ
จะนับไม่ได้ อย่างนี้ จึงมีชื่อเรียกว่า อสงไขยปี = จำนวนปีที่นับไม่ได้
ในยุคต้น มนุษย์มีอายุนานได้ อสงไขยปีนี่แล แล้วก็ค่อยๆ ลดลงมา ร้อยปี
ลดลงปีหนึ่ง ลดลงมาเรื่อย ๆ ค่อยลดลงด้วยอาการอย่างนี้ จนกระทั่งอายุ
ของมนุษย์เหลือเพียงสิบปี อาการที่อายุลดลงนี้ พึงเห็นตัวอย่าง เช่น ในสมัยที่
สมเด็จพระพุทธเจ้าของเรายังทรงพระชนมชีพอยู่มนุษย์ในสมัยนั้นมีอายุหนึ่งร้อยปี
ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงกาลทุกวันนี้ นับได้สองพันห้าร้อยปีเศษ หรือจะพูดอีกที
ว่านับได้ยี่สิบห้ารัอยปีเศษแล้ว ทีนี้ ร้อยปีลดลงเสียปีหนึ่งก็คงเหลือเจ็ดสิบหัา
(๑๐๐-๒๕ = ๗๕) จึงเป็นอันยุติได้ว่า ในสมัยทุกวันนี้ อายุมนุษย์มี ๗๕ ปี
เป็นประมาณเท่านั้นเอง เมื่อลดลงไปจนกระทั่งเหลือนิดหน่อยเพียงสิบปีแลัว
คราวนี้ ไม่ลดอีกต่อไปละ แต่จะเพิ่มขึ้น คือ ค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ร้อยปีเพิ่มขึ้น
ปีหนื่ง เช่นเดียวกับตอนที่ลดลงนั่นเอง เพิ่มขึ้นไปเรื่อยไม่หยุดยั้ง จนกระทั่ง
มนุษย์มีอายุยืนนานถึงอสงไขยปีอีกตามเดิม เวลานานหนึ่งรอบอสงไขยปีนี่เอง
เรียกว่า อันตรกัป
เมื่อนับอันตรกัปที่ว่ามานี่ได้ หกสิบสี่อันตรกัป จึงเป็นหนึ่งอสงไขยกัป
ก็อสงไขกัปนี้มีอยู่ ๔ อสงไขยกัป คือ
๑. สังวัฏฏอสงไขยกัป ... ได้ แก่ ตอนที่โลกกำลังถูกทำลาย ซึ่งได้ แก่คำว่า
สงฺวฏฏดีติ สงวฏโฎ = กัปที่กำลังพินาศอยู่ เรียกว่า สังวัฏฏอสงไขยกัป
๒. สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป ... ได้แก่ ตอนที่โลกถูกทำลายเลร็จแล้ว ซึ่ง
ได้แก่คำว่า สงฺวฏโฎ หุตฺวา ดิฏฐดีติ สงฺวฏฏฐายี = กัปที่มีแต่ความพินาศตั้งอยู่
เรียกว่า สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป
๓. วิวัฏฏอสงไขยกัป ... ได้แก่ ตอนที่โลกกำลังพัฒนาคือกำลังจะกลับคืน
เป็นปกติ ซึ่งได้แก่ คำว่า วิวฏฏตีติ วิวฏโฏ = กัปที่กำลังเาริญขึ้นเรียกว่า วิวัฏฏ
อสงไขยกัป
๔. วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป ...ได้แก่ ตอนที่โลกพัฒนาเรียบร้อยเป็นอันดีแล้ว
ซึ่งได้แก่ คำว่า วิวฺฏโฏ หุตฺวา ติฏฐตีติ วิวฏฏฐายี = กัปที่เจริญูขึ้นพร้อมแล้ว
คือทุกสิ่งทุกอย่าง ดั้งอยู่ตามปกติ เรียกว่า วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป
สัตว์โลกทั้งหลายเช่นมนุษย์เรานี้ เป็นต้น จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ได้ ก็เฉพาะ
ตอนอสงไขยกัปสุดท้าย คือ วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป นี่เท่านั้ น ส่วนตอนทั้งสาม
กัปข้างต้นนั้น ไม่มีสิ่งที่มีชีวิตอาศัยอยู่เลย ก็จะอยู่ได้อย่างไรเล่า เพราะเป็น
ตอนที่โลกกำลังถูกทำลายพังพินาศ และผลมาเป็นปกติเอาเมื่อตอนอสงไขยกัป
สุดท้ายนี่เอง
อสงไขยกัปหนื่งๆ นั้นนับเป็นเวลานานมาก ดังกล่าวแล้ว คือ
๑. สังวัฏฏอสงไขยกัป นานถึง ๖๔ อันตรกัป
๒. สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป นานถึง ๖๔ อันตรกัป
๓. วิวัฏฏอสงไขยกัป นานถึง ๖๔ อันตรกัป
๔. วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป นานถึง ๖๔ อันตรกัป
รวมทั้ง ๔ อสงไขยกัป ก็เป็น ๒ อันตรกัป เวลาทั้งหมดนี้ เรียกว่า
๑ มหากัป
ที่พรรณนามาทั้งหมดนี้ รู้สึกว่าจะเขัาใจยากอยู่ลักหน่อย แต่ก็เป็นการจน
ใจเหลือวิลัยแท้ ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะอธิบายให้ง่ายกว่านี้ได้ อีกแล้ว
ความจริง การรจนาเรียบเรียงหนังสือเรื่องนี้ ตั้งใจจะให้ อ่านเขัาใจกันง่าย ๆ
เพราะโดยมากเป็นเรื่องราวนอกโลกมนุษย์ ใครที่เป็นคนเชื่อยาก เป็นผู้มากไป
ด้วยจินตามยปัญูญา ก็อาจทึกทักเอาว่าเป็นเรื่องไม่เข้าท่า ไม่น่าเชื่อฟัง แต่ว่า
ความจริงไม่ใช่ เพราะเป็นเรื่องดีที่ควรรู้ไว้ นักหนา รับฟังไว้ พิจารณาเถิด วันนี้
ไม่ศรัทธา แต่ว่าภายหน้าจะตัองเชื่อในเมื่อจิตใจเจริญขึ้นด้วยธรรมปฏิบัติ
ฉะนั้น ขณะนี้ ไม่ต้องคิดอะไรมาก อ่านฟังกันต่อไปดีกว่า
ลำดับนี้ จะว่าด วยเรื่องกัปซ้ำ อีกที เพราะเท่าที่ว่ามาแล้วรู้สึกว่ายังขัด ๆ
อยู่ ยังไม่โล่งใจนัก เรื่องกัปนี้ เมื่อจะว่าซ้ำอีกที ก็นับได้ดังนี้
๑ มหากัป เท่ากับ ๔ อสงไขยกัป
๑ อสงไขยกัป " ๖๔ อันตรกัป
๑ อันตรกัป " ๑ รอบอสงไขยปี
หรือ
๑ รอบอสงไขยปี เป็น ๑ อันตรกัป
๖๔ อันตรกัป " ๑ อสงไขยกัป
๔ อสงไขยกัป " ๑ มหากัป
เอาละ... หวังว่า คงเป็นที่เข้าใจกันได้ง่ายขึ้นแล ว บัดนี้ เราจะพากันย้อน
กลับไปหาเรื่องเดิม คือ อายุของพระพรหมชั้นพรหมปาริสัชชาภูมิต่อไป
พระพรหมชั้นนี้ได้กล่าวไว้แล้วว่า มีอายุนานถึงหนึ่งในสามของวิวัฏฏฐายี
อสงไขยกัป ก็อันว่ากาลเวลาที่เรียกว่า วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัปนั้น ท่านผู้มี
ปัญญาคงทราบแล้วว่า นานถึงหกสิบลี่อันตรกัป ทีนี้ หนึ่งในสามของหกสิบสี่
เป็นเท่าไรเล่า? ก็คงเป็นยี่สิบเอ็ดเศษ ฉะนั้ น จึงเป็นอันยุติได้ว่า พระพรหมทั้ง
หลายผู้สถิตเสวยพรหมสมบัติอยู่ในพรหมปาริสัชชาภูมินี้ มีอายุยืนนานได้ ๒๑
อันตรกัปเศษ
บุรพกรรม ท่านผู้ที่จะมาอุบัติเกิดเป็นพรหมชั้นนี้ ได้แก่ ท่านที่เป็น
พราหมณ์ก็ดี โยคีหรือพระฤๅษีก็ดี ภายนอกพระพุทธศาสนา ซึ่งได้เจริญสมถ
ภาวนาบำเพ็ญพรตทำตบะ จนได้เป็นฌานลาภีบุคคลลำเร็จปฐมฌาน หรือ
สมณะพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา ผู้อุตสาหะกระทำสมถกรรมฐาน
ภาวนา จนได้สำเร็จปฐมฌานเช่นเดียวกัน แต่เป็นปฐมฌานชั้นเล็กนัอย มี
อำนาจอ่อนซึ่งเรียกว่า ปริตตปฐมฌาน ครั้นดับจิตตายในขณะฌานยังไม่เสื่อม
ย่อมมาอุบัติบังเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ เสวยพรหมสมบัติอย่างสุขสำราญ สมกับ
ภาวนากรรมที่ทำไวั
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"

. . .