เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: พุทธภูมิทั้งหลายมาแนะนำตัวและแลกเปลี่ยนการบำเพ็ญบารมีได้ที่นี้ครับ  (อ่าน 67812 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 12 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
อนุโมทนาสาธุๆ ขอรับ

ออฟไลน์ บูรพาผู้อิสระ

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
ผมบูรพา ผู้อิสระ  ขอฝากเนื้อฝากตัวกับ พุทธภูมิ  ทุกท่านด้วยครับ   และขอโมทนาบุญกับทุกๆท่านที่ปรารถนาจะรื่อข้นสัตว์ให้ข้ามพ้น วัฏสังสารนี้  สาธูๆ  พุทธธังอนันตัง  ธรรมมังจักรวาลัง  สังฆังนิพพานปัจโยโหตุ.......... (ศัทธาธิกะ แบบพิเศษ)

ออฟไลน์ kritsana kamja

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
ผมอนุโมทนากับทุกท่านครับ กับการปราถนา ...
ผมก็ปราถนาครับ แบบปัญญาธิกะ จะเน้นการทำสมาธิและการให้ทานครับ ผมรู้ตัวเองครับว่าำกำลังใจยังอ่อนอยู่ครับ แต่ก็จะพยายามไปให้ถึงเป้าหมายครับ

ออฟไลน์ แรกอรุณ

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
แรกอรุณ พุทธภูมิเช่นกัน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ  ไม่รู้หลายท่านมีประสบการณ์อยากจะลาบ้างไหมครับ  ผมเวลาเหนื่อยจากการก้าวไปข้างหน้าตามเส้นทางของเรา  ก็แอบคิดขึ้นมาว่าจะลาหลายครั้ง  แต่ก็หักใจลงไม่ได้สักที สุดท้ายเลยยังอยู่มาถึงตอนนี้แหละนะครับ  .....อาจจะมีประสบการณ์น้อยนิดแต่ขอความกรุณาแนะนำแนวทางให้ด้วยนะครับ   :) :)   teerakane@gmail.com ครับ

ออฟไลน์ sit219

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
เคยถามเพื่อนในเฟสที่สนใจธรรมะว่า มีคนปฎิบัติธรรมที่วัดอัมพวันเป็น ปราถนาว่ามีใครอยากเป็นพระพุทธเจ้าไหม เจอด่ากับว่า เราบ้า งง ไปเลย  ท้อใจไปเหมือนกันตอนนี้ยังสับสนว่าอยากเป็นพระโพธิ์สัตว์ไหม แต่ก็อยากช่วยคนให้พ้นทุกข์เยอะๆๆๆ อยากสร้างบารมีให้เต็ม30ทัส แต่บ้างครั้งก็เกลียดคนชั่วคนเห็นแก่ตัว ยังมีเห็นแก่ตัวบ้างบ้างครั้ง โกรธง่ายหายไว ใจดีมีเมตตาแต่ปากไวไปหน่อยชอบสร้างวจีกรรมเพราะทำงานในเรือนจำชอบด่านักโทษ ติดนิสัยเก่ามาจากชาติที่แล้วเพราะชาติก่อนเป็นคนลงหวายในคุกตีไปด่าไป แต่ก็พยายามสร้างบารมี อยากตามในหลวงไปทุกชาติสร้างบารมีไปพร้อมกับท่าน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 25, 2013, 11:09:05 AM โดย sit219 »

ออฟไลน์ chaimakna

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
เมตตา ศีล  สติปัญญา สมาธิ......    สติทำให้กล้าหาญเเล้วมีทุกอย่างมีสติก็มีความกล้าเวลาพึ่งตื่นนอนบ้างคนลองสังเกตุดูเอาบ้างคนนะจะไม่กล้าเท่าตื่นนอนมานานเเล้ว   มีสติก็มีความกล้า  ส่วนศีลกับสมาธิ ไม่ต้องอธิบายดีมากทำให้ไม่เสียเวลาบำเพ็จบารมี
                                                      หลักสำคัญเลยนะ ความเมตตา   ความเมตตา ทำให้เกิด พระพุทธเจ้า ได้ คบเมตตา ตัวเดียว
ตัวอื่นจะตามมานะ ศีล ความกล้า ความดี  ปัญญา มาหมดเลยครับ คบเมตตาเป็นเพือนเอาไว้   หลักนี้สำคัญมากมาก
 ถ้าคบความโทสะ ความโกรธนะ ลองสังเกตุนะ ผิดศีล ตั้งเเต่ 1-5 เลย  โทสะ เครียด กินเหล้า โทสะเเล้ว  เเค้นฆ่ามาจากโทสะเเล้ว  เกลียดมันขโมยของเลยมาจาก โทสะเเล้ว เกลียดด่า  มาจากโทสะเเล้ว มุสาเเล้วนะ  คบเลยละ ผู้ใดคบโทสะ ความโกรธไว้ ผู้นั้น ทำอะไรสำเร็จยาก
 

ออฟไลน์ ไนซ์

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
สวัสดีครับ ทุกท่าน ....ผมชื่อ ไนซ์ครับ.....ขออนุโมทนากับเมตตาแห่งโพธิจิตของทุกท่านที่มีต่อสรรพชีวิตในสังสารวัฏนี้ครับ.... ผมปรารถนาพุทธภูมิเช่นกัน....เห็นความเป็นมาเรื่องราวความปรารถนาของทุกท่านแล้ว...ยังกำลังใจให้กับผมเช่นกัน แม้เรื่องราวของผม ไม่ได้พิเศษเช่นพวกท่าน และยังไม่รู้แนวทาง ปฏิปทา เช่นทุกท่าน .... ทุกวันนี้ ยังไม่มีครูบาอาจารย์กับเขาเลย...แต่เข้าใจว่า พุทธภูมินั้น....ย่อมเกิดมาเพื่อเรียนรู้ธรรมยิ่งกว่าใคร เพราะเราเรียนวิชาครู การจะเป็นครู ย่อมต้องรู้ทุกสิ่ง.... แต่สิ่งที่ผมรู้ตอนนี้ มีเพียง ปัญญาจากการอ่าน ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมอยู่เสมอเท่านั้น ยังไม่มีปฏิปทาทางการปฏิบัติเช่นคนอื่นเขา..... เดิมทีเดียวใช้ชีวิตแบบโลกๆ มานานมากกก..... แต่ผมรู้สึกว่า... ผมคิดอะไรแปลกๆกว่าคนปกติทั่วๆไปเขาคิดกัน... และมีความแปลกใจกับความรู้สึกตัวเอง..... ความคิดหนึ่งคือ....ครอบครัวของผมไม่ได้อบอุ่นเช่นครอบครัวอื่น พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน พูดง่ายๆว่า แยกทางกัน ...เราก้ออยู่กับแม่ กับน้องสาว...แต่ไม่เคยรู้สึกว่าขาดความอบอุ่น เพียงแต่...แม่ของเรา ก้อไม่ได้มีเวลามาสั่งสอนอะไรเรา ...เราอยู่กับตัวเอง เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง .... ลองอะไรๆทั้งดีและไม่ดีด้วยตัวเอง ไม่มีใครมาบอกว่า อะไรดี อะไรไม่ดี แต่ก้อสอนตัวเองเสมอ ... อะไรดี รักษาไว้ อะไรไม่ดีก้อละเลิกไป....มีอะไรบางอย่างที่ไม่เข้าใจติดค้างอยู่ในใจมาตลอด คอยถามตัวเองเสมอ ไม่รู้คนอื่นเค้าถามตัวเองแบบนี้ไหม....."เราเกิดมาเพื่ออะไร"....แน่นอนไม่ได้เกิดมาเพื่อทำอะไรแบบโลกๆนี้แน่ๆ....มันเกิดความคิดแบบนี้ในหัวเสมอๆ ตั้งแต่เด็กๆ ...และคอยเฝ้าตามหาสิ่งที่เราควรทำมาตลอด....แน่นอน ไม่รู้ทำไม เรามักห่วงคนอื่นเสมอ สงสารคนอื่นเสมอ แม้แต่คนที่ทำร้ายเรา...พอเราสบโอกาสเอาคืน ...เรากลับสงสารเขาจับใจ ไม่อยากทำร้ายเขา ถึงขนาดร้องไห้ออกมา....เราสงสัยตัวเราเอง ว่า...นี่เราอ่อนแอหรือเปล่า ....ก้อได้คำตอบว่า ไม่นะ ....เราก้อไม่ได้อ่อนแอ ..... ไม่ใช่คนปวกเปียกแบบนั้น เพียงแต่เราไม่ต้องการจะทำร้ายใครให้เจ็บเหมือนที่เราเจ็บเท่านั้นเอง.... สมัยเด็ก เราเคยไปเข้าศาสนาคริสต์ด้วยความบังเอิญ เราศรัทธานะ เพราะคนคริสต์เขาดูท่าทางมีความสุข เราศึกษานะ ศึกษาเหมือนแบบพุทธ ศึกษาได้ดีแบบได้เกียรติบัตรอะไรแบบนั้นเลย แต่พ่อแม่เราไม่เห็นด้วยคัดค้านหนักเลย ...เราก็เลยออกจากคริสต์ ... มีวันนึง แม่เราไปได้หนังสือกรรมฐานของ ท่านหลวงพ่อพระราชพรหมญาณมา....ปกติ เราชอบอ่านหนังสือมากอยู่แล้ว....จึงอ่านและชอบใจ บทอสุภกรรมฐาน กายคตานุสติกรรมฐาน และมรณัสติกรรมฐาน..... เป็นพิเศษ ....เล่าถึงตรงนี้ แปลกอีกอย่าง คือ ผมเป็นคนไม่กลัวอะไรเลยซักอย่าง ...แม้แต่ความตาย .. บอกตัวเองเสมอมาตลอดว่า...แม้จะตายตอนนี้ เวลานี้ ก็จะไม่อาลัยในกายสังขารนี้เลย... ปกติ ไม่เคยแขวนพระเลย ถ้าแม่ผมไม่เอามาให้แขวน และส่วนมากก้อจะ เป็นเทพมากกว่าที่แขวน ตอนนี้ที่แขวนอยู่ก็เป็น เหรียญยันต์ แต่ก็ไม่ได้ศรัทธาอะไรผู้สร้าง เพียงแต่ที่แขวน เพราะเป็นเหรียญยันต์ดวงประสูติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...จึงได้แขวน เพราะนี่ก็เป็นเรื่องแปลกอีกอย่างนึงของผม .... คือ ผมเข้าใจว่า คนทั่วไป เคารพศรัทธาในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในฐานะที่ท่านเป็นพระศาสดาของศาสนาพุทธ ...แต่ผมเคารพรักศรัทธาท่านในฐานะ พระพุทธบิดา ผมเรียกท่านว่า "องค์สมเด็จพ่อ" ความคิดผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก โดยที่ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไม ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับท่านไปมากกว่าคนอื่นๆ คือ พระศาสดาของศาสนาพุทธ แค่นั้น.... แต่เคารพรักท่านมาก....หลังจากที่ได้อ่านหนังสือกรรมฐาน ก้อฝึกปฏิบัติแบบศึกษาด้วยตัวเอง ตามหนังสือเล่มเดียว....ก็ไม่รู้นะ รู้สึกว่า มันสงบเยือกเย็นเป็นสมาธิ เรียนหนังสือเข้าใจอะไรง่าย ...เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง... รู้สึกว่าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิมากๆ จนรู้สึกว่า ตัวเอง กำลังยืนตัวตรงอยู่ และมองก้มต่ำลงไป เบื้องหน้าตัวเอง และเห็นตัวเองนั่งสมาธิอยู่.... เป็นประสบการณ์ที่แปลกเหลือเชื่อ .... หลังจากนั้น ก็มีภาระแบบโลกๆทำให้ชีวิตยุ่งๆจนไม่ได้ฝึกกรรมฐานอีก..... มีเรื่องแปลกทางความคิดอีกอย่างนึง ไม่ทราบเพื่อนๆเหล่าพุทธภูมิจะเป็นกันไหม คือ...ผมรู้สึกว่า ผมอยากจะบวชมากๆ ตั้งแต่เด็กๆ อยากจะบวชมาก... แต่ไม่เคยได้บวชเลย...ไม่รู้ทำไม ...เพื่อนๆ เขาบวชเณร บวชพระกันหมดแล้ว .... มีแต่ผมที่ยังไม่มีโอกาสได้บวชเรียน....แต่..เหมือนรู้สึกตัวเองเสมอว่า....หากเราบวชแล้ว เราจะครองเพศสมณะตลอดชีวิต..... นั้นยิ่งทำให้ไม่กล้าบวช เพราะคิดว่า หากเรื่องทางโลกยังไม่เรียบร้อย จะเป็นหวงในภายหลัง แต่อีกใจก็คิดว่า หวงไปทำไมกัน กายสังขารของทุกคนก็เป็นเช่นเรา บำรุงรักษาดีอย่างไร ก็ต้องดับสูญไปเป็นธรรมดา ...ทุกคนมีกรรมเป็นแดนเกิด ทุกคนมีกรรมเป็นของตน เราทำกรรมอันใดไว้ ย่อมได้รับผลกรรมเช่นนั้น ... มีเพียงทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ... หวงใครคนใด เขาก็ต้องตายจากเราไปในซักวันนึง ไม่อาจอยู่กับเราได้ตลอดไป .... นี่เป็นเรื่องราวในวัยเด็กและสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน....ผมไม่รู้เลยว่า เราต้องทำอะไร และทำอย่างไร ไม่รู้ทิศทางของตัวเองเลย ...ไม่มีใครคอยบอก ไม่มีใครคอยสอน...จนมาถึงวันนึง....เมื่อประมาณ 2 ปี ที่ผ่านมา ...ผมก้อยังเป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ใช้ชีวิตแบบโลกๆเหมือนคนอื่นๆคนนึง ...แต่ผมชอบไปวัดนะ มันสงบถูกจริตกับผม ... แต่ก้อชอบชีวิตแบบโลกๆเหมือนคนอื่น ใช้ชีวิต มีแฟน ก้อรักๆเลิกๆ ปกติ....วันนึง ผมได้มีโอกาส ไปร่วมบุญกฐิน...เป็นกฐินเล็กๆ ต้องต่อรถไปหลายต่อ เพราะสถานที่ๆไป อยู่บนยอดเขาสูง เป็นสำนักสงฆ์ ไกล และอยู่ในป่าลึก กว่าจะเข้าป่า ต้องผ่านหุบเขา เหว อะไรแบบนั้น ที่นั้นมีพระเพียงรูปเดียว และมีปู่พราหมณ์ ซึ่งกลุ่มคนที่ไปด้วยนั้น เคารพศรัทธา ผมไม่รู้จักท่านหรอก...เพียงแต่รู้จากคนที่ไปด้วยว่า ปู่พราหมณ์ท่าน ประมาณว่า ท่านมีญาณสามารถสื่อกับอะไรบางอย่าง ผ่านหินลักษณะแปลกๆ ของท่านได้ หลายๆคน พูดถึงก้อเกือบทั้งหมดที่ไป ก้อจะไปถามนั้นถามนี่ท่าน เรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องทอง อื่นๆ ท่านก้อตอบๆไป ....ผมก้อเลยนึกสนุกอยากถามบ้าง ก้อถามเรื่องคู่...ท่านก้อบอกว่า ผมไม่มีคู่.....ผมก้อสงสัย บอกท่านว่า แล้วที่ผมคบๆอยู่ และต่อๆไป ไม่ใช่คู่ผมบ้างเลยหรือ ทำไมถึงไม่มีหล่ะ ...ท่านบอกว่า....ผมเกิดมาในภูมิของพระโพธิสัตว์ .... ผมงงเลย ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยสนใจ พระโพธิสัตว์คืออะไร รู้จักแต่ พระโพธิสัตว์กวนอิม แล้วมาเกี่ยวอะไรกับเรา......จึงถามท่าน ท่านบอกว่า เราเป็นพระโพธิสัตว์เกิดมาเพื่อบำเพ็ญบารมี ชาตินี้เกิดมาบำเพ็ญ จาคะทานบารมี ....ท่านบอกเราแค่นี้....เราก้องงๆ สับสน แต่ที่รู้สึกอีกอย่างนึงคือ คุ้นเคย .... หลังจากกลับมา เราก้อค้นคว้า หาข้อมูล เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ ก้อยิ่งรู้สึกคุ้นเคย ถูกจริต....เกิดศรัทธาอย่างมาก และก้อเริ่มทำบุญทีละเล็กละน้อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ไปเรียนกสิณกรรมฐานมา เพราะบังเอิญไปติดใจ เกิดไปเห็นพระพุทธรูปปางเปิดโลกทรงเครื่องจักรพรรดิ์ งดงามติดจิตติดใจมาก และมารู้ทีหลังว่า ปางเปิดโลกนี้ เกี่ยวพันกับเราเหล่าพุทธภูมิเป็นอย่างยิ่ง ... และพยายามจะหามาบูชามาตลอด 1 ปีเต็มๆ จนกระทั่งเจอแต่เป็นโรงหล่อที่คาดว่าจะสร้างแต่ไม่รู้จะสร้างเสร็จเมื่อไหร่ และไม่มีพิธีพุทธาภิเษกด้วย ...และเป็นบุญสัมพันธ์เป็นอย่างยิ่งที่โรงหล่อได้สร้างแล้วเสร็จเมื่อเกือบปลายเดือนที่แล้ว และผมได้มีโอกาสสร้างพระประธานปางเปิดโลกนี้ เรียกว่ามีขนาดใหญ่มากทีเดียว และได้นำพระพุทธรูปปางเปิดโลกของผมเองไปเข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกนี้ ซึ่งเป็นพิธีที่มีความศักดิ์สิทธิ๋เป็นอย่างยิ่ง เมื่อต้นเดือนนี้เอง.....ตอนนี้ก็กำลังสร้างบุญใหญ่ต่อ ด้วยได้รู้จักพี่คนนึง และได้มีโอกาสอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ถวายวัดต่างๆ ทั่วประเทศ....ตอนนี้ก้อกำลังหาแนวทางปฏิบัติอยู่ครับ เพื่อนพุทธภูมิท่านใดมีอะไรชี้แนะ ชี้นำ ก้อได้โปรดสงเคราะห์แนะนำบ้างนะครับ.....ผมก้ออีกคนนึงที่รู้สึกเบื่อหน่ายสังสารวัฏนี้เช่นกัน.... บางทีก้ออยากจะเข้านิพพานไปเลย...... แต่ไม่เคยคิดลาพุทธภูมิ แม้แต่เสี้ยววินาทีครับ ....รู้สึกว่าจิตตั้งมั่น ต่อพุทธภูมิ เป็นอย่างยิ่ง....แม้จักฆ่าผมให้ตายไปต่อหน้า ก้อจะไม่ขอลาพุทธภูมิ .... อีกอย่างไม่เคยคิดว่าตัวผมเองมีอะไรพิเศษเลย ... แต่ตอนไปเรียนกสิณ ที่สอนกสิณนั้น เค้าบอกว่า เรามีตาที่สามเป็นของเก่าติดตัวเรามา หากตั้งใจปฏิบัติ ก้อจะไปได้เร็ว.... ก็แปลกดีครับ ไม่ใช่ไม่เชื่อแต่ยังไม่ได้คืนมาก็เลยวางไว้เป็นกลางก่อนครับ ....ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านเรื่องของเราที่บรรยายซะยาวเหยียดเลยครับ ขออภัยถ้ายาวเกินไป และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วยนะครับ ..... ปล. พวกเราเหล่าพุทธภูมิน่าจะมีการรวมกลุ่มพบเจอกันบ้างก้อน่าจะดีนะครับ เท่าที่โอกาสจะอำนวย เผื่อจะได้มีโอกาสสร้างบุญกุศลร่วมกันด้วยวิธีต่างๆ ตามแต่สมควรแก่กาลครับ สาธุครับ....

ออฟไลน์ prajam

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
แนะนำฟังไฟล์เสียงหลวงปู่จาม มหาปุญโญ ดูนะครับ
http://www.fungdham.com/sound/jarm.html/038 อธิษฐานบารมี เพื่อไม่ให้ท้อในการสร้างบารมี เพราะแม้ว่าสร้างมากมายขนาดไหน ก็ไม่อาจสำเร็จได้ในวันเดียว อย่าประมาทนะครับ

 

ออฟไลน์ ชมพูอุษมัน

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 1
    • ดูรายละเอียด
สวัสดีค่ะ ชื่อนึ่งค่ะ ปรารถนาพุทธภูมิ เพื่อรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปพระนิพพาน ตั้งใจว่าชาตินี้ขอเป็นชาติสุดท้ายที่จะเกิดเป็นผู้หญิงค่ะ ขอถือพรหมจรรย์ตลอดชีวิต จะได้เกิดเป็นผู้ชายเสียที

ออฟไลน์ ไนซ์

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
โมทนาด้วยนะครับ คุณนึ่ง สาธุการครับ

โมทนากับทุกท่านครับ
ผมอนุโมทนากับทุกท่านครับ กับการปราถนา ...
ผมก็ปราถนาครับ แบบปัญญาธิกะ จะเน้นการทำสมาธิและการให้ทานครับ ผมรู้ตัวเองครับว่าำกำลังใจยังอ่อนอยู่ครับ แต่ก็จะพยายามไปให้ถึงเป้าหมายครับ
มีบ้างเหมือนกันครับ
แต่ขึ้นชื่อตั้งปรารถนาแล้ว ก้ต้องค่อยๆสร้างบารมีกันแหล่ะครับ เพราะยังต้องเกิดกันอีกนาน  การเกิดเหมือนเป้นขนมหวาน ตราบใดที่บารมียังไม่เต็มก็ต้องสร้างบารมีกันต่อไป และอีกอย่างถึงบารมีเต้มก็ยังต้องลงมาอยู่เนืองๆ อยู่ไม่ได้หรอกครับ ...เพราะ จนกว่าจะตรัส โน่นละครับ
หลวงปู่ดู่ท่านยังลงมา 100ปีเกิดที เลย  จริงไหมครับ

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
โมทนากับทุกท่านครับ
ผมอนุโมทนากับทุกท่านครับ กับการปราถนา ...
ผมก็ปราถนาครับ แบบปัญญาธิกะ จะเน้นการทำสมาธิและการให้ทานครับ ผมรู้ตัวเองครับว่าำกำลังใจยังอ่อนอยู่ครับ แต่ก็จะพยายามไปให้ถึงเป้าหมายครับ
มีบ้างเหมือนกันครับ
แต่ขึ้นชื่อตั้งปรารถนาแล้ว ก้ต้องค่อยๆสร้างบารมีกันแหล่ะครับ เพราะยังต้องเกิดกันอีกนาน  การเกิดเหมือนเป้นขนมหวาน ตราบใดที่บารมียังไม่เต็มก็ต้องสร้างบารมีกันต่อไป และอีกอย่างถึงบารมีเต้มก็ยังต้องลงมาอยู่เนืองๆ อยู่ไม่ได้หรอกครับ ...เพราะ จนกว่าจะตรัส โน่นละครับ
หลวงปู่ดู่ท่านยังลงมา 100ปีเกิดที เลย  จริงไหมครับ


อนุโมทนาบุญกับทุกๆท่านครับ สาธุ

ออฟไลน์ narayana2514

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
สวัสดีครับ
แล้วเราจะรู้ได้ อย่างไร
จากการปฏิบัติของเราเอง
จากครูบาอาจารย์
แล้วการปรารถนานี้ ต้องมีมานานแล้ว ในอดีตชาติ หนึ่ง หนึ่งมาก่อน ตั้งใจมาก่อน และ ได้รับพุทธพยากรณ์ มาก่อน และแน่วแน่ในคำอธิษฐาน เที่ยงแท้ในพุทธภูมิ แล้วพอมาถึงกาลปัจจุบันชาติ ก็มีโอกาสได้รับรู้ ในการตั้งจิตพุทธภูมิ แต่สำคัญว่า จะรู้ อย่างไร ในกาลปัจจุบันที่เป็นตามจริง โดยที่ไม่ได้ตามกระแสโลก กระแสธรรมมารมณ์  ขอคำแนะนำด้วยครับ

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด


หลวงตาม้าสอนพุทธภูมิ

"พุทธภูมิ"

พุทธภูมิ หรือ พระโพธิสัตว์ คือ ผู้ที่ปรารถนาพระโพธิญาณ
ปรารถนาจะเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาลเบื้องหน้า
ผมเคยกราบเรียนถามหลวงตาม้าถึงความหมายของคำว่าพระโพธิญาณ
หลวงตาม้าท่านเมตตาตอบมาได้ใจความว่า

"โพธิญาณแปลว่าความรู้ใหญ่ ปรารถนาโพธิญาณก็แปลว่าปรารถนาความรู้ใหญ่ไง"

ผมจึงกราบเรียนถามท่านต่อไปว่า แล้วพุทธภูมินั้นควรทำอย่างไร จึงจะได้เป็น
หลวงตาท่านตอบมาง่ายๆสั้นๆเพียงแค่ว่า

"หากเป็นพุทธภูมิ ทำบุญทุกอย่างจะต้องอธิษฐานเพื่อโพธิญาณ แม้กระทั่งให้ขนมแก่มด"

"เวียนว่ายใน3ภพ"

เป็นที่รู้กันดีว่าพุทธภูมิจะต้องสั่งสมบำเพ็ญบารมีเพื่อให้ได้มาซึ่งพระโพธิญาณ
หลวงตาม้าท่านเคยกล่าวไว้ได้ใจความว่า

"ไม่ใช่ปรารถนาแล้วจะเป็นกันได้เลยนะ มันต้องทำนะ"

การสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ไม่ได้จบเพียงชาติเดียว หากแต่จะต้องอาศัยช่วงระยะเวลา
ในการสร้างบารมีอันยาวนาน เวียนเกิด เวียนตายมากมายไม่สามารถนับได้
ทั้งลงนรก ทั้งขึ้นสวรรค์ ทั้งมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือทั้งไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเคยถามหลวงตาเกี่ยวกับการที่พุทธภูมิต้องลงนรก หลวงตาท่านเมตตาตอบมาว่า

"ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิ (พระโพธิสัตว์) หากเข้าถึงไตรสรณคมณ์แล้ว จะสามารถปิดอบายภูมิได้"

ศิษย์: แล้วอย่างไรถึงจะเรียกว่าเข้าถึงไตรสรณคมณ์ครับ

หลวงตา: เรามองพระพุทธรูปหรือพระ แล้วรู้สึกยังไงล่ะ

ศิษย์: ขนลุกครับ ปิติ ชอบครับ

หลวงตา: นั่นแหละ เขาเรียกว่าเข้าถึงไตรสรณคมณ์

วันต่อมาผมนึกสงสัยในเรื่องนี้อีก จึงไปถามหลวงตาอีกครั้ง

ศิษย์: หากผู้ที่เพิ่งเริ่มปรารถนาพุทธภูมิ แต่สามารถเข้าถึงไตรสรณคมณ์ได้ จะปิดอบายภูมิเลยหรือ

หลวงตาม้าท่านก็เมตตาสั่งสอนว่า

"ถ้าเพิ่งปรารถนา มันต้องลงไปชิมดูก่อนนะ ถ้าเรียนจบทั้ง3ภพก็เป็นพระพุทธเจ้าได้เลย
การสร้างบารมี เราต้องทำให้ครบ10อย่าง แต่ต้องเลือกเด่นๆสักอย่างหนึ่งในชาตินี้"
"พุทธภูมิจะต้องพยายามเป็นที่ ๑ ในทุกๆเรื่อง แม้เรื่องเรียนหนังสือก็เช่นกัน"

ความเป็น ๑ ของพุทธภูมิไม่ได้มีไว้แข่งขันชิงดีชิงเด่นกับใคร หากแต่เป็นไปเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ ดังเช่นที่หลวงปู่ดู่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า

"กำลังของพุทธภูมิ มีหน้าที่จะทำให้มหาชนมีความสุข ถ้าคนเรียกร้องหรือบ้านเมืองเกิดยุคเข็ญ
ก็ต้องลงมาช่วย จะคิดเอาแต่สบายได้ยังไง นั่นไม่ใช่ความคิดของหน่อพุทธภูมิ"

การเรียนรู้ของพุทธภูมิ
หลวงตาม้าท่านเคยกล่าวถึงการเรียนรู้แนวทางของพุทธภูมิไว้ ได้ใจความว่า

"ถ้าปรารถนาจะเป็นพุทธภูมิ เราก็ต้องไปเรียนกับพุทธภูมิที่บารมีสูงๆ ท่านถึงจะสอนให้ได้
ถ้าเราไปเรียนกับพระอรหันต์ ท่านก็สอนแนวทางการสร้างบารมีของโพธิสัตว์ไม่ได้
ท่านสอนเพียงทางไปพระนิพพานเท่านั้น แต่เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ
ว่าครูบาอาจารย์ที่เป็นพระโพธิสัตว์บารมีสูงๆนั้นอยู่ที่ไหน ปัญหามันอยู่ตรงนี้"
(หลวงตาม้าท่านพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี)

หลวงตาม้าท่านเคยกล่าวเอาไว้ได้ใจความว่า

"ในยุคนี้เนี่ยนะ ยุคที่เกิดกลียุคเนี่ยแหละ สร้างบารมีได้เยอะนะ แต่ต้องดูที่ความจำเป็นด้วย
ฝึกกสิณนั้นก็ดีอยู่ แต่ในยุคสมัยเช่นนี้ฤทธิ์ไม่ค่อยจะเกิดประโยชน์เท่าใด ยุคนี้บุญฤทธิ์มีประโยชน์มากที่สุด"

มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงตาม้าท่านพูดถึงครูบาอาจารย์หลายๆท่าน โดยที่ท่านยกมาเป็นตัวอย่างให้ฟัง
เพื่อให้เห็นถึงความยากลำบาก ในการสร้างบารมีของผู้ปรารถนาพระโพธิญาณ
และในบางครั้งที่พุทธภูมิจะต้องลงมาเกิดเป็นนักรบหรือต้องฆ่าเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา
และแผ่นดิน จากผู้รุกรานดังเช่นบูรพกษัตริย์ไทยหลายๆพระองค์ทรงกระทำมาแล้ว

ท่านกล่าวไว้ได้ใจความว่า

"หลวงพ่อดู่ท่านโดนกรรมหนักนะ ครูบาศรีวิชัยท่านก็โดนหนักเหมือนกัน
หลวงปู่ศุข(วัดปากคลองมะขามเฒ่า) สมเด็จโตก็โดนเหมือนกัน
คิดดูให้ดีๆ ไม่ใช่ของง่ายๆนะ(หัวเราะ)"

หลวงตาม้าท่านเคยถามลูกศิษย์คนหนึ่งได้ใจความว่า

"ปรารถนาพุทธภูมิเนี่ย วางแผนเอาไว้หรือยังว่าชาตินี้จะทำอะไร
วันนี้จะทำอะไร วันพรุ่งนี้จะทำอะไร ลองคิดดู"

"จะทำอะไรก็ต้องให้มันเกิดประโยชน์ ถ้าไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าไปทำ"



หลวงตาม้าพูดถึงพุทธภูมิบารมีครึ่งหรือเกินครึ่ง

ณ คืนหนึ่งในวัดถ้ำเมืองนะ หลวงตาม้าท่านเคยพูดถึงพุทธภูมิ
ผู้ทำบารมีมาแล้วครึ่งหนึ่งหรือเกินครึ่ง ได้ใจความว่า

"บารมีเกินครึ่งนี่ยังไม่ถือว่าเยอะนะ ถือว่ายังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร
จะรู้เรื่องรู้ราวจริงๆก็ตอนนู๊นล่ะ ตอนบารมีใกล้จะเต็ม"

มีน้องคนหนึ่งฝากผมกราบเรียนถามหลวงตาม้าว่า จะเป็นพุทธภูมิ ยากไหม?
หลวงตาท่านก็เมตตาตอบให้ว่า

"ไม่ยาก แต่ส่วนมากมักจะมาลา(พุทธภูมิ)กันตอนบารมีครึ่งหนึ่งเนี่ยแหละ"

หลวงตาม้าท่านเป็นพระสุปฏิปัณโณที่เอาใจใส่ในการฝึกฝนลูกศิษย์เป็นอย่างมาก
และท่านไม่เคยพูดให้ใครเสียกำลังใจแม้แต่น้อยนิด โดยปกติแล้ว
หลวงตาท่านจะไม่ค่อยพูดจนกว่าจะมีลูกศิษย์กราบเรียนถาม

แต่ถ้าขณะที่นั่งรวมๆกันหลายๆคน หากผู้ใดที่เจอปัญหาอันใหญ่หลวง
หรือกำลังหลงระเริงไปกับ โลกธรรมทั้ง8 ท่านก็จะเมตตาพูดเตือนสติขึ้นมา
แต่ท่านจะไม่เอ่ยชื่อคนผู้นั้น เพราะถ้าเอ่ยขึ้นมาแล้วล่ะก็...
ศิษย์ผู้นั้นจะต้องเกิดความรู้สึกอับอายอย่างแน่นอน เช่น
มีอยู่ครั้งหนึ่งนั่งรวมกันอยู่หลายคน อยู่ๆท่านก็พูดขึ้นมาลอยๆว่า

"...เอ้อ..คนเรานี่มันชิงดีชิงเด่นกันนะ พอมีกำลังเข้าหน่อยก็แย่งลูกแย่งเมียเขา..."

ศิษย์ผู้ที่ถูกหลวงตาพูดถึงนี้ ถึงกับสะดุ้งขึ้นมาในทันใด เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ก็เช่นเดียวกัน
ณ ตอนนั้นมีลูกศิษย์นั่งรวมกันอยู่มาก ท่านก็พูดขึ้นมาได้ใจความว่า

"...สภาพแวดล้อมก็มีส่วนนะ พระโพธิสัตว์บางองค์ติดสุข ทำให้เสียเวลาไปเลย
ที่ทำอยู่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอก แต่จะเอาแค่นั้นจริงๆหรือ? ทั้งๆที่บารมีตัวเองก็มีอยู่แท้ๆ... "

ออฟไลน์ narayana2514

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
ขอ อนุโมทนา ครับ ความรู้ ความเข้าใจ ที่ ได้รับโอกาส รู้ ในครั้งนี้  ขอขอบคุณครับ