เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: กัปที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้  (อ่าน 1530 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Wisdom

  • สมาชิก
  • ***
  • กระทู้: 242
  • ใครจะใหญ่เกินกรรม
    • ดูรายละเอียด
กัปที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2012, 11:51:03 AM »
1.สารกัป หมายถึง มหากัปที่มีแก่นสาร มหากัปใดที่ถูกเรียกว่า สารกัป แสดงว่ามหากัปนั้นจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาบนโลกเพียงแค่พระองค์เดียว
2.มัณฑกัป หมายถึง มหากัปที่มีความผ่องใส มหากัปใดที่ถูกเรียกว่า มัณฑกัป แสดงว่ามหากัปนั้นจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาบนโลกทั้งหมดสองพระองค์
3.วรกัป หมายถึง มหากัปที่ประเสริฐ มหากัปใดที่ถูกเรียกว่า วรกัป แสดงว่ามหากัปนั้นจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาบนโลกทั้งหมดสามพระองค์
4.สารมัณฑกัป หมายถึง มหากัปที่ประเสริฐกว่าและมีแก่นสารมากกว่ามหากัปที่ผ่านๆมา มหากัปใดที่ถูกเรียกว่า สารมัณฑกัป แสดงว่ามหากัปนั้นจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาบนโลกทั้งหมดสี่พระองค์
5.ภัทรกัป หมายถึง มหากัปที่เจริญที่สุดและเกิดขึ้นได้ยากที่สุด มหากัปใดที่ถูกเรียกว่า ภัทรกัป แสดงว่ามหากัปนั้นจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาบนโลกมากที่สุดถึงห้าพระองค์ ซึ่งในช่วงของภัทรกัปนี้ ถือว่าเป็นมหากัปที่มีจำนวนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาบนโลกมากที่สุด และจะไม่มีมากกว่านี้อีก ด้วยเหตุนี้ ภัทรกัปจึงเป็นมหากัปที่ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีโอกาสจะกระทำอาสวะให้สิ้นไป ได้มากกว่ามหากัปอื่นๆทั้งหมด ส่วนในมหากัปที่พวกเรากำลังอยู่นี้ มีชื่อเรียกว่า ภัทรกัป ซึ่งถือว่าเป็นมหากัปที่เจริญที่สุดและเกิดขึ้นได้ยากที่สุด โดยจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นบนโลกมากที่สุดถึง 5 พระองค์ ซึ่งในกัปนี้ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาบนโลกไปแล้วถึง 4 พระองค์ได้แก่
1.พระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกของภัทรกัปนี้
2.พระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่สองของภัทรกัปนี้
3.พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่สามของภัทรกัปนี้   
4.พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่สี่ของภัทรกัปนี้
5.พระศรีอริยเมตไตรย คือผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือองค์สุดท้ายแห่งภัทรกัปนี้
สำหรับในยุคปัจจุบัน เราท่านผู้มีบุญทั้งหลายกำลังอยู่ในยุคของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงอันตรกัปที่ 12 และในอนาคตกาลอันไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ กล่าวคือ อีกเพียงอสงไขยปีเศษ พระศรีอริยเมตไตรย สัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จลงมาบังเกิดบนโลก ในช่วงอันตรกัปที่ 13 ซึ่งถือเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ห้า หรือพระองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้ และด้วยความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ทรงสั่งสมบารมีมาไม่เท่ากัน ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถแบ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เป็นสามประเภท ซึ่งพระพุทธเจ้าแต่ละประเภทจะมีความแตกต่างกัน
กว่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ จะได้มาตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นแสงสว่างให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น ทุกๆพระองค์จะต้องผ่านการบำเพ็ญเพียรและสั่งสมบารมีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน มาเหมือนๆกัน แม้จะผ่านการบำเพ็ญเพียรมาเหมือนๆกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระยะเวลาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงใช้ในการสั่งสมบารมีนั้น กลับมีระยะเวลาที่ไม่เท่ากัน ด้วยเหตุที่ระยะเวลาในการสั่งสมบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละพระองค์ไม่เท่ากันนี้เอง จึงได้มีการแบ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกเป็นสามประเภท ดังนี้ ประเภทแรก เรียกว่า พระปัญญาธิกพุทธเจ้า
หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงสร้างบารมีโดยมีพระปัญญาอันแก่กล้า กล่าวคือ พระองค์ทรงมุ่งที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะได้นำพาพุทธบริษัทสี่ทั้งหลาย  ซึ่งมีอยู่จำนวนหนึ่งแต่ไม่มากเข้าสู่พระนิพพาน สำหรับพระปัญญาธิกพุทธเจ้านั้น พระองค์จะต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งสมบารมีทั้งหมด 20 อสงไขยมหากัป กับเศษอีกแสนมหากัป ถ้าจะให้แบ่งระยะเวลาในการสั่งสมบารมีของพระปัญญาธิกพุทธเจ้า สามารถแบ่งได้เป็นสามระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1.เป็นช่วงระยะเวลาที่พระองค์ทรงสั่งสมบารมี พร้อมกับมีพระดำริ หรือทรงตั้งความปรารถนาในการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ในพระทัย โดยที่ไม่ได้เอ่ยปากบอกใคร สำหรับระยะเวลาในการสั่งสมบารมีในช่วงนี้ พระองค์จะต้องใช้ระยะเวลาในการบ่มบารมีราว 7 อสงไขยมหากัป
ระยะที่ 2.เป็นช่วงระยะเวลาที่พระองค์ทรงสั่งสมบารมี พร้อมกับทรงเปล่งพระวาจา หรือทรงตรัสบอกถึงความปรารถนาในการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้กับบุคคลอื่นๆได้รับรู้ นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงที่พระองค์กำลังทรงสั่งสมบารมีให้แก่รอบยิ่งๆขึ้นไปอีกด้วย สำหรับระยะเวลาในการสั่งสมบารมีในช่วงนี้ พระองค์จะต้องใช้ระยะเวลาในการบ่มบารมีอีก 9 อสงไขยมหากัป
ระยะที่ 3.เป็นช่วงระยะเวลาที่พระองค์ทรงสั่งสมบารมี จนได้รับพุทธพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในครั้งแรกว่า “ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า พระองค์จักได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง อย่างแน่นอน สำหรับระยะเวลาในการสั่งสมบารมีในช่วงนี้ พระองค์จะต้องใช้ระยะเวลาในการบ่มบารมีอีกถึง 4 อสงไขยมหากัป กับเศษอีกแสนมหากัป
ซึ่งในส่วนของพระสมณโคดมสัมพุทธเจ้าของพวกเรานั้น พระองค์ทรงจัดอยู่ในประเภท พระปัญญาธิกพุทธเจ้า  หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาอันแก่กล้านั่นเอง 
ใน จักกวัตติสูตร ได้บันทึกเอาไว้ว่า ในยุคต้นกัปนั้น การที่มนุษย์มีอายุขัยลดลง เริ่มจากมนุษย์ประพฤติอกุศลกรรมบถ 10 ประการ พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงประพฤติจักรพรรดิวัตร ทรงตัดสินไม่เที่ยงธรรม ไม่พระราชทานทรัพย์แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนจึงบังเกิดขึ้น เมื่อความขัดสนมีมากเข้าจึงทำให้เกิดการลักขโมย เมื่อมีการลักขโมยมากขึ้นศัสตราวุธจึงเพิ่มขึ้น พอมีอาวุธ มนุษย์ก็อยากใช้ฆ่าและทำร้ายกัน เมื่อการทำปาณาติบาตเพิ่มมากขึ้น มุสาวาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย ทำให้การพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย อายุของมนุษย์จึงเสื่อมถอย ลูกของมนุษย์ที่มีอายุแปดหมื่นปี จึงมีอายุถอยลงเหลือสี่หมื่นปี สองหมื่นปี และหนึ่งหมื่นปี ตามลำดับรุ่นลูก หลาน เหลน โหลน หลิน แหล่ ในเมื่อมนุษย์มีอายุหนึ่งหมื่นปี การประพฤติล่วงละเมิดบุตร ภรรยา หรือสามี ของคนอื่นมีมากขึ้น ทำให้ลูกที่เกิดมามีอายุถอยลง เหลือห้าพันปี เหลือสองพันห้าร้อยปีก็มี สองพันปีก็มี มนุษย์ในช่วงอายุสองพันปีจะมีอภิชฌาและพยาบาทหนาแน่นมากขึ้น ทำให้ลูกที่เกิดมามีอายุถอยลงเหลือหนึ่งพันปี ในยุคที่มนุษย์มีอายุหนึ่งพันปี มิจฉาทิฐิมีมากขึ้น เป็นเหตุให้ลูกที่เกิดมามีอายุลดลงเหลือห้าร้อยปี รุ่นต่อมาเหลือสองร้อยห้าสิบปีบ้าง สองร้อยปีบ้าง ในยุคที่มนุษย์มีอายุราวสองร้อยห้าสิบปี หรือสองร้อยปี มนุษย์จะไม่ปฏิบัติชอบในบิดามารดา ไม่เคารพสมณะ ไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ทำให้ลูกที่เกิดมาภายหลังมีอายุถอยลงเหลือหนึ่งร้อยปี  ช่วงที่มนุษย์มีอายุขัยลดลงจากหนึ่งร้อยปี ถึง สิบปี ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎกแต่ปรากฏในคัมภีร์โลกสัณฐานว่า ทุกๆหนึ่งร้อยปี มนุษย์จะมีอายุขัยลดลงหนึ่งปี
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"