เว็บพุทธภูมิ



ผู้เขียน หัวข้อ: การปฏิบัติธรรมตามแบบฉบับของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ไม่มีอะไรยาก  (อ่าน 11792 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 4 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Wisdom

  • สมาชิก
  • ***
  • กระทู้: 242
  • ใครจะใหญ่เกินกรรม
    • ดูรายละเอียด


การปฏิบัติธรรมตามแบบฉบับของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ไม่มีอะไรยากเพราะทุกคนสามารถทำได้ ขอแค่เพียงสละเวลาวันละ 3-5 นาทีมาปฏิบัติธรรมเป็นประจำทุกวัน ซึ่งจะทำที่ไหนก็ได้ อยู่บ้านก็ทำได้ ขอเพียงมีใจที่เคารพศรัทธาในพระรัตนไตรเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ก่อนจะเริ่มทำก็กราบพระเสียก่อน จะกราบที่หิ้งพระหรือที่หัวเตียงก็ได้ หากหัวเตียงไม่มีพระ ก็ให้นึกถึงพระแล้วกราบลงไป คนเราหากนึกถึงพระอยู่ กราบลงไปเมื่อใดก็ถึงพระท่านเสมอ

จากนั้นก็นั่งในอริยาบทสบายๆ จะนั่งขัดสมาธิก็ได้ จะนั่งเหยียดขาก็ได้ แล้วให้นึกท่องในใจว่า

"พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ"

ซึ่งพระคาถาบทนี้เรียกว่าพระไตรสรณคมน์ อันมีความหมายว่า

"ขอยึดเอาพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง"

หรือจะใช้บทพระคาุถามหาจักรพรรดิก็ได้ ซึ่งพระคาถานี้มีอยู่ว่า

"นะโมพุทธายะ พระพุทธไตรรัตนญาณ มณีนพรัตน์ สีสหัสสสุธรรมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ
ยะธาพุทโมนะ พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา อัคคีทานัง วะรังคันธัง สิวลีจะมหาเถรัง
อะหังวันทามิ ทูระโต อะหังวันทามิ ทาตุโย อะหังวันทามิ สัพพะโส
พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ"

เลือกเอาบทใดบทหนึ่ง ซึ่งระหว่างท่องนั้นให้นึกถึงพระที่เราชอบไปด้วย จะเป็นพระพุทธชินราชก็ได้ พระพุทธโสธรก็ได้ พระพุทธนิมิตก็ได้ พระแก้วมรกตก็ได้ หรือจะเป็นหลวงปู่ดู่ก็ได้ เพราะหลวงปู่ดู่ท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า
"แกนึกถึงข้า ข้าก็นึกถึงแก แกไม่นึกถึงข้า ข้าก็ยังนึกถึงแก"

ให้ท่องในใจไปเรื่อยๆ ท่องจบก็เริ่มใหม่ ท่องจบก็เริ่มใหม่
อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทำด้วยใจสบาย ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องเกร็ง
อย่างนี้เขาเรียกว่า ภาวนา

หากจำภาพพระที่เราชอบไม่ได้ ก็ให้หารูปมานั่งดู ดูรูปไปด้วยภาวนาไปด้วย ทำอย่างนี้วันละ 3-5 นาทีทุกๆวัน ขอแนะนำให้ทำตอนตื่นนอนหรือไม่ก็ก่อนนอน เพราะเป็นช่วงเวลาที่ธาตุขันธุ์(ร่างกาย)ได้รับการพักผ่อน จิตจะพลอยสบายไปด้วย นี่แหละคือกรรมฐานสูตรหลวงปู่ดู่


หลวงตาม้าท่านเคยกล่าวได้ใจความว่า
"กรรมฐานสูตรหลวงพ่อ(ดู่)เป็นกรรมฐานผู้ใหญ่
ครูคือพุทธะ ธัมมะ สังฆะ ครูคือหลวงพ่อ(ดู่)"

อันที่จริงแล้วหากจะให้ครบเครื่องเรื่องการปฏิบัติตามแนวหลวงปู่ดู่ จะต้องมีพระเครื่องอย่างน้อยหนึ่งองค์เอาไว้กำขณะภาวนา ซึ่งพลังงานพุทธคุณจากพระเครื่องจะช่วยให้จิตเราสงบเป็นสมาธิหรือเบาเย็นสบาย โดยขณะกำและภาวนานั้น ท่านให้นึกถึงองค์พระที่กำเอาไว้ด้วย ซึ่งถ้าหากว่าเป็นพระเครื่องที่สร้างและอธิษฐานจิตด้วยวิชาของหลวงปู่ดู่หลวงตาม้า จะสามารถดิ้นได้ เดินได้ เมื่อภาวนาไปจนใจสบาย จะพบว่าพระที่กำเอาไว้มีอาการดิ้นอยู่ในมือเลยทีเดียว

อีกทั้งเมื่อผู้ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติไปจนถึงขั้นจิตละเอียดเบาสบาย ก็จะสามารถพูดคุยกับองค์พระที่เรานึกถึงหรือพระที่อยู่ในมือได้ ซึ่งองค์พระท่านสามารถตอบปัญหาในสิ่งที่เราสงสัยคาใจอยู่ได้เช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าพระเครื่องที่อธิษฐานจิต ตามแนวทางหลวงปู่ดู่หลวงตาม้า สามารถพูดได้ทุกองค์ ซึ่งตรงนี้หลวงตาม้าท่านเคยกล่าวเอาไว้ว่า พระที่ท่านสร้างนั้น เราสามารถถามได้ทั้งสามโลกธาตุ เพราะท่านตอบได้ทั้งหมด อยู่ที่ผู้ปฏิบัติจะเข้าถึงหรือไม่ก็เท่านั้นเอง
"คุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หาประมาณมิได้ เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง"

ออฟไลน์ Suthatip

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
ดิฉันยังปฏิบัติไปไม่ถึงไหน ขอความกรุณาคุณช่วยตอบคำถามเพื่อเป็นธรรมทานด้วยนะค่ะ. ดิฉันเลือกภาวนาบทจักรพรรดิค่ะระหว่างการปฏิบัติ
เวลาปฏิบัติเรากำพระเอาจิตไปนึกถึงพระและขณะนั้นเราต้องนึกถึงใบหน้าของหลวงปู่ดู่ด้วยจะเป็นการแยกกำลังของจิตไปสองทาง. ดิฉันลองแล้วยังไม่มีกำลังจิตพอ

หรือ จะกำพระเพื่อรับพลังงานจากองค์พระแต่จิตไปนึกถึงหน้าหลวงปู่อย่างเดียวค่ะ ซึ่งจิตจะได้ไม่แยกไปคิดสองอย่าง ซึ่งดิฉันคงยังไม่มีกำลังพอน่าจะเป็นการปฏิบัติที่สบายกว่า. ถ้าเลือกปฏิบัติแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ค่ะเพราะดิฉันไม่รู้และไม่แน่ใจว่าจะทำถูกทางหรือเปล่า
ขอบคุณค่ะ

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 403
    • ดูรายละเอียด
ดิฉันยังปฏิบัติไปไม่ถึงไหน ขอความกรุณาคุณช่วยตอบคำถามเพื่อเป็นธรรมทานด้วยนะค่ะ. ดิฉันเลือกภาวนาบทจักรพรรดิค่ะระหว่างการปฏิบัติ
เวลาปฏิบัติเรากำพระเอาจิตไปนึกถึงพระและขณะนั้นเราต้องนึกถึงใบหน้าของหลวงปู่ดู่ด้วยจะเป็นการแยกกำลังของจิตไปสองทาง. ดิฉันลองแล้วยังไม่มีกำลังจิตพอ

หรือ จะกำพระเพื่อรับพลังงานจากองค์พระแต่จิตไปนึกถึงหน้าหลวงปู่อย่างเดียวค่ะ ซึ่งจิตจะได้ไม่แยกไปคิดสองอย่าง ซึ่งดิฉันคงยังไม่มีกำลังพอน่าจะเป็นการปฏิบัติที่สบายกว่า. ถ้าเลือกปฏิบัติแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ค่ะเพราะดิฉันไม่รู้และไม่แน่ใจว่าจะทำถูกทางหรือเปล่า
ขอบคุณค่ะ

การภาวนาจะเลือกบท ไตรสรณคมน์ก็ได้ (พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ) หรือบทสวดพระมหาจักรพรรดิก็ได้ ซึ่งเราเลือกเอาตามความพอใจและถนัด บทไตรสรณคมน์ จะสั้นกว่า อาจจะถูกจริตเรามากกว่า เมื่อเราคล่องแล้วเราค่อยเลื่อนไปภาวนาบทพระมหาจักรพรรดิก็ได้ หรือในทางกลับกันเราถนัดบทจักรพรรดิ เราก็ภาวนาบทจักรพรรดิเป็นหลักก็ได้ ทั้งนี้สำคัญที่ว่าทำแล้วใจสบายไหม

เรื่องการกำพระ การภาวนาไปด้วย และการนึกถึงภาพองค์พระไปด้วย ฟังดูแล้วเหมือนยาก เหมือนต้องทำเยอะ ทำหลายอย่างไปพร้อมกัน แล้วจะทำได้อย่างไรกัน? ขอให้ท่านอย่าเข้าใจคิดไปแบบนั้น อันที่จริงแล้วให้เปรียบเหมือนเวลาเราทานข้าว เวลาเราทานข้าวเราทำอะไรบ้าง? มือเราก็ตักข้าวจากจาน จมูกเราก็รู้กลิ่น เมื่อข้าวเข้าปากลิ้นก็รับรู้รส ในขระที่มืออีกข้างอาจจะหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มต่อ ซึ่งทั้งหมดนี้เรากลับสามารถทำเป็นธรรมชาติได้พร้อมๆกัน โดยที่เราไม่ได้รู้สึกเลยว่าต้องทำอะไรเยอะแยะหลายอย่างพร้อมกันแต่อย่างใดเลย ที่นี้ในการปฎิบัติแนวหลวงปู่ดู่ ก็เช่นกัน ท่านสอนว่า มือกำพระ ใจอยู่กับคำภาวนา ตามองที่ภาพ (มโนภาพองค์พระในใจ หรือ มองภาพพระ) ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อเราวางอารมณ์ของใจเป็่นอารมณ์ที่สบายๆได้แล้ว มันจะไปพร้อมกันเป็นเนื้อเดียวกันได้โดยไม่ติดขัด และเมื่อทำบ่อยเข้าๆ ความคุ้นเคย ความเคยชิน ก็จะทำให้การปฎิบัติของเราพัฒนายิ่งๆขึ้นไป หลวงปู่ดู่สอนว่า ที่สำคัญที่สุดในการปฎิบัติ ให้ดูว่าเมื่อทำแล้ว กิเลส มันลดลงไหม ส่วนพวกความรู้พิเศษทางจิตต่างๆ อย่าไปจดจ่อตรงนั้น พวกนี้เป็นของแถม สำคัญอยู่ที่ว่าทำแล้วกิเลสในใจลดลงไหม พวกความรู้พิเศษจะมาเอง ตามบารมีของเราที่สั่งสมมา ทีนี้เรื่องการนึกภาพองค์พระ ฟังดูเหมือนง่าย แต่ทำยาก แต่จริงๆแล้วทำไม่ยากเลย เราลองนึกถึงหน้าคุณพ่อ คุณแม่ของเรา ตอนนี้ดูสิ นึกออกไหม ... นึกออก เห็นหน้าทานในใจ นั้นละ อารมณ์เดียวกัน เรานึกถึงพ่อแม่เรา แล้วเห็นหน้าท่านในใจอย่างไร การนึกถึงพระ นึกถึงหลวงปู่ดู่ให้เห็นท่านทำอย่างไรก็ทำแบบเดียวกัน อารมณ์สบายๆ อย่าไปเพ่ง อย่าไปเกร็ง ภาวนาไป ใจอยู่กับหลวงปู่ไป ทำเข้าบ่อยๆ หลวงตา สอนว่า เมื่อจิตเรามีความเป็นทิพย์มากขึ้น เราจะสัมพัสบารมีท่าน จะคุยกับท่านในสมาธิได้ ท่านอาจจะสอน หรือแสดงธรรมะแนะนำ ในเรื่องที่เรายังไม่รู้ ก็ว่ากันไป ทั้งนี้อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ เพราะที่สำคัญ ทำแล้วกิเลสเราลดลงไหม นั้นละที่สำคัญ เพราะที่เรามาเวียนว่ายตายเกิด ติดภพ ติด ชาติกัน มานาน ยาวนาน กันขนาดนี้ก็เพราะกิเลสนั้นแหละ มีเวลาจึงควร ถอนรากถอนโคนมันซะบ้าง อย่างที่หลวงปู่ดู่ท่านบอกไว้ เวลาเหลือน้อยแล้ว ให้รีบพากันปฎิบัติ . . .

ธรรมรักษา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 17, 2013, 07:58:49 PM โดย Webmaster »

ออฟไลน์ Suthatip

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 2
    • ดูรายละเอียด
ขอบคุณมากนะค่ะ ตอบละเอียดและกระจ่างแจ้งเลย ดิฉันอ่านและคิดตามหลายรอบและจะนำไปปฏิบัติค่ะ
ขออานิสงค์ที่คุณให้ธรรมทานในครั้งนี้ พบแต่ความดีปราศจากความทุกข์ ในทางโลกและในทางธรรมดังที่คุณตั้งใจไว้นะค่ะ

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 403
    • ดูรายละเอียด
ขอบคุณมากนะค่ะ ตอบละเอียดและกระจ่างแจ้งเลย ดิฉันอ่านและคิดตามหลายรอบและจะนำไปปฏิบัติค่ะ
ขออานิสงค์ที่คุณให้ธรรมทานในครั้งนี้ พบแต่ความดีปราศจากความทุกข์ ในทางโลกและในทางธรรมดังที่คุณตั้งใจไว้นะค่ะ

อนุโมทนาสาธุครับ ผมเพียงแต่นำสิ่งที่หลวงปู่ดู่หลวงตาม้า
ท่านสอนมาบอกต่อจากที่ได้ศึกษาและปฎิบัติมา
หากไม่มีครูบาอาจารย์ชี้ทางผมแล้ว ผมคงจะหลงทางเหมือนกันครับ

ธรรมรักษา

ออฟไลน์ Thipjutha

  • สมาชิก
  • *
  • กระทู้: 4
    • ดูรายละเอียด
อนุโมทนาสาธุค่ะ
พึ่งปฏิบัติตามปฏิปทาของหลวงปู่  หลวงตาไม่นาน
มีบางครั้งท้อแต่ไม่ถอยค่ะ

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 403
    • ดูรายละเอียด
อนุโมทนาสาธุๆ