เว็บพุทธภูมิ: พุทธภูมิ พระโพธิสัตว์ การบำเพ็ญบารมี



ผู้เขียน หัวข้อ: โลกตามสภาพความเป็นจริง  (อ่าน 1821 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Webmaster

  • Administrator
  • สมาชิก
  • *****
  • กระทู้: 404
    • ดูรายละเอียด
โลกตามสภาพความเป็นจริง
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2012, 05:43:10 AM »


ศิษย์ : อย่างอายุกัปป์ อายุ ช่วงอายุขัยต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์เนี่ย บางครั้งพวกนักวิทยาศาสตร์เขาจะชอบบอกว่า อายุของโลกมนุษย์มันไม่มียาวขนาดตามในตำราอะไรต่าง ๆ ?

หลวงตาม้า : ไม่จริงหรอก ไม่จริงหรอก เขาไปไม่ถึง

ศิษย์ : จริง ๆ มันยาวกว่าที่เขารู้ ?

หลวงตา : ยาวมากนะ

ศิษย์ : ก็คือโลกใบนี้เลยเหรอ ?

หลวงตา : ใช่

ศิษย์ : แสดงว่าเขารู้ไม่จริง ?

หลวงตา : เขารู้ตามที่รูปลักษณ์ อย่างเขาไปเจอซากสัตว์โบราณ
มันก็ไม่มีทุกส่วนอยู่ในโลกนี้หรอก มันมีเป็นบางที่เท่านั้นเอง ใช่มั้ย

ศิษย์ : ครับ… เพราะของเก่ามันก็สลายไปหมด หาไม่ได้เขาก็ไม่รู้?

หลวงตา : มันเป็นธรรมดาของโลก เพราะฉะนั้น โลกนี้เราจะเอาอะไรไป... เอาไปไม่ได้สักอย่าง เพียงแต่อาศัยเท่านั้นเอง จริงมั้ย ทุกคนอาศัยอยู่ในโลกนี้ แล้วก็ตาย แล้วก็เกิดใหม่ แล้วก็อาศัยใหม่ มันก็แย่งกัน ยิงกัน ตีกัน ด่ากัน เอารัดเอาเปรียบกันใช่มั้ย ในโลกมันมีอยู่แค่นี้ เห็นแต่ประโยชน์ตนบ้าง พรรคพวกตัวเองบ้าง ฮึ ๆ มันก็อย่างงี้แหล่ะ สังคมโลกในสภาพปัจจุบัน หลวงพ่อท่านว่าให้ดูอดีตมาเทียบปัจจุบัน มันจะเป็นอนาคตท่านว่า ท่านว่าให้ย้อนลงไปสัก ร้อยปีหลัง แล้วก็ย้อนมา 50 ปี 30 ปี 40 ปี 10 ปี แล้วก็ปีที่แล้ว ใช่มั้ย... แล้วก็ปัจจุบัน แล้วทุกคนในโลก ทำอะไรมั่ง มันทำอะไร แก้ไขอะไรพวกนี้ ถึงปัจจุบันนี้ นั่นคืออนาคต ของพวกมนุษย์ อย่างประเทศไทยเอ้า... ประเทศไทยเนี่ย ตอนเนี้ยนะ วุ่นวายนะ มีทุกอย่าง ฮึ ๆๆๆ เพราะมันเปลี่ยนแปลงมาเมื่อ เริ่มเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ เปลี่ยนแปลงสังคมน่ะ สังคมที่ไม่ดี อารยธรรมเมืองนอกเข้ามาก่อน แล้วก็ ผู้ใหญ่เปลี่ยนแปลง สมัยก่อนหยุดวันพระ กับ วันโกน แล้วมาเอาแบบฝรั่ง...

ศิษย์ : มาเอาเสาร์ อาทิตย์ ?

หลวงตา : ใช่... ทีนี้คนก็ไม่เข้าวัด มันไม่ใช่วันพระ พอวันพระ มันไม่ตรงวันอาทิตย์ มันก็ไม่เข้า มันก็ห่างไปเรื่อยๆ ใช่มั้ย

ศิษย์ : ครับ เดี๋ยวนี้ปฏิทินบางอัน ยังไม่มีวันพระเลย

หลวงตา : แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถามเด็ก รู้มั้ยพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร
เด็กในเมืองนะ อ่านในตำรา พระพุทธเจ้าเกิดที่นั่น...

ศิษย์ : ท่องได้อย่างเดียว บางคนไม่รู้อะไรเลย บางคนเป็นอาจารย์สอนพุทธศาสนาก็ยังไม่รู้เลย เพราะมีหลายคนท่องได้แต่ในตำราอย่างเดียว

หลวงตา : ไม่ แม้แต่ มหา ยังไม่รู้เลย เรียนนักธรรม

ศิษย์ : มันต้องปฏิบัติอย่างเดียว ?

หลวงตา : พระพุทธศาสนา ไม่ได้ มีโลก ไม่มีโลกมาเกี่ยวข้องนะ พุทธ ก็คือ พุทธ จะเอาพุทธมาเรียนทางโลก ไม่ใช่ ไม่ใช่ ฮึ ๆ คนจะบวชเรียน แต่เรียนทางโลก ไม่ใช่อีกแหล่ะ เรียนไปก็ไปไม่รอดนะ อย่างดีๆ ก็เป็นเจ้าคณะตำบล อำเภอ เจ้าคณะ เป็นสมเด็จ เป็นอะไร คุณก็ปกครองไม่ได้อีกแหล่ะ ใช่มั้ย คุณไม่รู้อะไรเนี๊ยะ ไม่รู้ฮะ กฎข้อบังคับออกมาเนี่ย ไม่รู้ทั้งนั้นแหล่ะ ไม่รู้นะ นี่ตามสภาพความเป็นจริงนะ แล้วอะไรมันจะเกิดขึ้นล่ะ

ศิษย์ : ก็วุ่นวาย ?

หลวงตา : วุ่นวายนะ วุ่นวายทุกส่วนในประเทศไทยตอนนี้ แม้แต่ หมู่บ้านเล็ก ๆนี่ ลองประชุมกันสิ เถียงกันนะ จริง ๆ เถียงกันนะ แค่บ้านเล็ก ๆเนี่ย ก็ยังดีนะน่ะ หมู่บ้านตรงนี้เด็กมันยังเข้าวัด ลองนึกดู นึกดู อะไรมันจะเกิดขึ้น นึกดูก็แล้วกัน ฮึ ฮึ ไม่ต้องไปดูหมอหรอก ฮึๆ ดูๆ เห็นๆ นี่แหล่ะ ไม่ต้องไปหลับตาดูก็ได้เห็น ๆ ( หัวเราะ )

ศิษย์ : เห็นกันอยู่ทุกวัน

หลวงตา : ถ้างั้นเอาตัวรอดก็แล้วกัน โรคก็กิน สารพัดโรคนะตอนนี้ เพราะอะไรล่ะ ที่โรคมันกินทุกวันนี้ คนแก่อายุมาก ๆ เนี่ยะ 30 40 ทุกวันนี้ เบาหวาน ความดัน มะเร็ง โรคยอดฮิต เกิดจากการดูทีวี เกิดจากสภาพของสังคม เกิดจากการด่าทอกัน เกิดจากการเอารัดเอาเปรียบ เกิดจากอาหาร เกิดจากลมหายใจ หายใจเข้า อาหารที่กิน สภาพสังคมที่อยู่ แค่ดูทีวีนี่ก็... อารมณ์มันก็ไปตามทีวีแล้ว

ศิษย์ : มีแต่ละครตบๆ ตีๆ กัน

หลวงตา : พอดูปั๊บ น้ำตาก็ไหลแล้วบางคนน่ะ คือสภาพร่างกาย มันอัดทุกวันน่ะ เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็น้ำตาไหล อะไรจะเกิดขึ้นล่ะ ถ้าลองให้คนแก่มา 2 คนมาเนี่ย อีกคนไปทางโน้น อีกคนมาฝึกไหว้พระสวดมนต์ ทำใจสบายทุกวัน ก่อนนอนนะไม่ต้องเอามาก หน้าตาก็ไม่เหมือนกัน แก่แล้วนี่ ความทุกข์ก็ไม่เท่ากัน ความทุกข์เท่ากัน แต่ไม่เท่ากัน

ศิษย์ : เกิดเหมือนกัน แต่เขารับไม่เหมือนกัน?

หลวงตา : ใช่ .. นี่เรียนปริญญาเอก พุทธศาสตร์ (หัวเราะ) เราอธิบายให้เขาไม่ได้หรอก ติดอยู่แต่ในหนังสือ ไม่มีทางหรอก แค่พูดถึงโลกวิญญาณ เขาก็ไม่เอาแล้ว

ศิษย์ : เราก็ไม่เอาแล้ว เขาต้องถามว่าเอามาจากบทไหน ตำราไหน เอามาจากที่ไหน?

หลวงตา : (หัวเราะ) ใช่ ก็นั่นนะสิ ไม่ได้

ศิษย์ : แต่ทางโลก ถ้าไม่มีพวกอย่างนี้เขาก็จะไม่ยอมฟังอะไรเรา.. ก็ลำบาก ?

หลวงตา : ทุกคนรู้นะ ตามสภาพของความเป็นจริง เขารู้ ไม่มีใครไม่รู้หรอก แต่มันทนไม่ได้เท่านั้นเอง รู้ทุกคนนะ ไม่ต้องไปถามธรรมะ เห็นๆอยู่ ธรรมะแล้ว มีคนถามเหมือนกัน “ ผมจะพิจารณาอะไร เรื่องปัญญาถึงจะเกิด ” ไม่ต้องไปพิจารณาหรอก มองก็เห็นแล้ว ถ้าคุณพิจารณาสังคมทุกวันนี้ก็เห็นแล้ว เอาแค่ครอบครัวคุณให้เห็น ตัวคุณเอง ตัวเราเอง คนอื่นใกล้ๆ ก็เห็นแล้ว ไม่ต้องอะไรมาก

ศิษย์ : มันดูได้หมดอยู่แล้ว... แต่ไม่ค่อยชอบดู ?

หลวงตา : หนีไปทำกรรมฐานตามสถานที่ ที่เขาอบรมกันมั่ง อะไรกันมั่ง หลวงพ่อดู่ท่านว่า “ ไม่ต้องไปไหน ดูตัวเองนี่แหล่ะ ทำใจสบาย ๆ ไหว้พระสวดมนต์อยู่บ้านนี่แหล่ะ ปรับจิตปรับใจปรับธาตุอยู่ที่บ้านนั่นแหล่ะ มันไม่ไปไหนหรอก กรรมฐานมันอยู่ที่เรานี่แหล่ะไม่ได้อยู่ที่ไหน”

ศิษย์ : ถ้าเราทำได้ที่ไหนก็เหมือนกัน?

หลวงตา : ไปหาครูบาอาจารย์ที่ไหน ท่านบอกว่า แม้แต่วิชาอาคมพวกนี้ เราไม่ต้องเรียนกับคนก็ได้ ไปเรียนกับพรหมก็ยังได้เลย เรียนกับเทวดาก็ได้ เพราะท่านยังเกิดอยู่น่ะ ท่านก็สอนอยู่ เพียงแต่จะไปหาท่านได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง ปัญหามันอยู่ตรงนี้ ฮึฮึ จะเรียนวิชาอะไรมีหมด

หลวงตา : คนเราอีกหน่อยมันก็กลับไปสภาพเดิม ไม่มีอะไรเที่ยง ในสรรพสัตว์ในโลกนี้ มันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เปลี่ยนมาก็เปลี่ยนไป ยุคนี้มันเป็นยุคที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง สภาพของสังคมมันกำลังจะเปลี่ยน จิตมันเสื่อมไปเรื่อยๆ มันก็เปลี่ยน

ศิษย์ : หลวงตาครับ... ถ้าน้ำท่วมจริงๆแล้ว ไทยก็ติดจีน พวกจีน ลาว พม่า นี่ไปไหนหมดครับ ?

หลวงตา : จีนแตกนะ จีนก็จะมีความวุ่นวาย เพราะว่าวาตภัยก็เยอะกว่าประเทศอื่นนะจีนน่ะ เปลี่ยนไปหมดนะทั่วโลกน่ะ เกิดวาตภัยเกิดอุทกภัยเกิดอะไรพวกเนี้ย ต่อจานั้นก็เป็นสงครามโลก เนี่ยจากนี้ไป 10 ปีเนี่ย

อยู่เฉยๆดีที่สุด หาที่เหมาะๆนะ 20-30 ไร่ ก็ปลูกกระท่อมอยู่ กินกล้วยกินเผือกดีกว่า กินมะละกอไป วงการทุกวงการน่ะเปลี่ยนแปลงหมด แม้แต่วงการพระก็ไม่มี นิกายไม่มี รวมหมด ไม่มีนิกาย มีแต่พระปริยัติกับพระปฎิบัติเท่านั้น จะเห็นว่ามันไม่เที่ยง ฮึๆๆ

ศิษย์ : แล้วจะโดนมิสไซล์มั๊ยครับ ?

หลวงตา : มีนะ ไม่มีประเทศไหนในโลกเขารักษาของมีพิษไว้ในประเทศเขาหรอก พออยู่นานๆมันก็เสื่อม แล้วก็ตายเอง ใช่ไหม ถ้างั้นก็ปล่อยไปที่อื่นไม่ดีกว่าเหรอ มันอยู่มากี่ปีแล้ว รักษาไว้กี่ปีแล้ว ถ้าเสื่อมเมื่อไหร่ ก็คนเฝ้านั่นแหละตาย ถ้างั้นก็ปล่อยก่อน มันก็จะปล่อยก่อน ปล่อยไปที่อื่นก่อน หมั่นไส้ที่ไหนก็ปล่อยไปที่นั่น

ศิษย์ : หลวงตาครับ โลกเรานี่มีวิวัฒนาการเหมือนที่นักวิทยาศาสตร์เขาคิดกันมั๊ยครับ?

หลวงตา : ไม่ใช่นะ ไม่ใช่นะ... โลกเราที่เราเห็นนี่นะ กัปป์นี้นะ ไม่พูดถึงกัปป์ที่แล้ว ไม่พูดถึง เพราะว่า กัปป์นี้ก็พระพุทธเจ้า 5 พระองค์เนี่ย จะเป็นตัวเลข เลขล้านไม่มีฮะ มันนับไม่ได้นะ 5 พระองค์เนี้ย แล้วโลกนี้ก็ยังมีมนุษย์อยู่ต่ออยู่ระหว่าง 5 องค์เนี่ยะ ยังมีอยู่นะ

ศิษย์ : แสดงว่ามีมนุษย์ตลอด?

หลวงตา : มีตลอดนะ

ศิษย์ : เพียงแต่ว่าพวกนักวิทยาศาสตร์ยังค้นไม่พบ?

หลวงตา : ไม่ฮะ… ความจริงสัตว์พวกนั้นเป็นสัตว์ ก็ใช่... แต่ว่ามันจะอยู่เป็นที่ของมัน ไม่ได้อยู่ทั่วไป มันก็สลายไป มันก็กลายพันธุ์ไป ตามสภาพของธรรมชาติ

ศิษย์ : ศาสนาพุทธอายุ 2500 กว่าปี?

หลวงตา : ก็จริงนะ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี่ไง

ศิษย์ : อ๋อ... เฉพาะองค์ปัจจุบัน ?

หลวงตา : ใช่ องค์ก่อนโน้นก็นานแล้ว องค์ก่อนโน้น คนอายุตั้ง 3 หมื่นปี ก่อนพระพุทธเจ้าองค์นี้ พระกัสสปะ องค์แรกอายุเป็นแสนนะ องค์ที่ 2 ก็ 7 - 8 หมื่นแน่ะ องค์ที่ 3 นี่ 3 หมื่น องค์ที่ 4 นี่ประมาณร้อย ร้อยห้าสิบเนี่ย องค์ที่ 5 โน้นนะ แปดหมื่นนะ แปดหมื่นถึงแสน

ศิษย์ : แล้วหมดภัทรกัปป์นี้แล้ว จะมีไฟล้างโลกเหมือนที่เค้าบอกกันมั๊ยครับ?

หลวงตา : มีฮะ แต่นานนะ

ศิษย์ : หมดยุคพระศรีฯเนี่ยนะครับ?

หลวงตา : มีนะ

ศิษย์ : แล้วมันก็เริ่มกัปป์ใหม่?

หลวงตา : มันก็เริ่มกัปป์ใหม่ คือแผ่นดินโลกมันหมุนไป ใกล้ๆ ดวงอาทิตย์มันก็ไหม้หมด ดวงอาทิตย์มีถึง 7 ดวงบางครั้ง

ศิษย์ : ที่เค้าบอกว่าไหม้ไปถึงสวรรค์?

หลวงตา : ใช่... แล้วก็หมุนออกมา นานนะ ไม่ต้องไปพูดถึง สุญญกัปป์นี่ นานมาก แต่วิญญาณยังอยู่นะ วิญญาณยังอยู่ พลังงานก็อยู่นะ พลังงานของโพธิญาณก็ยังอยู่ ไม่ไปไหน เรื่องราวของพุทธะนี่เป็นเรื่องที่ยากที่จะเข้าใจ

ศิษย์ : แล้วสุญญกัปป์นี่ เค้าอยู่กันยังไงครับ ?

หลวงตา : ไม่มีมนุษย์ มีแต่พรหม ขึ้นพรหมหมด ตะเกียกตะกายขึ้นพรหมหมด มันเป็นกัปป์ที่สูญ มันมีความร้อน สุญญกัปป์นี่รู้ๆอยู่ นานนะ ไม่ใช่ว่าไม่นาน

ศิษย์ :ถ้าขึ้นไม่ได้ก็ลงนรกไป?

หลวงตา : ใช่... ก็อยู่ใน 2 ภูมินี่

ศิษย์ : ไม่มีคนอยู่เลย?

หลวงตา : ไม่มี มนุษย์ไม่มี สัตว์ไม่มี เพราะมันร้อน.... ท่านว่าไม่ให้คิด ไม่งั้นมันจะปวดหัว เรื่องโลก มันนาน ยาวนาน แค่คิดถึงเรื่องพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ๆ ก็นาน นานมาก มัวแต่คิดถึงชาติปัจจุบันเนี่ย เราทนได้หรือเปล่า เนี่ยตรงเนี้ย เราทนทำความดี เราทนสภาพได้มั้ย ตลอดชีวิตของเราเนี่ย มีความอดทนขนาดไหน มีความอดกลั้นขนาดไหน แล้วเราติดอะไรมั่ง ท่านว่าเป็นวิปัสสนานะ...

เราติดอะไรมั่ง เรารู้มั้ย ทุกคนรู้มั้ย ลองแกะออกดูซิ... นี่ลองถ่างดู รู้ รู้นะ รู้อยู่ ท่านว่างั้น ท่านบอกให้รู้เฉยๆ แต่อย่าไปทำ... รู้ว่ามันดี ก็อย่าทำ รู้ว่ามันไม่ดี ก็อย่าไปทำ ฮึ ฮึ... อยากทำตรงไหนก็ได้ที่มันดีน่ะ อย่างนั้น ตัวนี้คือตัวจริงๆ ตัวปัญญาจริงๆ ท่านว่านะ ส่วนมากก็จะมาหลอกกัน นักบวชก็หลอก คนก็หลอกนักบวช หลอกกันไป เหมือนผีหลอกผี ใช่มั้ย... เหมือนเราไปเที่ยวบาร์ เที่ยวคลับ เที่ยวผับ เที่ยวอะไร ไม่รู้ใครหลอกใคร มันก็ผีหลอกผีนั่นแหล่ะ ใช่มั้ย ถ้าคนด้วยกัน ไปเที่ยว ก็หลอกกันไปหลอกกันมา หลอกกันมาหลอกกันไป ก็ผีหลอกผี

ศิษย์ : หลวงตาครับแล้วศาสนาพุทธที่เป็นนิกายอื่นๆ?

หลวงตา : ต่อไปมันไม่มีนะ มันจะรวมกันหมด แนวนั้นก็คล้ายๆกัน รวมกัน เหมือนพระเนี่ยะ รวมหรือแยกก็เหมือนเดิมแหล่ะ สมัยพุทธกาลก็มี

ศิษย์ : ไปๆ มาๆ พระนิกายอื่นที่เห็นเก่งๆ ก็มีอยู่หลายองค์?

หลวงตา : มีเยอะนะ

ศิษย์ : อย่างนี้ก็ดูเหมือนคล้ายๆ ของธิเบตเลย ที่เขาไปค้นหา ดาไลลามะตลอดเลย ตายไปแล้วก็ไปเอามาเป็นใหม่ เป็นใหม่?

หลวงตา : ก็อย่างนั้น มันเป็นประเพณีที่ทำกันมาในอดีต การติดต่อพลังงาน การติดต่ออะไร มันอยู่ที่หัวหน้า มันอยู่ที่ผู้นำ...
ผู้นำกับการเสื่อมสลายของบ้านเมือง

หลวงตา : ...ถ้าผู้นำไม่ได้เรื่องได้ราวก็พังไว ถ้าผู้นำดีมีเรื่องมีราวมีสาระหน่อยก็นานหน่อย แต่มันก็ไปเหมือนกันแหล่ะ

ศิษย์ : ยังไงก็ต้องไป?

หลวงตา : แต่นอนนานหน่อยเท่านั้นแหล่ะ มันก็เหมือนสมัยพ่อขุนรามฯ สมัยนั้นน่ะ สมัยท่านยังไม่เจริญใช่มั้ย สมัยนั้นศีลธรรม คนมันก็... ส่วนมากเข้าวัด แก่ก็เข้าวัด ประเพณีอะไรอยู่วัดหมดเลย แม้แต่มีทุกข์ก็ตีระฆังในวัด ปรับทุกข์ปรับอะไร โจรมันก็ไม่มี คนก็เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันไป มันก็อยู่อย่างสบายในยุคนั้น มันก็เริ่มเสื่อมๆ มา สลายไป เปลี่ยนแปลงไป ตามสภาพของมนุษย์ปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

ศิษย์ : ไปๆ มาๆ ?

หลวงตา : มันไม่มีอะไรในโลกมนุษย์หรอก มันก็มีอย่างนี้แหล่ะที่เราเห็นๆนี่แหล่ะ เจริญแล้วเสื่อม ไม่มีอะไรหร๊อก... คนยากจนหรือคนรวย มันก็มีสภาพเท่ากัน ไอ้คนจนที่มันอารมณ์ดี สบาย ๆ มันสบายมากกว่าคนที่เป็นเศรษฐีเป็นพันๆหมื่นๆล้าน เป็นแสนล้านนะ ใช่มั้ย... แล้วพอตายมันไปไหนล่ะ มันก็ไปด้วยกันแหล่ะ เวียนว่ายตายเกิดใน 3 ภูมิไปอยู่เรื่อย เกิดมาเป็นคน เป็นอะไร ไม่มีอะไร คนที่ปรับพวกนี้ ก็โพธิสัตว์อีกนั่นแหล่ะ พวกที่ยังคงอยู่กับสัตว์นี่แหล่ะ ถ้าเป็นพระอรหันต์นี่นะ พอปิดบัญชีปั๊บนะ ไม่สนแล้ว บางองค์นี่เฉยเลยนะ เลี้ยงธาตุขันธ์ไปวันๆ พระอรหันต์จบ ตายแล้วก็ไม่เกิด จบไป

ศิษย์ : ไม่เหมือนโพธิสัตว์?

หลวงตา : ใช่ ที่ต่อศาสนาทุกวันเนี่ย โพธิญาณทั้งนั้น บางองค์ก็ลา บางองค์ก็ไม่ลา พอลาหน่อยก็ต่อยาวหน่อย เพราะลูกศิษย์เยอะหน่อย

ศิษย์ : อ้อ... เพราะต้องตามกันมา?

หลวงตา : ฮึ ฮึ... ใช่ ฮึ ฮึ... ใช่อย่างงั้นแหล่ะ

พระอาจารย์ วรงคต วิริยะธโร ( หลวงตาม้า )
วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ)
ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่